1. เปลวฉัตร
"ฉันฝากดูแลยัยเปลวด้วยนะพี่"
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคเอ่ยออกมาจากปากของมารดาได้อย่างยากลำบาก วารุณีและธินกรต่างก็น้ำตาคลอ เมื่อต้องมองใบหน้าไร้เดียงสาของบุตรสาววัยสิบขวบในคราวที่ต้องลาจาก
เปลวฉัตร รับรู้ชะตากรรมของตนในทันที ว่าต่อจากนี้ตนจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับลุงและป้าสะใภ้ไปอีกนาน เด็กน้อยรู้สึกโกรธเกลียดความยากจนที่ทำให้ตนไม่ได้อยู่กับพ่อแม่อย่างคนอื่นเขา
แต่ถึงแม้จะเสียใจแค่ไหน เด็กน้อยก็ต้องกลั้นน้ำตาเอาไว้ ต้องเก็บซ่อนความรู้สึกโหยหาแล้วโบกมือล่ำลารถโดยสารคันโตที่กำลังพรากไออุ่นของพ่อแม่ไปจากเธอ
"พ่อกับแม่ของเอ็งไปทำงานในเมืองกรุง ไม่กี่ปีเดี๋ยวก็กลับมา อยู่กับลุงอย่าดื้ออย่าซน แล้วก็ต้องตั้งใจเรียนหนังสือนะยัยเปลว"
ชาติชัยปลอบประโลมหลานสาวพลางลูบศีรษะด้วยความเอ็นดู ตัวเขาเองก็อยู่กินกับภรรยามานานนับสิบปี แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีลูกกับเขาเลยสักคน เห็นทีคงต้องเลี้ยงเปลวฉัตรให้เปรียบเสมือนว่าเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของตนเสียแล้ว...
หลายเดือนต่อมา...
"เอ้านี่! ซักเสื้อผ้าพวกนี้ให้หมด แล้วก็ซักให้มันสะอาด ๆ ด้วยล่ะ"
ลำดวน เมียสุดที่รักของชาติชัยซึ่งถือว่ามีศักดิ์เป็นป้าสะใภ้แผดเสียงแหลมเล็ก ชี้นิ้วสั่งหลานสาวตัวจ้อยให้ทำงานแทนหล่อนสารพัดในยามที่สามีออกไปทำงานนอกบ้าน
"ป้าลำดวนจ๋า พ่อกับแม่ได้เขียนจดหมายมาหาหนูบ้างไหมจ๊ะ"
เปลวฉัตรเอ่ยถามใสซื่อ ในขณะที่กำลังหอบตะกร้าเสื้อผ้ามาอย่างทุลักทุเล เด็กน้อยยืนมองหญิงวัยกลางคนที่กำลังแต่งองค์ทรงเครื่อง ผัดหน้าทาปากจนแดงแจ๋ เตรียมพร้อมที่จะออกไปเล่นการพนันกับเพื่อนฝูงในบ่อน
"ไม่มี! แล้วก็ไม่เคยส่งมาด้วย เงินช่วยเลี้ยงซักสตางค์แดงเดียวก็ไม่เคยส่งมา แกเลิกมาถามคำถามเดิม ๆ แล้วรีบไปทำหน้าที่ของแกได้แล้วนังเปลว!"
เรียวปากสีแดงสดพ่นแต่คำด่าทอออกมา ซ้ำยังตวาดเสียงดังเสียจนเด็กน้อยตกใจตื่นกลัวรีบหอบตะกร้าใบใหญ่เดินไปซักผ้าหลังบ้านในทันที
ชีวิตของเปลวฉัตรก็ดำเนินไปอย่างนี้ ป้าสะใภ้ชอบโขกสับจิกหัวใช้เธอทุกครั้งที่ลุงไม่อยู่ วันนี้เสื้อผ้าของป้าลำดวนมีมากกว่าทุกวัน กว่าที่เด็กน้อยจะซักเสร็จก็นานหลายชั่วโมง...
ในขณะเดียวกัน ยายแม้น อดีตนางรำเก่าที่หันมายึดอาชีพทำขนมขายในบั้นปลายชีวิตก็กำลังนั่งบ่นกระปอดกระแปด เนื่องจากลูกค้าเกิดเบี้ยวนัดไม่มารับขนมที่สั่งเอาไว้
"อีสายหยุดนะอีสายหยุด สั่งให้ข้าทำเสียตั้งหลายถาดแต่ไม่มาเอา เงินก็ไม่ได้ให้ไว้ด้วย แล้วนี่ข้าจะทำยังไงดีละเนี่ย"
ยายแม้นค่อย ๆ พยุงร่างผอมแห้งเดินมานั่งพักถอนหายใจที่ชานบ้าน พลันกลิ่นควันไฟก็ลอยแตะจมูกจนหญิงชราต้องหันขวับไปมองที่บ้านฝั่งตรงข้ามแทบจะทันที
"อ้าวเฮ้ย! ไฟไหม้บ้านไอ้ชัยเหรอวะน่ะ"
ยายแม้นอุทานลั่นอย่างตกใจ ในขณะที่สองขาพาร่างกายออกวิ่งไปยังบ้านที่เกิดเหตุ แต่เมื่อไปถึงต้นตอของควันไฟ หญิงชราผมขาวทั้งหัวกลับพบว่าที่แท้เป็นแค่การก่อไฟของเด็กน้อยหน้าตามอมแมมที่กำลังยืนไอโครก ๆ เพราะสำลักควันอยู่ในครัว
"หนูเปลว นั่นจะทำอะไรน่ะลูก"
ยายแม้นเอ่ยถามพร้อมรีบเข้าไปดับฟืนไฟให้มอด เพราะกลัวว่าจะลุกลามจนเกิดเป็นเหตุเพลิงไหม้เข้าจริง ๆ เด็กน้อยใช้มือป้องปากไอโครก ๆ กว่าจะตอบคำถามได้ก็นานเกือบนาที
“หนูหิวข้าวจ้ะยาย ป้าลำดวนรีบออกไปทำธุระข้างนอกเลยไม่ได้ทำอะไรไว้ให้เลยจ้ะ”
ได้ฟังก็ยิ่งนึกสงสาร นังลำดวนคงจะรีบออกไปเล่นไพ่อีกละสิท่า ถึงได้ปล่อยให้หลานสาวตาดำ ๆ ต้องมาหุงหาข้าวปลากินเองตามยถากรรมแบบนี้
“นางลำดวนนี่มันน่าโมโหนัก! เอางี้นังหนูเปลว วันนี้มากินข้าวที่บ้านยายมา”
ว่าจบหญิงชราก็พาเด็กน้อยไปอาบน้ำอาบท่า จับประแป้งแต่งตัวเสียใหม่จนเนื้อตัวสะอาดสะอ้านน่ามอง ผมเผ้าที่ยาวประบ่าก็ถูกรวบมัดยกสูงเป็นจุก ทัดด้วยดอกมะลิกลิ่นหอมหวาน
“ยายอยู่ตัวคนเดียว คงไม่มีอะไรทำให้เอ็งนอกจากไข่เจียวง่าย ๆ แบบนี้นี่แหละ”
ยายแม้นกล่าวพลางวางจานไข่เจียวฟูนุ่มหอมกรุ่นตรงหน้า เด็กน้อยมองตามพร้อมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ เจ้ากระเพาะน้อย ๆ ก็ส่งเสียงร้องโครกครากบ่งบอกถึงความหิวขึ้นมาในทันที
“เป็นไข่เจียวน่ากินที่สุดเลยจ้ะยายจ๋า”
เสียงเจื้อยแจ้วเอ่ยพร้อมดวงตากลมโตที่เปล่งประกาย
“ปากหวานเสียจริงนังเด็กคนนี้ น่ากินก็กินเยอะ ๆ กินให้อิ่ม ๆ”
ยายแม้นเอ่ยด้วยความเอ็นดู ก่อนจะต้องมานั่งคิดไม่ตกกับขนมใส่ไส้ถาดใหญ่ที่วางอยู่ตรงหน้า
“วันนี้ขายขนมไม่ได้หรือจ๊ะยาย”
เสียงเจื้อยแจ้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย ยายแม้นถึงกับถอนหายใจออกมาอีกหน ก่อนจะเอี้ยวตัวหันมาตอบคำถามเด็กน้อยที่กำลังเคี้ยวข้าวไข่เจียวอยู่เต็มปาก
“ใช่...เพราะนังสายหยุดดันมาเบี้ยวนัดไม่มารับขนมที่สั่งเอาไว้ ยายคิดไม่ตกเลยว่าจะทำยังไงกับขนมพวกนี้ดี”
หญิงชราส่ายหัวนั่งกุมขมับ แต่เด็กน้อยกลับยิ้มออกมาก่อนจะช่วยเก็บจานชามไปล้างให้อย่างเสร็จสรรพ
“เร่เข้ามา เร่เข้ามาจ้า”
เสียงใส ๆ ร้องเรียกอยู่หน้าบ้านหลังน้อยช่วยเรียกความสนใจของผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาได้เป็นอย่างดี
“ลุงจ๋า ป้าจ๋า น้าจ๋า มาช่วยซื้อขนมของหนูกับยายทีสิจ้ะ ขนมของยายหนูอร่อยมากเลยนะจ้ะ”
เปลวฉัตรเอ่ยเสียงหวานพร้อมทั้งโบกไม้โบกมือเรียกลูกค้าราวกับวิญญาณนางกวักลงมาประทับร่าง และด้วยความน่ารักบวกกับอุปนิสัยช่างพูดช่างเจรจาของเด็กน้อยก็ทำให้ขนมของยายแม้นขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
“หนูจ้ะ ขนมใส่ไส้หมดหรือยัง ป้าจะซื้อให้ลูกชายของป้าเสียหน่อย”
หญิงสาวหน้าตาสวยคมเอ่ยถามพร้อมพาลูกชายวัยสิบหกปีมาด้วย
“โถ่...แม่ยิหวา ฉันโตแล้วนะ เลิกซื้อขนมแบบนี้ให้ฉันสักทีเถอะ”
หนุ่มน้อยคนนั้นพูดขึ้นพร้อมชักสีหน้าไม่พอใจใส่ผู้เป็นแม่ เจ้าตัวเอาแต่พร่ำบอกว่าโตเป็นหนุ่มแล้ว ไม่ชอบกินขนมหวานเหมือนครั้งที่ยังเป็นเด็ก
“อย่าให้เห็นว่าแอบย่องมาหยิบกินซะล่ะ…ยายจ้ะ ฉันเหมาขนมของยายหมดนี่เลยนะจ๊ะ”
หญิงสาวกล่าวหยอกเย้า ไม่สนใจคำทัดทานของลูกชาย ก่อนจะเหมาขนมใส่ไส้ที่เหลือทั้งหมดแล้วพากันเดินจากไป เปลวมองตามสองแม่ลูกคู่นั้นจนกระทั่งพวกเขาเดินไปไกลลับตา
“คิดถึงแม่เหรอเปลว” ยายแม้นไม่ยากถามแต่ก็อดไม่ได้จริง ๆ
“จ้ะยาย…แต่หนูจะไม่ร้องไห้ หนูเชื่อว่าพ่อกับแม่จะกลับมาแน่นอน”
เด็กน้อยพยายามทำตัวให้เข้มแข็ง และเชื่อมั่นในคำสัญญาของพ่อและแม่ ยายแม้นเห็นเช่นนั้นก็เบาใจ แถมยังรู้สึกรักและเอ็นดูเธอมากเป็นเท่าตัว
“จะว่าไปเอ็งนี่ก็หน่วยก้านดีนะ หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา นิ้วมือเรียวสวย ผิวพรรณปานลูกผู้ดี มาเถอะยัยหนู เดี๋ยวยายจะสอนร้องรำเอาไว้เลี้ยงตัวเอง”
ยายแม้นพาเด็กน้อยกลับเข้าบ้านพร้อมตัดสินใจสอนร้องรำตลอดจนสอนทำขนมหวานชนิดต่าง ๆ ให้เปลวฉัตรได้ใช้เลี้ยงตัวในภายภาคหน้า โดยที่หญิงชราไม่อาจล่วงรู้เลยว่าเมื่อเปลวฉัตรโตขึ้นแล้ว เธอจะต้องพบเจอกับเรื่องเลวร้ายเสียยิ่งกว่าตอนนี้…