อารัมภบท จันทร์บนฟ้า
‘การอยู่คนเดียวเพียงลำพัง มักจะรู้สึกโดดเดี่ยวก็ต่อเมื่อ เราคำนึงถึงคนที่เคยยืนข้างกาย’
ครั้นยามรัตติกาลคืบคลานมาถึง มีชายหนุ่มร่างเพรียวยืนท้าทายลมหนาวในฤดูเหมันต์อยู่นอกระเบียงห้องนอน เจ้าของดวงหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราสูดอากาศสดชื่นเข้าปอด มวลบรรยากาศแห่งค่ำคืนนี้อบอุ่นราวกับมีเตาผิงโอบล้อมจิตใจอันเหม่อลอย แม้สายลมหนาวพัดผ่านเป็นระลอก ทว่าความสบายใจจากธรรมชาติกลับทดแทนทุกสรรพสิ่งที่ทำให้ไม่สบายกายได้เป็นอย่างดี
ความรู้สึกในตอนนี้คงเปรียบเสมือนแสงไฟจากตะเกียงดวงน้อยที่เฝ้าคอยส่องสว่างยามราตรี…และเป็นอย่างที่แม่เคยบอกจริง ๆ
‘ต่อให้พบเจอความหนาวเย็นสักเท่าใด แต่อุ่นไอสุดท้าย...ที่ชีวิตหนึ่งคงเหลืออยู่คือความเชื่อใจจากตัวเรา’
อันที่จริง ‘ผกาย’ มักได้ยินประโยคนี้อยู่บ่อยครั้ง เพราะมารดาสาธยายให้ฟังแต่เด็ก เมื่อตอนนั้นเขาไม่เข้าใจกับข้อความนี้สักเท่าไร แต่จู่ ๆ วันดีคืนดีเพียงปรารถนาเชยชมความงดงามสิ่งแวดล้อมของบ้านริมน้ำ กลับเข้าใจกับคำกล่าวที่ว่าอย่างลึกซึ้งโดยสมบูรณ์
แววตาสุกสกาวทอดมองทัศนียภาพตรงหน้าด้วยความว่างเปล่า รถราบนท้องถนน ไฟจราจร และตึกรามบ้านช่องที่เคยเห็นเมื่อตอนอยู่คอนโดมิเนียม เวลานี้กลับเปลี่ยนผันหลงเหลือเพียงแต่ต้นไม้ใบหญ้าริมคลองสองฝั่งก็เท่านั้น
หากลดระดับสายตาลงมาหน่อย จะเห็นกุหลาบสีขาวบริสุทธิ์ดึงดูดความสนใจบริเวณริมระเบียง กรุ่นกลิ่นไม้ดอกอันงดงามนี้ไม่ได้หอมฟุ้งจนรับรู้ได้ในทันที ต้องขยับปลายจมูกเข้าไปใกล้หน่อย จึงจะสัมผัสถึงความหอมละมุนที่แทรกอยู่ตามส่วนต่าง ๆ
เมื่อเจ้าของใบหน้าเกลี้ยงเกลาได้ยินเสียงนกขับขานกล่อมใจดังขึ้น พลางแหงนมองนภากว้างอันมืดมิดราวไร้จุดสิ้นสุด มันน่าแปลกตรงที่จุดประสงค์แรกของผกายคือตามหาต้นตอเสียง หากเมื่อเงยหน้าขึ้นพบหมู่ดาวบนท้องฟ้า เขาเองกลับได้แต่จ้องมองอย่างไม่ละสายตา
ดารานับพันต่างแก่งแย่งกันส่องประกายระยิบระยับละลานตา ขอบฟ้าสีครามไร้ก้อนเมฆบดบังแสงสว่างจากดวงดาว เพียงได้เหลียวมอง ความอ้างว้างหมองหม่นพลอยจางหาย ดวงหน้าสะสวยจึงค่อย ๆ ปรากฏรอยยิ้มพริ้มพราย
ยิ่งแลมองไปยังพระจันทร์เบื้องหน้าก็ยิ่งสุขใจ แม้คืนนี้พระจันทร์ดวงนั้นจะหลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง มิได้เปล่งประกายเต็มดวง แต่เขาก็ทราบดีว่า...จันทร์ก็ยังเป็นจันทร์อยู่ทุกคราวไป ต่อให้เป็นคืนเดือนดับ โดนมวลเมฆาลอยมากั้นแสง เกิดข้างขึ้นข้างแรม หรือสว่างน้อยมากเพียงใด ท้ายที่สุด…ดวงจันทร์ก็ไม่เคยจากไปไหน
ยังอยู่บนฟ้ามาตลอด อาจเลือนหายไปจากการมองเห็น...แต่ไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำ
ดวงตาเด็กหนุ่มผู้โดดเดี่ยวค่อย ๆ ปิดลงอย่างเชื่องช้า ปล่อยให้นาฬิกาชีวิตเดินไปด้วยความไม่คาดหวัง แต่แล้ว...รอยยิ้มที่เคยมีอยู่เมื่อครู่กลับสูญไปจากใบหน้า หยาดน้ำตาคนโลเลไหลรินลงมาไม่ทราบสาเหตุ ผกายไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่
ทำไมถึงทรมานมากขนาดนี้?
ความเศร้าสลดเวียนมาเยือนจิตใจ เปลือกตาเรียวเปิดขึ้นมาอีกครั้ง เพียงไม่กี่วินาทีที่หัวใจถูกครอบงำยามคิดถึงใครบางคน ดวงจิตย่อมรำลึกถึงความเจ็บปวดในอดีตกาล
‘ผมเคยบอกคุณแล้วใช่ไหมว่าอย่าร้องไห้บ่อย’
เสียงคุ้นเคยของคนคุ้นตาเอ่ยขึ้นมาจากทางด้านหลัง เมื่อร่างบางเหลียวหันมอง ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไปภายในชั่วพริบตา บ้านที่อยู่ปัจจุบัน ผนังเคยตกแต่งด้วยวอลล์เปเปอร์ขาวสะอาดสะอ้านควบคู่กับเฟอร์นิเจอร์สีน้ำตาลอ่อนแบบวัยรุ่นนิยมกัน กลายเป็นบ้านไม้ร่วมสมัยเปี่ยมด้วยความเป็นไทย บ้างก็มีแจกันดอกไม้ทั้งจริง และปลอมสลับกันไป ทุกอย่างเบื้องหน้าที่เห็นอยู่นี้ทำให้ผกายรู้สึกถึงความโบราณ แต่ไม่ได้ดูเก่าคร่ำครึถึงหลักร้อยปี หรือเพราะความโบราณที่ว่า...อาจเป็นรสนิยมของผู้อาศัยเสียมากกว่า
ร่างอรชรย่างเข้าหาชายหนุ่มตรงหน้า ทันใดนั้นราวกับเข็มเวลาเริ่มเดินช้าลง มือเรียวนุ่มวางไว้กลางอก ผกายรู้ซึ้งถึงความอ่อนโยนซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้สัมผัสจากสุภาพบุรุษผู้นี้ แววตาลุ่มลึกมีหยาดน้ำใส ๆ คลอหน่วย ต่อมาผกายก็เผลอหลุดยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
‘เดือน…เราคิดถึงคุณ คิดถึงมาก ๆ’
‘เลิกร้องไห้ได้แล้ว คุณเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอว่าไม่ชอบตัวเองตอนตาบวม’
อีกฝ่ายไม่พูดเปล่าเพียงกางแขนรอรับอ้อมกอดแห่งรักรำลึก ทว่าเมื่อคนตัวเล็กโผเข้ากอด ร่างกายของชายที่เขาเฝ้ารำพึงหา กลับจางหายไปเป็นหนึ่งเดียวกับธาตุอากาศ ความอบอุ่นที่ควรจะได้รับหลงเหลือเพียงกระแสลมอันหนาวเหน็บปกคลุมจิตใจ
คนบอบช้ำในรักทรุดตัวลงไปอยู่กับพื้นด้วยความโศกศัลย์ ยามทราบว่าเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นเพียงภาพลวงตา ผกายค่อย ๆ เงยขึ้นมองผนังห้องอย่างระทมทุกข์ทรมาน
ก่อนทุกอย่างตรงหน้าจะหลงเหลือเพียงกรอบรูปและกระถางธูปบนหิ้ง…
ดรัณภพ ดลประสบแพร้ว
ชาตะ ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๑
มรณะ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๖