บทที่ 1 เกลียดเข้าไส้
บทที่ 1
เกลียดเข้าไส้
"หมอขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับที่ทางเราไม่สามารถช่วยชีวิตแม่และเด็กในครรภ์เอาไว้ได้ ทางเราพยายามอย่างเต็มที่แล้วครับ"
"หมายความว่าไง..."
"คนไข้ตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ"
ปึก!! เพล้ง!!
"พวกสารเลว!!!" เสียงแก้วเหล้าถูกเขวี้ยงกระทบผนังห้องจนแตกกระจายด้วยฝีมือของ 'เฉิน ตงหยาง' ที่นั่งอยู่บนโต๊ะบาร์ภายในเพนท์เฮ้าส์ชั้นบนของตึกสูงใจกลางเมืองพร้อมเสียงดุดันที่เค้นออกมาบ่งบอกถึงความโกรธแค้น เขายังจำความรู้สึกในวันนั้นได้ดีว่ามันชาวาบเจ็บปวดและน่าสมเพชมากแค่ไหน จนกลายเป็นความแค้นที่ฝั่งลึกและไม่คิดจะให้อภัยคนเหล่านั้นไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม
"นายครับ" หมิงฉาง ซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทและมือขวาที่ตงหยางไว้วางใจมากที่สุดเดินเข้ามาก่อนจะเอ่ยขึ้น แม้จะรู้ว่าเวลานี้ไม่ควรเข้ามาพบหน้าก็ตาม
"คุณท่านต้องการคุยสายด้วยครับ" ใบหน้าคมคายหันมองลูกน้องคนสนิทก่อนจะรับโทรศัพท์ที่หมิงฉางส่งให้ขึ้นมาแนบหู
(แกอยู่ที่ไหน) ทันทีที่ยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู ปลายสายซึ่งก็คือ เฉิน เยี่ยงฟาง พ่อของเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ป๊ามีอะไรจะคุยกับผม" ร่างสูงเลือกที่จะไม่ตอบเพราะพ่อของเขานั้นรู้อยู่แล้วว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนและมันไม่ใช่ประเด็นหลักที่ทำให้เยี่ยงฟางโทรมาหาเขาในวันนี้
(แกก็รู้ว่าฉันมีอะไร พรุ่งนี้เข้ามาหาฉันที่บ้านแล้วมารับผิดชอบในสิ่งที่ผู้นำคนต่อไปของตระกูลเฉินควรจะทำ อย่าทำให้ฉันต้องผิดหวัง) เยี่ยงฟางกดวางสายไป ทำให้ตงหยางเลื่อนโทรศัพท์ออกจากหูส่งกลับให้ลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่ทางด้านหลังด้วยใบหน้าที่ดุดัน แต่กลับไม่แสดงออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
ผู้นำของตระกูลเป็นตำแหน่งที่เขาไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าต้องการหรือไม่ต้องการ ความกดดันประกอบกับสิ่งที่เขาต้องฝึกฝนและเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก ทำให้เขากลายเป็นคนที่บุคลิกดูเย็นชาและเข้าถึงยาก หากแต่มีคนคนเดียวเท่านั้นที่สามารถเข้ามาในหัวใจของเขาได้
วันต่อมา...
@คฤหาสน์ตระกูลเฉิน
ตึก! ตึก!
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของตงหยางเดินเข้ามาภายในห้องรับแขกคฤหาสน์ตระกูลเฉิน ซึ่งมีเยี่ยงฟางผู้เป็นพ่อซึ่งเป็นประมุขใหญ่ของบ้านนั่งอยู่ รวมทั้งผู้นำของตระกูลเจียงร่วมอยู่ด้วย
"ไหน ๆ ก็มากันครบแล้ว อั๊วขอเข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน ที่มาในวันนี้ก็เพราะต้องการข้อสรุปชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสองตระกูลเรา" เจียง เยว่หาน ซึ่งเป็นผู้นำของตระกูลเจียงเอ่ยขึ้นหลังจากตงหยางเดินเข้ามาในห้องเป็นคนสุดท้าย แม้จะรู้สึกไม่พอใจกับการกระทำที่เสียมารยาทของทายาทอีกฝั่ง แต่ก็เลือกที่จะไม่พูดถึงให้มากความ เพราะสิ่งที่ต้องการในการพูดคุยในครั้งนี้คือความชัดเจนของความสัมพันธ์ระหว่างตระกูล
"ดีจังเลยนะครับถึงขนาดถ่อมาถึงบ้านผู้ชายเพราะเรื่องนี้"
"อึก!" คำพูดที่บ่งบอกถึงการดูถูกดูแคลนของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทำให้ 'เจียง เผ่ยหนิง' หรืออีกชื่อคือ ณาลัลย์ สะอึกด้วยความอับอายจนไม่กล้าที่จะสบตาใคร
"อาหยาง!"
"จะพูดจาอะไรก็ให้เกียรติกันบ้าง ตระกูลของอั๊วก็ไม่ได้ด้อยค่าไปกว่าตระกูลไหน ๆ เผ่ยหนิงเองก็เหมือนกัน ที่ต้องแต่งงานกันก็เพราะกฎของสมาคมที่มีมายาวนาน หรือถ้าลื้อจะปฏิเสธงานแต่งในครั้งนี้ก็เสนอกับผู้อาวุโสในสมาคมดูสิอาหยาง" เยว่หานเอ่ยออกมาด้วยความไม่พอใจกับคำพูดของชายหนุ่มรุ่นลูก
"...." ร่างสูงเงียบไปเพราะเขารู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่เยว่หานต้องการคืออะไร แล้วเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธได้
"อั๊วยินดีที่จะสู่ขอหนูเผ่ยหนิงมาเป็นลูกสะใภ้และคนในตระกูลเฉิน ลื้อไม่ต้องกังวลไปอาหาน เพราะการแต่งงานในครั้งนี้จะถูกจัดขึ้นอย่างสม เกียรติของสองตระกูลเราอย่างแน่นอน"
"อั๊วได้ยินแบบนี้ก็สบายใจ เพราะสิ่งที่อั๊วต้องการก็คือศักดิ์ศรีของเผ่ยหนิงลูกสาวของอั๊ว ที่จะได้ไม่ถูกครหาจากตระกูลอื่นให้อับอายขายหน้าวงศ์ตระกูลว่าถูกสามีปฏิเสธงานแต่ง"
ณาลัลย์ที่เผลอเงยหน้าขึ้นไปสบตากับสายตาคมของคนตรงหน้าก็รีบก้มหน้าลงอีกครั้งเพราะสัมผัสได้ถึงความดุดันน่ากลัวอยู่ในนั้น เขาคงจะไม่พอใจมากที่ต้องมาแต่งงานกับเธอ แต่เขาก็ไม่สามารถคัดค้านงานแต่งงานครั้งนี้ได้
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
@คฤหาสน์ตระกูลเจียง
"ยังไม่นอนเหรอครับ" เสียงของ อาโจว ซึ่งเป็นบอดี้การ์ดที่เปรียบ เสมือนพี่ชายเอ่ยขึ้น ทำให้เธอหันมองไปทางต้นเสียงก่อนที่ร่างสูงของบอดี้การ์ดหนุ่มจะเดินเข้ามาทิ้งสะโพกลงบนโต๊ะหินอ่อนฝั่งตรงข้าม
"แล้วนายล่ะ ทำไมยังไม่นอน"
"ผมเห็นคุณหนูเดินผ่านมาเลยออกมาดู ตื่นเต้นเหรอครับ"
"ถ้าจะบอกว่าไม่ตื่นเต้นฉันคงโกหกล่ะนะ งานแต่งงานสำหรับผู้หญิงมันเป็นเรื่องใหญ่เพราะมันเป็นงานสำคัญในชีวิตที่มีเพียงแค่ครั้งเดียว" สำหรับเธอการแต่งงานถือเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต และความฝันในวัยเด็กคือการได้แต่งงานกับคนที่เธอรักและเขาก็รักเธอ ซึ่งมันต่างจากในตอนนี้ที่ต้องแต่งงานกันเพราะหน้าที่แต่ไร้ซึ่งความรัก เป็นพื้นฐานอย่างไม่สามารถปฏิเสธได้
"จะแต่งงานแค่ครั้งเดียวเหรอครับ?" คำถามของบอดี้การ์ดคนสนิททำให้ณาลัลย์หันหน้ามองนิ่ง ๆ
"แล้วจะทำยังไงได้ล่ะ เพราะถ้าฉันเลือกได้ฉันก็อยากจะแต่งงานกับคนที่ฉันรักแค่ครั้งเดียว แต่ฉันทำอะไรมากกว่านี้ได้ด้วยเหรอ" เพราะคำว่าทายาทคนเดียวของตระกูลทำให้เธอไม่สามารถปฏิเสธในสิ่งที่พ่อแม่หยิบยื่นมาให้ได้ หากพวกเขาต้องการให้เธอทำอะไรเธอก็ต้องทำในฐานะทายาทสืบสกุล
“...”
"ความฝันของฉันคือได้แต่งงานกับคนที่ฉันรักและเขาก็รักฉัน แต่การแต่งงานครั้งนี้มันไม่ใช่อย่างที่ฉันฝันเอาไว้เลย"
"แต่อย่างน้อยเราก็ได้รักไม่ใช่เหรอครับ"
"นั่นสินะ แม้จะไม่รู้ว่าชีวิตหลังจากนี้ฉันจะเป็นยังไงก็ตาม"
"สิ่งที่มันยังไม่เกิด จะมัวมานั่งคิดให้ตัวเองกังวลไปทำไมครับ คุณหนู ณาลัลย์ที่ผมรู้จักไม่ใช่คนแบบนี้เลยนะครับ"
"หึ ไม่ค่อยได้ยินชื่อนี้นานแล้วนะ คงมีแต่นายที่เรียกฉันด้วยชื่อนี้" เพราะชื่อนี้เป็นชื่อไทย ซึ่งเธอไม่ใช่คนจีนแท้แต่มีแม่เป็นคนไทย และจะมีแต่คนที่สนิทจริง ๆ ที่เรียกชื่อนี้ ส่วนคนในครอบครัวก็มีแต่ผู้เป็นแม่กับพี่สาวเท่านั้นที่เรียกชื่อนี้
"มีเรื่องอะไรที่กังวลอยู่เหรอครับ"
"ไม่รู้สิ ถ้าเจ้าสาวเป็นคนที่เขารักเขาคงจะเต็มใจแต่ง แต่กลับมาเป็นฉันคนนี้ผู้หญิงที่เขาเกลียด ที่เขาไม่ปฏิเสธฉันเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าเขาปฏิเสธไม่ได้มากกว่า ทั้งที่ฉันควรจะมีความสุขแต่ทำไมฉันถึงรู้สึกสมเพชตัวเองมากกว่า" เพราะกฎของสมาคมที่มีอยู่ว่าตระกูลอันดับหนึ่งที่ถูกเลือกให้เป็นหัวหน้าสมาคมซึ่งก็คือตระกูลเฉิน จะต้องแต่งงานกับทายาทของตระกูลอัน ดับสองซึ่งก็คือตระกูลเจียงเพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของสมาคม แม้แต่ตำรวจก็ไม่กล้าที่จะเข้ามายุ่งกับธุรกิจของสมาคม ซึ่งกฎข้อนี้มีมายาวนานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ
และอีกไม่นานตงหยางก็จะได้ขึ้นรับตำแหน่งหัวหน้า สมาคมฟู่หลงต่อจากเยี่ยงฟางผู้เป็นพ่อ ทำให้ต้องรีบมีพิธีแต่งงานของทั้งสองตระกูลเกิด ขึ้น
"แล้วตอนนี้เขาก็เกลียดตระกูลเจียงมาก ฉันไม่รู้ว่าจะมองหน้าเขาอย่างไม่รู้สึกผิดได้ยังไง" เพราะเหตุผลอะไรเธอก็รู้ดีอยู่แก่ใจ แม้ใคร ๆ จะบอกว่าไม่ใช่ความผิดของเธอ แต่เธอไม่เคยเลิกโทษตัวเองเลยสักครั้ง
และหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นก็ทำให้ตงหยางพี่ชายที่แสนดีกับเธอ แปรเปลี่ยนเป็นราวกับคนละคน เพราะทุกครั้งที่เห็นหน้าเขาแสดงออกถึงความเกลียดชังเธอเข้าไส้ และเขาก็ไม่คิดที่จะแต่งงานกับเธอตั้งแต่แรกแต่พอทุกอย่างมันปฏิเสธไม่ได้ ชีวิตหลังแต่งงานของเธอจะมีความสุขบ้างรึเปล่า