ตอนที่ 1 ไพ่ The Lovers
ภายในห้องสี่เหลี่ยมสีขาวขนาดกลาง รอบตัวมืดสลัวเนื่องจากเจ้าของห้องไม่ยอมเปิดไฟ มีเพียงแสงสว่างจากเทียนในตะเกียงรูปทรงประหลาดตาทว่าก็ดูสวยพิลึกเท่านั้นที่ช่วยส่องแสงให้พอเห็นบรรยากาศรอบตัวได้บ้าง ตรงมุมซ้ายสุดของห้องประกอบไปด้วยโต๊ะหมู่บูชาต่างๆ ซึ่งฉันก็ไม่แน่ใจว่ามีอะไรบ้างเนื่องจากแสงไฟจากตะเกียงส่องไปไม่ถึง ๆ จากเทียนและกลิ่นธูปลอยปะปนอยู่ในอากาศ
ฉันนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ที่มีรูปร่างทรงพิลึกพิลั่นอีกเช่นเคย สถานที่แห่งนี้ฉันมาบ่อยจนชินแล้วล่ะ และก็มืดแบบนี้ทุกครั้งที่เข้ามาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าป้าแกไม่มีเงินซื้อหลอดไฟมาเปลี่ยนรึไง...
“นินทาอะไรป้าอยู่ในใจรึเปล่า สาวน้อย”
ทันใดนั้นก็ต้องสะดุ้งเล็กน้อย พร้อมกับรีบหันหน้าไปยังต้นเสียงที่ดังขึ้นทักทายเมื่อครู่ จึงเห็นร่างผอมบางของหญิงสูงวัยอายุย่างหกสิบแต่งตัวด้วยชุดสไตล์โบฮีเมียนลวดลายแปลกตาปรากฎอยู่ตรงหน้า
“ป้ารู้อีกแล้ว”
ฉันตอบกลับไปเสียงอ่อน เพราะโดนจับได้ว่าแอบนินทาแกอยู่ในใจ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ป้าก็เดาไปมั่วๆ ถูกด้วยรึ?”
“อย่ามาโกหกหนูเลย ป้าน่ะรู้ทุกเรื่อง เป็นนางฟ้าที่แอบหนีเทวดาลงมาอยู่บนโลกมนุษย์ใช่ม้า”
ฉันพูดหยอกป้าแกไปตามประสา แต่เรื่องที่ป้าแกรู้ทุกเรื่องน่ะ ความจริง! ฉันฟันธงได้เลย
“พูดเป็นเล่นไปนะเรา วันนี้จะมาดูดวงอีกล่ะสิท่า”
“มาบ้านป้า ก็ต้องมาดูดวงสิ หรือว่าป้าจะเลี้ยงหมูจุ่มหนู?”
“ถ้ายังไม่หยุดกวนประสาทจะไม่ดูให้จริง ๆ นะ”
“โอ๋เอ๋ ล้อเล่นนะจ๊ะแม่หมอสุดสวยจ๋า หนูผิดไปแล้ว”
ฉันรีบโอ๋คนสูงวัยตรงหน้าเป็นการใหญ่ขืนยังเล่นกับแกต่อ สงสัยวันนี้คงไม่ได้ดูดวงแล้ว
“ถ้าพร้อมแล้ว ก็ตั้งจิตอธิฐานนะ นึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ ทำใจให้นิ่ง แล้วเลือกไพ่มา 1 ใบ”
หลังจากที่ป้าแม่หมอพูดจบฉันก็หลับตาลงพร้อมตั้งจิตอธิฐานตามที่ป้าแม่หมอบอก
เสียง 'พึ่บพั่บ' ที่ได้ยินเป็นประจำดังขึ้นถี่ ๆ เป็นเสียงที่ป้าแกกำลังสับไพ่อยู่ พอจิตนิ่งฉันก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา พร้อมกับเห็นไพ่วางเรียงรายเป็นรูปทรงครึ่งวงกลมอยู่ตรงหน้า
ฉันเอื้อมมือไปหยิบไพ่ขึ้นมา แต่ขณะที่กำลังจะหยิบนั้น จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีลมพัดผ่านหน้าไปด้วยความเร็วจนเป็นเหตุให้เทียนในตะเกียงซึ่งเป็นเพียงแสงสว่างเดียวในห้องนี้ดับลง
พรึบ!!!
“ป้าาาา ไฟดับหนูมองไม่เห็น”
พอทุกอย่างมืดมิด ฉันก็รีบตะโกนเรียกหาป้าทันที น่ากลัวจะตาย บรรยากาศหลอนแล้วหลอนอีก
“สงสัยจะมีพายุเข้าลมถึงแรงขนาดนี้ เดี๋ยวรอป้าก่อนนะหาไฟฉายแป๊บนึง”
ป้าตอบกลับมา พร้อมกับเสียง 'กุกกัก' ดังขึ้น และเพียงไม่กี่อึดใจแสงสว่างก็กลับมาอีกครั้งเมื่อป้าแม่หมอเปิดไฟฉายพร้อมกับส่องมายังหน้าฉันเต็มๆ
ฉันรีบเอาเเขนมาบังหน้าโดยอัตโนมัติ ก็ไฟฉายป้าน่ะสาดเข้ามาเต็มลูกตาเลยน่ะสิ
“ป้าอย่าส่องตาหนู”
“เออๆ ก็เมื่อกี้บ่นมองไม่เห็นป้าเลยจัดให้”
พอป้าแกพูดจบก็ลดไฟฉายลงก่อนอาไปตั้งไว้ยังที่ว่างโต๊ะข้าง ๆ เพื่อให้แสงจากไฟฉายส่องสว่างมายังตำแหน่งที่พวกเรานั่งอยู่อย่างพอดิบพอดี
“เอ้า ส่งไพ่มาสิ”
“ได้จับที่ไหนกันล่ะป้าเมื่อกี้ไฟดับซะก่อน”
“ก็ที่มือนั่นไง ไม่ใช่รึ?”
เอ้ะ? ที่มืองั้นเหรอ ได้ยินดังนั้นฉันจึงรีบก้มมองมือตัวเองทันทีก่อจะพบว่าถือไพ่อยู่ในมือจริงๆ แต่เมื่อกี้จำได้ว่าก่อนที่ไฟจะดับยังไม่ได้หยิบนี่นา
“รีบส่งมา เร็วเข้าเดี๋ยวฝนตกไม่ทันกลับหอพอดี”
“นี่จ่ะ”
ฉันยื่นไพ่ในมือไปให้ป้าด้วยความงง แต่ช่างเหอะเมื่อกี้ไฟดับอาจจะเผลอหยิบไปโดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้
“ครั้งนี้เป็นไงบ้างจ๊ะป้า”
ฉันรีบเอ่ยถามขึ้นด้วยความตื่นเต้นทันที ขณะที่ป้าแม่หมอมองไพ่ในมืออย่างพินิจพิเคราะห์ ฉันจดจ้องมองป้าด้วยความลุ้นระทึก ใบหน้าที่แต่งเต้มด้วยเครื่องสำอางโทนสีมืด ทำให้ผู้หญิงตรงหน้าดูน่าเกรงขามและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
ถึงแม้อายุอานามจะล่วงเลยวัยกลางคนมาแล้วหลายปี แต่ก็ยังคงเหลือเค้าโครงความสวยไว้อยู่ ใบหน้าสวยยิ้มมุมปากนิดหน่อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง
“ดูเหมือนว่าคราวนี้ชีวิตหนูคงไม่ธรรมดาเหมือนเดิมแล้วล่ะจันทร์เจ้า….ได้ไพ่ The Lovers โอกาส โชคชะตาที่เข้ามา ซึ่งเป็นทางเลือกที่ต้องเลือก...”
ฉันนิ่งเงียบไปสักพักหลังจากที่ป้าบอกคำทำนาย แต่ฉันก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี
“หมายความว่ายังไงจ๊ะป้า ต้องเลือกอะไร”
เธอเผยยิ้มออกมาอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าสาวน้อยตรงหน้าต้องเจอกับอะไร แต่คงบอกอะไรมากไม่ได้ เธอไม่สามารถบอกชะตาชีวิตของใครได้ขนาดนั้น
“หึ เดี๋ยวหนูก็จะรู้คำตอบด้วยตัวของหนูเอง”
20.35 น.
ป้าหมายความว่ายังไง คิดยังไงก็คิดไม่ออก
ฉันออกมาจากบ้านป้าแม่หมอด้วยความสงสัยสุดฤทธิ์ ไม่ใช่ว่าไม่รู้นะว่าไพ่ที่ได้มันมีความหมายว่ายังไง แต่ทำไมถึงต้องเลือกล่ะ
the lovers เป็นไพ่ความรัก
ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยจับได้ไพ่ใบนี้นะแต่ชีวิตของฉันตอนนั้นก็ยังเหมือนเดิมนี่นาถึงแม้ป้าจะบอกเป็นนัย ๆว่าอาจจะเจอกันแล้วแต่แค่ไม่มีใครสังเกตเห็นกันก็เท่านั้น แต่ครั้งนี้ป้าแกดูพูดจาแปลก ๆ
หรือว่า….
จันทร์เจ้าคนนี้จะเจอเนื้อคู่แล้วอย่างงั้นเหรอ
รว้ายๆๆๆๆ จริงดิ
ฉันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับตัวเอง เมื่อคิดได้ว่าอาจจะกำลังได้เจอคู่เเท้ของตัวเองแล้วจริง ๆ ก็ได้ คิดแล้วก็เขินนนนน
ตุบ ตับ ตุบ ตับ
เสียงอะไรวะ ขณะที่กำลังเขินเรื่องที่กำลังจะมีแฟนคนแรกของชีวิตตั้งเเต่เกิดมาจนอายุ 20 ปี ใช่แล้วค่ะ ไม่ผิดตั้งแต่เกิดมาจนอายุปาเข้าไปเลข 2 ฉันยังไม่เคยมีแฟนแม้แต่คนเดียวเลย
ช่างน่าเศร้าใจ...
แต่เดี๋ยวก่อน ตอนนี้ฉันควรจะโฟกัสไปที่ต้นเสียง ที่ดังเมื่อกี้สิเหมือนว่าจะมีคนกำลังโดนรุมอยู่รึเปล่านะ ซอยทางเข้าหอของฉันน่ะเป็นซอยที่ค่อนข้างเปลี่ยวและเงียบมากไม่ค่อยมีร้านค้าหรือบ้านคนมากเท่าไหร่ ทว่ากลับต้องทนอยู่หออันตรายขนาดนี้ก็เพราะฉันจน!
ชีวิตช่างแสนเศร้า...
แต่ช่างเรื่องนั้นก่อนเถอะฉันควรที่จะรีบไปช่วยผู้เคราะห์ร้ายคนที่เท่าไหร่ไม่รู้นั่นก่อนดีกว่า ฉันเจอเหตุการณ์แบบนี้จนชินแล้วแหละ
แต่คนอย่างจันทร์เจ้า ไม่โง่จนขนาดเดินดุ่ม ๆเข้าไปห้ามพวกนั้นหรอกนะ
รีบเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์เพื่อนยากในกระเป๋าผ้าลายนกแพนกวินคู่ใจ พอเจอก็รีบกดเบอร์ 191 พร้อมกับต่อสายหาคุณตำรวจทันที
“สวัสดีค่ะคุณตำรวจ ตอนนี้ที่ซอย3 ถนนอโศก กรุงเทพมหานคร กำลังมีคนถูกรุมกระทืบคุณตำรวจรีบมาด่วนเลยนะคะ”
“ได้ครับ ตอนนี้ขอให้คุณรีบอยู่ให้ห่างจากจุดเกิดเหตุนะครับเพื่อความปลอดภัย”
“โอเคค่ะ รีบมาเถอะค่ะคุณตำรวจ”
พูดจบฉันก็ชิงตัดสายไปก่อนที่คุณตำรวจจะพูดเยอะพร่ำเพ้อไปมากกว่านี้ ขืนรอจนตำรวจมาคนที่โดนรุมมีหวังตายซะก่อนแน่ ๆ เพราะงั้นฉันเลยมีแผนสอง
คิดได้ดังนั้นจึงเลื่อนนิ้วไปยังแอป music ในเครื่องกดเพิ่มเสียงโทรศัพท์ให้ดังที่สุด พร้อมเดินตรงไปยังซอยเกิดเรื่องข้างหน้าแล้วจัดการกดปุ่ม play ในทันที
หวี้ หว่อ หวี้ หว่อ หวี้ หว่อ หวี้ หว่อ
ทันใดนั้นเสียงไซเรนรถตำรวจก็ดังขึ้นไปทั่วทั้งบริเวณ พร้อมกับเสียง ตุบ ตับ เมื่อครู่ก็หยุดลง
เสร็จฉันล่ะ!
“นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอให้ทุกคนวางอาวุธและยกมือขึ้นไว้เหนือหัว”
เสียงไซเรนในโทรศัพท์ยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนฉันก็พยายามเอามือปิดจมูกดัดเสียงเป็นตำรวจสุดกำลัง โดยยังแอบอยู่ตรงมุมกำแพงทางเข้าซอยอยู่ เพราะขืนโผล่หน้าไปมีหวังคนที่จะซวยคงเป็นจันทร์เจ้าแทน
“ไอ้เหี้ย ตำรวจมา ! กลับเถอะครับนายเดี๋ยวไอ้นี่พวกผมจัดการต่อเอง”
เสียงของชายร่างใหญ่คนหนึ่งพูดขึ้นขณะที่ฉันกำลังพยายามชะโงกหน้าไปดูสถาณการณ์ตรงหน้า จึงเห็นว่ามีผู้ชายร่างใหญ่หน้าตาน่ากลัวประมาณ 10 กว่าคนได้กำลังยืนล้อมผู้ชายคนหนึ่งเอาไว้อยู่
เอ้ะ? แต่ทำไมผู้ชายคนนั้นดูไม่เป็นอะไรเลยนะ
“เงียบ แล้วยอมมอบตัวดี ๆ เถอะ โทษหนักจะได้กลายเป็นเบา”
ฉันพยายามดัดเสียงพูดอีกครั้ง เพื่อให้ไม่เป็นที่ผิดสังเกต
“ไอ้เหี้ยย ตำรวจพ่อมึงสิฟังยังไงก็เสียงผู้หญิง เฮ้ย! พวกมึงสองคนไปจับตัวมันมาซิ”
ชิบหายยยยยยยยยยย
รุู้ได้ไงวะเนี่ย ใช้แผนนี้มาไม่รู้กี่สิบครั้งไม่เคยมีใครจับได้เลยนะ ทันใดนั้นสมองก็พลันสั่งการให้ตัวเองรีบวิ่งออกไปจากเหตุการณ์ตรงหน้าให้เร็วที่สุด
ตุบ
“โอ้ยย !”
เชี่ยยยย อะไรกันวะเนี่ยมาสะดุดอะไรเอาตอนนี้บ้าเอ้ย ฉันพยายามจะดันตัวเองลุกขึ้นอีกครั้งแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันการซะเเล้ว
“จะไปไหนจ๊ะสาวน้อย กล้ามากนะที่มาหลอกพวกฉันได้น่ะ”
ชายร่างยักษ์สองคนตรงเข้ามาจับแขนฉันคนละข้างพร้อมกับหิ้วตัวฉันตรงไปยังหัวหน้าของมัน นั่นจึงทำให้ฉันเห็นว่าผู้ชายที่ฉันคิดว่าตกเป็นเหยื่อก่อนหน้านั้นไม่ได้เป็นแบบที่ฉันคิดเลยแม้แต่นิด
เขาคือคนที่สั่งการต่างหาก ผู้ชายที่ใส่เสื้อนักศึกษาแถมยังผูกเนคไทตรามหาลัยเดียวกันกับฉันบัดนี้ถูกปลดจนหลวมเผยให้เห็นแผงอกกำยำนั่น ก่อนจะค่อย ๆ ไล่ระดับสายตาเลื่อนขึ้นไปมองหน้าของผู้ชายคนที่ว่า
เฮ้ยยย ทำไมหล่ออะ โคตรของโคตรหล่อเลย
“เธอเป็นใคร”
ผู้ชายหล่อตรงหน้าถามขึ้นด้วยเสียงเย็น ๆ แต่ทำไมต้องโหดขนาดนี้ด้วยกันล่ะ
“เอ่อ...คือ”
“ตอบมาอย่ามัวอ้ำอึ้งสิวะ เดี๋ยวปั๊ด”
ชายร่างสูงคนที่ดูเหมือนว่าจะเป็นหัวหน้าแก๊งในตอนแรกเอะอะเสียงดังขึ้นพร้อมกับยกฝ่ามือขึ้นสูงทำท่าจะฟาดลงมาบนหน้าฉันซะให้ได้
“หยุด ไม่ต้อง”
พระเจ้า! เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ ฉันรีบหันหน้าไปมองผู้ชายคนนั้นอีกครั้งจนทำให้ได้สบตากันในวินาทีถัดมา
ตึกตัก ตึกตัก
หัวใจฉันเต้นแรงขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ โดยที่ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้มันใช่เวลามาหวั่นไหวมั้ยเนี่ยจันทร์เจ้า เขาเป็นคนเลวนะ เขานิสัยไม่ดีไม่เห็นรึไง
“พวกนายทำอะไรกันแน่ แล้วจะทำร้ายเขาไปเพื่ออะไรทำไมไม่คุยกันดี ๆ”
ฉันใช้ความกล้าทั้งหมดที่มีพูดออกไป พลางใช้สายตาเหลือบไปมองร่างของผู้ชายคนหนึ่งที่นอนจมกองเลือดอยู่
“เธอไม่เกี่ยว รีบไสหัวไปซะ”
“ชีวิตคนทั้งคนเลยนะนาย ปล่อยเขาไปเถอะนะ”
ฉันยังทำใจดีสู้เสือ พูดออกไปอีกครั้ง
“หึ อยากหาเรื่องเดือดร้อนนักใช่มั้ย”
ผู้ชายตรงหน้าพูดขึ้นพร้อมกับก้าวเท้าเข้ามาใกล้ แต่ทันใดนั้นนั่นเองก็เหมือนมีเสียงสวรรค์มาโปรด
หวี้ หว่อ หวี้ หว่อ หวี้ หว่อ
“นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะนี้ตำรวจได้ล้อมไว้หมดแล้วขอให้ปล่อยตัวเหยื่อ แล้วยอมมอบตัวซะดี ๆ โทษหนักจะได้เป็นเบา”
“แม่ง! นี่เธอเเจ้งตำรวจงั้นเหรอ”
ผู้ชายตรงหน้าหันมาตะคอกใส่ฉันเสียงดัง ฉันที่ตอนนี้ใจเริ่มชื้นเพราะตำรวจกำลังมาแล้วเลยพูดขึ้นมาด้วยความเป็นต่อ
“หึ เตรียมตัวเข้าตะรางเถอะนายน่ะ”
“บัดซบ ! จัดการกับไอ้หมาลอบกัดนั่นซะ แล้วรีบสลายตัวอย่าให้ตำรวจจับได้เป็นอันขาด ส่วนเธอมากับฉัน”
พอผู้ชายตรงหน้าพูดจบเขาก็ลากฉันเข้ามาในรถสปอร์ตคันหรู พร้อมกับถอยรถด้วยความรวดเร็วแล้วขับฝ่าดงตำรวจนั่นไปทันที
“เฮ้ย!!! นี่นายบ้าไปแล้วเหรอ จะพาฉันไปไหน ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ”
ฉันรีบหันไปโวยวายใส่คนข้าง ๆ พร้อมกับพยายามแย่งบังคับพวงมาลัยกับเขา
“หยุด!!! ถ้าไม่อยากตายห่ากันทั้งคู่ก็หุบปาก อย่าทำให้ฉันต้องโมโห”
เขาตะโกนขึ้นมาอีกครั้งพร้อมตวัดสายตามามองฉันด้วยความเลือดเย็น บ้าไปแล้ว
ผู้ชายคนนี้ทำไมถึงได้น่ากลัวขนาดนี้
เพจ : นางฟ้าดาวตก
ทวิตเตอร์ : @nangfahdawtok