1| อยู่แต่ในกรอบ
ร่างกายของฉันนอนสะบักสะบอมจากการถูกทำร้ายและกระทำชำเรา 'อีกครั้ง' โดยขอทานชายวัยกลางคนที่ใต้สะพาน โดยที่ไม่มีใครในโลกเห็นเหตุการณ์ จนมันสามารถเสร็จกิจในร่องของฉันถึงหลายน้ำราวกับว่านั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่มันจะได้สืบพันธุ์
มือทั้งสองข้างของฉันยังคงกุมอยู่ที่ท้องน้อยและภาวนาไม่ให้
'ชีวิตน้อย ๆ' ที่อยู่ข้างในไม่เป็นอะไร ต่อให้ฉันไม่ได้รักมัน แต่ก็ไม่อยากให้มันตาย
ใช่...ฉันมันเป็นเด็กใจแตก...เป็นเด็กที่พลาดท้องโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ...แถมฉันไม่อยากให้เรื่องมันเกิดขึ้นเพื่อมาทำลายชีวิตจนแหลกเป็นเสี่ยง ๆ เพราะการอุ้มท้องเด็กคนหนึ่งก็สามารถทำลายอนาคตที่ 'พ่อแม่' วางเอาไว้ไม่มีชิ้นดีได้
"ฮึก...ฮึก..." ฝนค่อย ๆ ลงเม็ดจนกลายเป็นห่าฝนและพื้นถนนเริ่มมีน้ำเอ่อจนท่วม ร่างอันไร้จิตวิญญาณของฉันนอนตะแคงข้าง ดวงตาที่ไร้จิตใจและลอย ดูเหมือนว่าสติของฉันจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ไม่มีเรี่ยงแรงเหลือให้ลุกขึ้นยืน หนังตาหนักอึ้งกำลังจะปิด ไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากเสียงซ่า!! ซ่า!! ของเม็ดฝนจำนวนมาก
หนาว...หนาวจัง...ร่างกายของฉันมันสั่นเทิ้มไปหมด
ขอโทษนะลูก...ยังไม่ออกมาดูโลกแท้ ๆ กลับต้องมาตายแบบนี้...
ขอโทษนะตัวฉัน...ที่เป็นเด็กใจแตก...
ขอโทษนะคะ...พ่อ...แม่...ที่หนูเป็นลูกที่แย่...
ซ่า...ซ่า....ซ่า...ซ่าาา
"ตายแล้วเหรอ?" เสียงอันทุ้มต่ำดังขึ้นจนทำให้ฉันสามารถดึงสติมาได้
เสียงใครกัน?? ทำไมฟังแล้วถึงรู้สึกอบอุ่นได้ขนาดนี้...?
ดวงตาของฉันที่เลื่อนลอยพยายามมองชายร่างสูงที่ใส่ชุดสูทสีดำขาดวิ่น เปียกปอนไปด้วยน้ำฝน แต่ด้วยสติที่กำลังจะขาดช่วงเลยทำให้มองไม่ชัด แต่ก็มีคำ ๆ หนึ่งออกมาจากปาก
"ช่วย...หนูกับลูก...ด้วย..." จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบ
.....................................
ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งอาทิตย์ก่อน
"หนูขออนุญาตไปเที่ยวกับเพื่อนนะคะ?" นารี สาวน้อยร่างบางมัดผมเปียข้างเดียวยกมือไหว้ขอร้องคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวกลางคืนครั้งแรกด้วยท่าทางที่นอบน้อม และดวงตาออดอ้อนใสซื่ออยู่ใต้แว่นกลมบาง ๆ กรอบสีดำในขณะที่กำลังรับประทานอาหารเย็น หลังจากที่เพิ่งกลับมาจากการเรียนวันแรกอันแสนเหน็ดเหนื่อยที่มหาวิทยาลัย
พ่อเก๋งและแม่แก้วผู้ประกอบอาชีพเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพมหานคร ผู้ชอบทำใบหน้าเคร่งขรึมตลอดเวลา ได้มองหน้ากันก่อนที่จะตอบปฏิเสธลูกสาวอย่างไม่ไยดี
"พ่อไม่ให้ลูกไปถิ่นอโคจรแบบนั้นหรอก" พ่อเก๋งปฏิเสธด้วยเสียงห้วน ๆ ซึ่งทำให้จิตใจอันผ่องใสของนารีตกไปอยู่ตาตุ่ม แต่ใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มราวกับหยุดเวลาเฉพาะส่วนนั้นไว้ จึงเป็นสีหน้าที่ผู้เป็นพ่อพอใจกับสิ่งที่เห็นจากใบหน้าของลูกสาว หลังจากที่ต้องเผชิญกับคนไข้ไฮโซที่โลภมากอยากได้โน่นอยากได้นี่จนเกินเหตุ
"เราคุยกันแล้วไม่ใช่เหรอนารี" แม่แก้วเสริม "นับตั้งแต่เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแล้วจะตั้งใจเรียนอย่างเดียว และไม่นอกลู่นอกทาง รวมถึงเลิกเรียนแล้วกลับบ้าน"
นารีกำลังจะแย้งอะไรบางอย่าง แต่แม่ได้สกัดไว้ก่อน
"รวมถึงตารางเรียนของทุกเทอมต้องยื่นให้ถึงมือแม่ ซึ่งวันนี้ก็ผ่านวันแรกของเปิดเทอมแล้วก็ยังไม่เห็นตารางเรียนของลูกมาอยู่ในมือแม่เลย" เธอเทไวน์สุดแพงลงในแก้วไวน์แสนแพง ก่อนจะช้อนขึ้นมาดื่มพร้อมฟังเพลงคลาสสิกที่เปิดด้วยเครื่องเล่นแผ่นเสียงโบราณมือสองที่ซื้อมาจากตลาดนัดจตุจักรด้วยเงินเดือนเดือนละเป็นแสนของทั้งคู่
พวกท่านเป็นหมอที่มีฝีมือดีที่สุดในประเทศ แถมยังได้รักษาคนใหญ่คนโตมานักต่อนัก ทำให้เงินและชื่อเสียงมากมายจนไม่มีที่จะไว้ เมื่อทั้งสองอย่างนี้มากขึ้น อีโก้ของทั้งสองก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นความคาดหวังที่จะให้ลูกเรียนต่อแพทย์เพื่อจะได้เดินตามรอยเท้าของทั้งสอง โดยไม่ได้ถามความเห็นของลูกสาวที่ชอบด้านภาพยนตร์มากกว่า
แต่นารีก็ไม่ใช่คนที่อกตัญญูที่จะแอนตี้สถาบันครอบครัวไปหมด เธอเลือกที่จะเชื่อฟังพ่อแม่ และยอมเป็นหุ่นเชิดมาตลอดทั้งชีวิต อีกทั้งยังสัญญากับตัวเองว่า ถ้าเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เธอจะไขว่คว้าอิสรภาพของตัวเองมาให้ได้
สุดท้ายความรู้สึกที่แบกรับมาก็ถูกถมมากขึ้นเพราะคำว่า 'ไม่' อย่างไร้เหตุผลจากผู้ปกครอง ซึ่งมันติดอยู่ที่หูของเธอมานาน ไม่ว่าเธอจะขออะไรก็ไม่เคยได้สักอย่าง หากต้องการอะไรก็ต้องสอบให้ได้ที่หนึ่ง รวมถึงการสอบย่อยในชั้นเรียน แม้ว่าจะสอบได้คะแนนเต็มสิบแล้วก็ตาม พ่อแม่จะรุมถามเสมอว่ามีใครสอบได้คะแนนเท่านารีอีกไหม ถ้าตอบว่าใช่ เธอก็อดรางวัล แต่ถ้าตอบว่าไม่มี เธอก็ต้องพิสูจน์มาให้ได้ว่าเธอคือที่หนึ่งของชั้นเรียนจริง ๆและนี่เธอเพิ่งได้โทรศัพท์มือถือเรื่องแรกหลังจากที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่พ่อแม่เลือกให้ได้ที่หนึ่ง บางอย่าง...ไม่สิ...ทุกอย่างที่เธอไม่รู้ก็ต้องถาม 'เมทัล' แฟนหนุ่มที่เพิ่งตกลงคบกับเธอเมื่อไม่นานมานี้หลังจากที่ตามจีบมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ก่อนหน้านี้เธอยังไม่กล้ามีแฟน เพราะกลัวตัวเองจะปิดบังพ่อแม่ไม่มิด พอเริ่มเข้ามหาวิทยาลัยเธอก็เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง และตัดสินใจคบกับเด็กแว้นอย่างเมทัลทันที
ซึ่งเขาชวนเธอไปเที่ยวที่ร้านเหล้าวันนี้อีกด้วย...นี่เป็นเป้าหมายของเธอที่ต้องขอพ่อแม่ออกไปข้างนอกให้ได้ แม้ว่าความหวังจะริบหรี่ก็ตาม
"ทำไมยังไม่เอาตารางเรียนมาให้แม่ดูอีก? ไอ้ลูกคนนี้นี่" แม่เริ่มหงุดหงิดหลังจากที่ต้องปั้นหน้าคุยกับคนไข้เป็นร้อย ๆ รายในหนึ่งวัน หล่อนยังคงเติมไวน์ลงในแก้วแล้วค่อย ๆ ดื่มจนปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายค่อย ๆ มากขึ้น ส่วนพ่อก็ไม่เคยทำอะไรนอกจากไปทำงานและเล่นมือถือ
"นี่คุณจะสนใจมือถือมากกว่าฉันเหรอคะ?" แม่ที่เริ่มเมาถามด้วยน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราด "ไหนเอามือถือมาดูหน่อยซิ?"
"ทำไมผมต้องเอามือถือให้คุณดูด้วย?" พ่อบ้านใจกล้าถามกลับ
ณ สถานการณ์ตอนนี้ พ่อตัดใจสร้างมันขึ้นมาเพื่อไล่ลูกสาวขึ้นห้องไป
........
'ฉัน' ขึ้นไปบนห้องด้วยท่าทีที่หดหู่...เป็นเพราะไม่ได้ไปเที่ยวกับแฟน 'คนแรก' นั่นมันโคตรน่าผิดหวังเลย คิดว่าอยู่มหาวิทยาลัยแล้วจะได้อิสระมากขึ้น แต่กลับไม่เลยแม้แต่นิดเดียว
"ทำไมไม่ปล่อยกันบ้างเลยวะ...?" ฉันสบถออกมา
"อะ...เออ คุณหนูคะ? อยากได้อะไรอุ่น ๆ ก่อนมั้ยคะ?" ป้าแวว แม่บ้านในเสื้อขาว กางเกงยีน เข้ามาถามฉันด้วยความเป็นห่วง
"ไม่อะค่ะ...ขอบคุณนะคะ" ฉันปฏิเสธ
"ดิฉันเข้าใจนะคะว่าคุณหนูเก็บกดเรื่องคุณพ่อคุณแม่ แต่พวกท่านทำเพื่อคุณหนูนะคะ" ป้าแววบอกด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็น แต่กลับทำให้หัวใจฉันรุ่มร้อนไปอีก
"หนูไปทำการบ้านแล้วนะคะ" ฉันตัดบทก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง จากนั้นน้ำตาค่อย ๆ ไหล
ทำไมวะ...? ข้างนอกมันมีปีศาจเฉพาะช่วงที่หลังเลิกเรียนไปแล้วหรือยังไงวะ? ถึงได้ห้ามกูออกไปไหนมาไหนจังเลย!! ทีพวกเขายังสามารถออกไปไหนมาไหนอย่างอิสระ แต่กลับขังฉันไว้ข้างในเนี่ยนะ...
ไม่ต่างจากคุกเลยจริง ๆ
ฉันตัดสินใจติดต่อเมทัลเพื่อยกเลิกนัดทันที
"ฮัลโหล ว่าไงจ๊ะที่รัก ให้พี่ไปรับเลยมั้ย??" แฟนหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงถ่อย ๆ ตามประสาเด็กแว้น
"คะ...คือ...พ่อแม่ไม่ให้ไปอะค่ะพี่เมทัล"
สิ่งที่ฉันพูดออกไปทำให้เมทัลหัวเสีย
"กูไม่สน!" เมทัลตะคอก "ยังไงมึงก็ต้องขอออกมาให้ได้ หาข้ออ้างไปพูดดิ! ถ้าคืนนี้ไปไม่ได้ก็ไม่ต้องคบกันต่อไปละ! แม่ง เสียเวลาฉิบหาย"
"เฮ้ย!! เดี๋ยว!!" ช้าไปแล้ว...เมทัลวางหูใส่ไปแล้ว
เอาล่ะ...ฉันจะต้องหาทางออกไปจากบ้านหลังนี้ให้ได้