อี้หงซิ่วที่รู้สึกว่าร่างกายของตัวเองดีขึ้นมากแล้ว แต่กินน้อยเกินไปเลยไม่ค่อยมีแรง ถึงอย่างนั้นด้วยกลัวว่าเด็กสองคนนั่น จะถูกลงโทษเพราะขโมยไข่เมื่อวาน จึงได้ตัดสินใจออกไปดูในที่สุด
คนเป็นแม่ก็ไม่ค่อยพูดจา ขนาดกลับมาจากทำนาเมื่อวานก็ยังทำเพียงมองเงียบๆ และไม่พูดอะไรเลย ตอนนี้ยังออกไปทำนาทั้งแต่เช้าทั้งที่คนอื่นยังอยู่ที่บ้าน
ด้วยพ่อเป็นลูกคนที่สามของปู่ และถึงแม้จะอยู่ในที่ดินเดียวกันแต่บ้านสามกลับเยื้องไปด้านหลังเพราะที่ดินเป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า ดังนั้นกว่าจะมาถึงบ้านใหญ่ต้องใช้เวลาเดินสักพัก
ต่อหน้าต่อตา เด็กสองคนกำลังถือถังไม้ที่ตักน้ำใส่จนเต็มล้มลงไปที่พื้นดินเพราะหิ้วไม่ไหว อี้อี้ตาแดงก่ำร้องไห้เงียบๆ เพราะเห็นว่าพี่สาวมองอยู่ "นี่ไม่ใช่งานส่วนของพวกเจ้า เหตุใดจึงทำ ชอบความลำบากหรือ?"
เจ้ารองเป็นคนตอบ
"พี่ใหญ่ นั่นเพราะว่าพวกเขาต้องการบังคับให้ท่านแต่งงาน เพื่อบีบบังคับท่านแม่ให้มาเกลี้ยกล่อมท่านอีกทีจึงได้ทำกับเราเช่นนี้ แต่พวกข้าและท่านแม่ รู้ว่าพี่ใหญ่มีคนที่ชอบอยู่ในใจจึงได้อดทนเพราะกลัวว่าท่านไม่มีความสุข อย่างน้อยก็จนกว่าท่านจะหายดีขอรับ"
ผู้เป็นพี่สาวไม่ตอบคำ แต่กลับเลือกที่จะหันหลังเพื่อกลับทางเดิม
อี้เหอนั่งยองลงไปดูอี้อี้ที่มีแผลถลอกตรงเข่า
"อี้อี้อดทนหน่อยนะ รอพี่ตักน้ำเสร็จแล้ว เดี๋ยวจะพาเจ้ากลับบ้านไปทายา"
ด้านคนที่คิดว่าจะเดินกลับ จากที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะพยายามไม่สงสารหรือยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาเกินไป แต่เมื่อคิดว่านี่เป็นแค่เด็กสี่ขวบกับหกขวบ ช่วยนิดๆ หน่อยๆ คงไม่เป็นอะไรหรอก
"รอข้า" เอ่ยทั้งที่ก้มลงไปยกถังไม้เปล่าขึ้นมา
ไม่นานน้ำเพียงตุ่มเดียว เด็กสองคนพยายามนานถึงหนึ่งชั่วยามก็ยังไม่เต็ม แต่พี่ใหญ่ของพวกตนกลับใช้เวลาเพียงแค่สองเค่อเท่านั้น
ด้วยลำธารห่างจากที่ตรงนี้มาก จึงต้องใช้เวลาเดินไปกลับหลายรอบ
เมื่อเห็นว่าเต็มแล้วก็หันมาเอ่ยกับเด็กสองคน
"กลับบ้าน"
"พี่ใหญ่" อี้อี้มองพี่สาวด้วยแววรื้นน้ำตา พี่สาวที่พึ่งทำงานแทนพวกตนคิดว่านางยังเจ็บแผลอยู่ จึงได้หันหลังให้แล้วนั่งยองลงไป
"เดินไม่ไหวหรือ? ขึ้นมาสิ"
"เหตุใดท่านถึงใจดีขึ้นมา ข้า.." กลัวว่าที่พี่ใหญ่ดีกับตนแล้วจะหลอกล่อให้ตายใจ เมื่อเผลอก็จะไปกระโดดน้ำอีก จึงได้ลังเล
"อย่าให้พูดซ้ำ"
เด็กสองคนที่คุ้นชินกับท่าทางโมโหร้ายเกรี้ยวกราด แต่ตอนนี้พี่สาวกำลังเอ่ยว่าให้อี้อี้ขี่หลังด้วยใบหน้าเย็นชาอยู่
อี้เหอพยักหน้าให้น้องเล็ก เจ้าตัวจึงได้พยายามลุกขึ้นมาโดยมีพี่รองประคองขึ้นหลังพี่ใหญ่ เพียงสองแขนเล็กจับที่ไหล่ของตน อี้หงซิ่วจึงได้จับแขนของอี้อี้ให้กอดรอบคอของตนเอาไว้หลวมๆ เพราะกลัวว่านางจะตก
สามร่างกลับด้วยกันโดยที่ไม่มีใครพูดจา
ท่ามกลางแสงแดดยามสาย ในพุ่มไม้หนึ่งที่อยู่ไกลจากพวกเขาพอสมควร จางอิงจื่อที่แวะมาดูบุตรคนโตเพราะยังป่วยอยู่ จึงเห็นว่าอี้หงซิ่วรู้จักใจดีกับน้องบ้างแล้ว
แต่ก่อนเพราะคับข้องใจว่าทำไมตนต้องทำงานหนักกว่าลูกหลานคนอื่น แล้วยังน้อยใจน้อง ว่าเป็นเพราะตนโตกว่าจึงถูกใช้งานอย่างหนักกว่าน้องสาวและน้องชาย บางครั้งยังได้เห็นว่านางโมโหร้ายเพื่อระบายอารมณ์กับน้องๆ
ความจริงแล้ว ความผิดนี้เป็นเพราะมารดาที่อ่อนแอเช่นนาง ที่อ่อนแอจนไม่อาจเป็นที่พึ่งให้ลูกได้
ในใจหวังว่าขอให้สามีกลับมาสักวัน ตนและลูกๆ ทั้งสามจะได้ไม่ต้องถูกเอาเปรียบ และบ้านใหญ่บ้านรองจะต้องเกรงใจผู้เป็นสามีอยู่บ้าง
แต่เหมือนว่าความหวังนั้นช่างเลือนรางยิ่งนัก เพราะบ้านใหญ่ต้องการเงินจำนวนหนึ่งเพื่อส่งให้กับอี้ฝานพี่ชายของอี้หยู่เฉินที่กำลังจะเข้าสอบซิ่วไฉเป็นครั้งที่สามในชีวิต
อี้หงซิ่วยังคงแสดงว่าตนเองยังไม่หายดี น้องทั้งสองก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นด้วยเช่นเดียวกัน แต่ด้วยบ้านใหญ่คิดว่าร่างกายของนางยังสามารถแลกเงินได้หลายตำลึง ครั้งนี้จึงเพิ่มเนื้อมาให้ด้วยสามชิ้น
ยังไงบ้านสามก็ไม่ได้ร่วมโต๊ะกับบ้านใหญ่ หรือแม้กระทั่งบ้านรองก็ยังต้องแยก แต่ครัวกลับต้องใช้ครัวรวมกับบ้านใหญ่เพราะเสบียงอยู่ที่นั่นทั้งหมด ดังนั้นเช้าวันนี้จึงต้องไปรับข้าวมาที่นี่ด้วยการเอาถ้วยของตนเองไป
มือเรียวคีบเนื้อแบ่งให้ทุกคน โดยที่ตัวเองมีเพียงโจ๊กขาวที่ข้นขึ้นมาหน่อย เอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ข้าปวดท้อง กินของมันไม่ได้"
สามร่างมองคนปากร้ายแต่ใจดียกถ้วยโจ๊กของตนขึ้นซด จึงได้ลอบยิ้มแล้วส่งสายตาให้กัน แต่เลือกที่จะกินเนื้อที่วางในถ้วยของตนโดยที่ไม่แย้งอะไรเช่นกัน
เมื่อกินกันหมดถ้วยแล้ว ผู้เป็นมารดาเอ่ยว่า
"ซิ่วเอ๋อร์ วันนี้บ้านใหญ่เอ่ยว่ามีบางอย่างต้องการสนทนากันกับแม่ เจ้าอย่าได้ออกไปไหนช่วงนี้ได้หรือไม่?"
รับคำทั้งที่มีแผนบางอย่างในใจ
"เจ้าค่ะ"
จางอิงจื่อในวัยสามสิบห้า ที่จริงถ้าไม่ได้ทำงานหนักมาตลอดหลายปี อายุเท่านี้จะต้องเป็นสาวใหญ่ที่หน้าตาเย้ายวนคนหนึ่งแน่ๆ
ร่างผอมบางมาที่บ้านใหญ่และตรงเข้าไปห้องโถง
ที่นั่นมีพ่อสามีกับแม่สามีที่นั่งจิบชาด้วยท่าทางเหมือนต้องการเอ่ยธุระที่สำคัญมาก แต่นางรู้ดีว่าพวกเขาต้องการสิ่งใด ถึงอย่างนั้นก็ทำเพียงเดินเข้าไปอย่างนอบน้อม
"ท่านพ่อท่านแม่ มีสิ่งใดให้สะใภ้รับใช้หรือเจ้าคะ"
อี้เซิงวัยห้าสิบเก้าปี นั่งเงียบๆ ยกชาขึ้นจิบโดยที่ไม่เอ่ยอะไร เพียงปรายตามองสะใภ้สามที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเพื่อปล่อยให้ภรรยาเป็นผู้กล่าว ฉินหวานวัยห้าสิบห้าเอ่ยด้วยท่าทางหนักใจ
"บุตรสาวเจ้าเสียหายแล้ว อย่างไรก็ต้องแต่งงาน"