หลังจากล่อลวงโนวาให้มานอนห้องเดียวกันได้แล้ว พวกเราก็เริ่มลงมือทำสีกันเลยแต่ปัญหาก็คือ...
“อย่าผสมแป้งเยอะไปสิ”
“อา...”เมื่อกี้มือลั่นอะ
“อย่าใส่ผลเกวี่น้อยไปสิ ท่านอยากให้สีแห้งเร็วรึไง”
“อือ...”
“ท่านไปนั่งเฉยๆเถอะ เดี๋ยวที่เหลือข้าจัดการเอง”โนวาชี้ไปที่มุมห้อง เอวาลินเดินคอตกไปนั่งเฉยๆตามคำบอก
ก็คนมันทำไม่เป็นนี่ ยังดีที่มีโนวามาช่วยไม่งั้นถ้าปล่อยให้เขาทำเองคงไม่ได้สีแหงๆ บางทีถ้าทำไม่สำเร็จคงได้เปลี่ยนไปวาดรูปโดยใช้แค่หมึกดำแน่ๆ
“เสร็จแล้วล่ะ”โนวาหันไปสะกิดเอวาลินที่รอจะเผลอหลับไป
เขาสะดุ้งตื่นพลางสะบัดหัวไล่ความมึน “เอ๋ เสร็จแล้วเหรอเร็วจังเลยนะ”เอวาลินมองสี 5 สีตรงตามหลักแม่สีเป๊ะๆ อาจจะมีเพี้ยนบ้างเพราะอุปกรณ์ไม่พร้อม แต่ก็นับว่าออกมาดีทีเดียว แถมมีกลิ่นหอมลอยออกมาจางๆด้วย
“ข้าใส่กลิ่นดอกไม้ลงไปน่ะครับ หวังว่าจะท่านจะชอบ”
“ท่านอะไรกัน เจ้าเรียกข้าแบบสบายๆก็ได้นะ เรียกว่าเอวาลินหรือเอวาสิ”
“เออ...แต่ว่า ท่านเป็นเจ้าชาย”
เอวาลินส่ายหน้า “ไอ้ยศเจ้าชายบ้านั่น เจ้ายังจะห่วงมันอยู่อีกเหรอ อีกหน่อยถ้าพวกข้ารับใช้ยกพวกมาตบข้าได้คงทำไปแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะมีคนมาว่าเจ้าหรอก ใครจะไปสนใจเกียรติของเจ้าชายหมาหัวเน่ากันล่ะ”
*ถ้าเรียกชื่อเจ้าชายห้วนๆจะถือว่าไม่ให้เกียรติในอาณาจักรฟอร์ลันเทีย
“…”
“เอาล่ะ ข้าจะเริ่มวาดรูปแล้ว ข้าต้องการสมาธิสูงมากเจ้าห้ามเรียกข้านะ”ว่าแล้วเอวาลินก็เข้าสู่ภวังค์ เขาชอบทำให้หัวโล่งตอนวาดรูป มันจะได้ปลดปล่อยจินตนาการได้เต็มที่ อีกอย่างพอเริ่มวาดทีไร มันมักจะเพลินจนหยุดไม่ได้ทุกที
เอวาลินตกอยู่ในภวังค์จนไม่รู้ว่าตลอดตั้งแต่เขาเริ่มวาดรูปมีคนมองเขาอยู่ตลอดจนกระทั่งจบงาน
5 ชั่วโมงผ่านไป...
“เสร็จแล้ว!!!!”ในที่สุดก็เสร็จสักที หลังจากนั่งปวดหลังวาดมาตั้งนาน ฮึก! ใครวาดรูปแล้วไม่ปวดหลังคือลาภอันประเสริฐ!!
เอวาลินหันไปหาโนวาที่ยังนั่ง อยู่ใกล้ๆแล้วชูภาพวาดขึ้นมา “เป็นไง สวยไหมล่ะ คอนเซ็ปภาพนี้คืออิสระ!!”
มันเป็นภาพนกสีขาวที่บินออกจากหอคอยสูงใหญ่ ท้องฟ้าสดใสขณะที่นกตัวนั้นบินออกมา เป็นภาพที่สื่อถึงความอิสระ...
โนวายิ้มบาง “อืม สวยมาก”
“แน่นอนอยู่แล้ว ข้าตั้งใจวาดมากเลยนะ แถมใส่ความฝันของข้าลงไปด้วย นั่นคือการมีชีวิตอย่างอิสระยังไงล่ะ!!”
“เจ้าคิดว่าข้าควรเอาไปขายที่ไหนดีล่ะ ไม่สิ ข้าจะทำยังไงให้คนไม่รู้ว่าข้าเป็นคนวาดกันนะ”เพราะถ้ามันเป็นที่นิยมขึ้นมาจักรพรรดิต้องเล่นงานเขาแน่
เฮ้อ ทำไมการใช้ชีวิตอย่างสงบถึงได้ยากขนาดนี้นะ
“ท่า—เจ้าลองใส่หน้ากากดูไหมล่ะ ถ้าใส่หน้ากากอยู่ก็ไม่มีคนรู้ว่าเจ้าเป็นใคร”โนวาลองเปลี่ยนคำเรียกดู
เอวาลินหันขวับทันทีที่ได้ยิน “จริงด้วย!!! ถ้าใส่หน้ากากปิดหน้าไว้ ถึงจักรพรรดิจะรู้ว่าข้าเป็นคนวาด แต่เขาคงไม่ว่าอะไร เพราะมันไม่ใช่การเพิ่มชื่อเสียงของข้า แบบนี้แหละดี!!”ว่าจบเอวาลินก็ค้นๆคว้าๆหาของเอาในห้องจนไปเจอกับหน้ากากขาวๆโล่งๆอันหนึ่งเข้า เหมือนเจ้าของร่างจะใช้มันเวลาออกไปข้างนอก
แต่จืดแหะ มันน่าจะมีลวดลายอะไรบนหน้ากากบ้างนะ “วาดรูปลงไปดีกว่า” เขาใช้เวลาไม่นานก็วาดลายแป๊ะยิ้มลงไปจนเสร็จ ทุกคนรู้จักหน้ากากแป๊ะยิ้มกันไหม ที่เป็นรูปคุณลุงยิ้มแป้นแก้มแดงๆตาตี่ๆน่ะ
โนวาเหงื่อตกพลางถามอย่างตกใจ “เจ้าจะใช้หน้ากากลายนั้นจริงเหรอ”
“อะไรกัน มันไม่น่ารักเหรอ ข้าว่ามันดูโดดเด่นดีนะ ใครเห็นก็จำได้!”
โนวาพยักหน้า “อืม ใครเห็นก็จำได้”จำแบบเก็บไปฝันเลยน่ะ
เอวาลินสวมหน้ากากแป๊ะยิ้มพร้อมจัดการคลุมผ้าขาวปิดงานเอาไว้ เตรียมแบกไปขายเรียบร้อย
“เจ้าจะไปกับข้ารึเปล่า”เอวาลินเห็นว่าโนวาคงไม่ค่อยได้ออกไปไหนแน่ เขาอยากให้เจ้าตัวไปสูดอากาศข้างนอกบ้าง
“ไม่ล่ะ ถ้าข้าไปด้วยเจ้าจะขายได้ไม่ดีนะ”บางทีอาจจะโดนปาหินใส่ด้วย เขาไม่ไปด้วยน่าจะดีกว่า
เอวาลินเห็นความเศร้าผ่านสายตาของโนวาเขาก็เข้าใจได้ทันทีจึงไม่ได้ชวนต่อ ‘บางทีเขาก็อยากให้โนวาใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องโดนกระทำแบบนี้นะ ขอให้นางเอกปรากฏตัวออกมาเร็วๆเถอะ ถ้านางขึ้นเป็นจักรพรรดินีได้ทุกอย่างก็คงดีเองนั่นแหละ’
ส่วนเอวาลินที่ทุกคนเกลียดก็ค่อยหายตัวไปแบบเงียบๆไม่มีใครสังเกต...เออ ยกเว้นแม่เจ้าของร่างไว้คนหนึ่งล่ะกัน
เอวาลินใส่หน้ากากแล้วสวมชุดคลุมสีดำปกปิดตัวไว้ ข้างหลังแบกรูปที่คลุมด้วยผ้าขาวอย่างดี เขาเดินลัดเลาะไปตามหลังปราสาทก่อนจะออกมาได้ด้วยการปีนกำแพง
‘ให้ตายเถอะ มีเจ้าชายอาณาจักรไหนเป็นแบบข้าบ้างนะ’
ในที่สุดเอวาลินก็เข้ามาในตัวเมืองได้สำเร็จถึงคนจะมองหน้ากากแปลกๆของเขาตลอดทางเลยก็ตาม
ได้ยินมาจากโนวาว่าที่นี่มีหอประมูลสินค้าหายากอยู่ด้วย เดินวนหาอยู่ตั้งนานเขาก็พบเข้ากับหอสูงใหญ่ที่มียามยืนเฝ้าอย่างแน่นหนา
อึก!
เอวาลินกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ สะกดความกลัวเอาไว้แล้วค่อยทำตัวลีบๆเดินเข้าไปแบบงงๆ
เคร้ง!!
ยามสองคนที่ยืนประจำหน้าประตูเอาดาบสองเล่มมาวางพาดกันไม่ให้เอวาลินเข้าไป
“เจ้าเป็นใคร มาจากไหน แล้วมีบัตรผ่านไหม”
เอวาลินหน้าเหวอยังดีที่เขาใส่หน้ากากไว้ ไม่งั้นยามพวกนี้ต้องเห็นแน่ๆ เขาพยายามคุมเสียงให้นิ่งเข้าไว้ “ต้องมีบัตรผ่านด้วยเหรอ ข้ามาจากต่างเมืองไม่รู้ธรรมเนียมที่นี่เท่าไหร่”
“ใช่แล้วท่านลุง ทุกคนที่จะเข้าหอประมูลได้ต้องมีบัตรผ่าน ถ้าปล่อยให้คนที่ไม่มีเงินจ่ายเข้ามาในหอประมูล แล้วประมูลของเล่นๆทั้งๆที่ไม่มีเงิน มันต้องวุ่นวายแน่ๆ อีกอย่างนี่ก็เพื่อป้องกันคนน่าสงสัยปล้นหอประมูลด้วย”ทหารคนแรกตอบ
เอวาลินแสร้งพยักหน้านิ่งๆ ในใจอยากเอารูปฟาดยามตรงหน้าเต็มทน ใครเป็นลุงแกฟระ!! เห็นใส่หน้ากากลุงแต่ตัวจริงหน้าเด้งยิ่งกว่าตูดเด็กนะ!!
เอวาลินสะบัดความไม่พอใจออกแล้วถามต่อ “งั้นทำยังไงถึงจะมีบัตรผ่านล่ะ”
“ต้องเป็นคนที่เอาของมาประมูลกับคนที่สามารถแสดงตัวได้มามีเงิน พวกเราถึงจะออกบัตรทองแดงให้ ถ้าประมูลของเยอะๆจะได้รับบัตรเงิน บัตรทอง บัตรเพชรตามลำดับ ส่วนคนที่เอาของมาประมูลถ้าเอาของมีค่ามากๆมาประมูลก็จะได้อัพเลเวลของบัตรไปเรื่อยๆตามลำดับเช่นกันครับ”ยามคนที่สองตอบ
“อืม วิธีดูไม่ซับซ้อนดีนะ ว่าแต่เจ้านี่ดูจะเป็นของมีค่าได้รึเปล่า”ตอนนี้เอวาลินเก๊กเป็นคุณลุงตามคำเรียกของยามทั้งสองคนเรียบร้อยแล้ว แค่กๆ มะ มันก็ดูเท่ดีนะ!!
ยามทั้งสองรีบเปิดห่อผ้าเพื่อเช็คสภาพสินค้าข้างในทันที แต่พอเปิดออกมาพวกเขาถึงกับอ้าปากค้าง!!
“นี่มัน...ของล้ำค่าเลยนิ”
“ใช่ๆ ไม่เคยเจอใครวาดภาพได้ดูเหมือนมีชีวิตขนาดนี้มาก่อน”
“นกตัวนั้นดูเหมือนขยับได้เลย ทั้งที่มันอยู่นิ่งๆแท้ๆ”
“วิเศษมาก”
“ถ้าดูดีๆแล้วภาพนี้มีเวทมนตร์ผสมอยู่ด้วยนิ!!”
“จริงด้วยๆ”
ตอนแรกก็มียามแค่สองคนที่มาเปิดภาพของเอวาลินดู จากนั้นยามที่ไหนไม่รู้ก็วิ่งกรูกันเข้ามาเต็มไปหมด
ยามสองคนแรกที่คุยกับเอวาลินหันยิ้มกว้างดูเป็นมิตรมากกว่าเดิมพันเท่า “อะแฮ่ม ท่านลุง สินค้าของท่านมีค่ามาก เราจะมอบบัตรเพชรให้ท่านตั้งแต่ครั้งแรกที่นำของมาประมูล เชิญท่านเข้ามาจิบน้ำเย็นๆข้างในดีกว่า นายท่านเจ้าของหอประมูลต้องชอบมันแน่ๆ”
เอวาลินพยักหน้าเดินตามเขาไปตาปริบๆ เมื่อกี้เจ้านี่บอกว่าภาพของเขามีเวทมนตร์ผสมอยู่? มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน ในเมื่อเขาไม่มีเวทมนตร์ ตรวจความทรงจำเจ้าของร่างก็ไม่พบเรื่องราวเกี่ยวกับเวทมนตร์อยู่เลย...จริงๆเวทมนตร์เป็นเรื่องไกลตัวมากสำหรับคนที่นี่
ในประชากร 100 คนจะมีแค่ 1 คนเท่านั้นที่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ และผู้ใช้เวทมนตร์ 100 คนจะมีแค่ 5 คนเท่านั้นที่สามารถใช้ได้คล่องแคล้วและเก่งกาจ เพราะส่วนใหญ่จะควบคุมพลังไม่ได้จนไปทำร้ายคนอื่น ทางการจึงต้องออกกฎหมายให้ผู้ที่มีใบอนุญาติเท่านั้นถึงจะใช้เวทมนตร์ได้
และสามีคนที่ 3 ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ใช้เวทมนตร์ได้เก่งกาจที่สุดในอาณาจักร แต่อย่าไปยุ่งกับเขาดีกว่า เขาเป็นหนึ่งในคนที่เกลียดเจ้าของร่างมากที่สุดเลยก็ว่าได้ เหมือนภูมิหลังของเขาจะยังไม่ปรากฎ...ไม่สิ จริงๆเพราะเขายังเล่นรูทนี้ไม่ผ่านต่างหาก แค่กๆ เขารู้คร่าวๆว่าเจ้าตัวเกลียดคนไร้ประโยชน์ที่สุด
และเจ้าของร่างก็ถูกสามีคนนี้จัดไปอยู่ในพวกไร้ประโยชน์เรียบร้อย แหะ พอต้องแต่งกับตัวไร้ประโยชน์เขาถึงได้เกลียดเจ้าของร่างได้ขนาดนั้น
หลังจากยามคนนั้นพาเอวาลินเดินเข้ามาในห้องรับรองหรูหราแสบตาแล้ว เจ้าตัวก็ทิ้งเขาไว้ในห้องคนเดียวแล้วบิดตูดหายหัวไปไหนก็ไม่รู้อีก!!
เอวาลินนั่งนิ่งเป็นตุ๊กตาอยู่ได้ไม่นาน ก็มีชายคนหนึ่งสวมหน้ากากสีดำลวดลายสีทองเดินเข้ามาข้างใน เขาสวมชุดขุนนางทั่วไป เดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นคนที่มีตำแหน่งสูงแน่ๆ
“ท่านคงเป็นผู้ที่วาดภาพนี้สินะ”ชายสวมหน้ากากเอ่ยขึ้นพรางลูบไปที่ภาพวาดของเขาอย่างหลงใหล
“ใช่ ข้าเป็นคนวาดภาพนี้...เออ ข้าเห็นคนข้างนอกดูตื่นตระหนกกับมันมาก ภาพของข้ามันมีอะไรเหรอ”ถึงมันจะหายากมากแค่ไหน แต่ก็ไม่น่าจะตื่นเต้นกันขนาดนั้นสิ...
“ภาพของเจ้าวิเศษมากกว่าภาพวาดปกติ มันมีเวทมนตร์ระดับสูงผสมอยู่”
“เวทมนตร์...ระดับสูง?”แต่เอวาลินไม่มีเวทมนตร์ไม่ใช่เหรอ…