“เป็นอะไรนายณภัทร” เสียงถามเนิบนาบเป็นจังหวะโทนเดียวที่ดังขึ้นตรงหน้าห้อง ทำให้เนยที่ปล่อยความคิดไปกับอดีตหลุดออกจากภวังค์ในที่สุด
“เอ่อ...ไม่มีอะไรครับอาจารย์” เนยส่งยิ้มแหยให้อาจารย์ก่อนจะยกมือเกาท้ายทอยตัวเองแก้เก้อ
“ถ้าไม่มีอะไรก็กรุณานั่งลงได้แล้ว ไม่อย่างนั้นฉันจะคิดว่าที่เธอลุกขึ้นยืน เพราะการสอนของฉันมันไม่ดีพอสำหรับเธอ”
คำเหน็บแนมของอาจารย์ผู้สอน พร้อมกับการขยับแว่นตาเล็กน้อยซึ่งเป็นท่าทางประจำตัวที่ใช้สำหรับตำหนิ ทำเอาเนยหุบยิ้มลงทันควันก่อนจะรีบยกมือไหว้ขอโทษแล้วรีบทรุดตัวลงนั่งตามเดิม อาจารย์จึงทำเพียงแค่ส่ายหัวหน่ายๆ แล้วหันกลับไปสนใจการสอนต่อ โดยมีเสียงหัวเราะขบขันเบาๆ จากเพื่อนร่วมห้องแว่วให้ได้ยิน
เนยนั่งหน้าบึ้งฮึดฮัดหยิบปากกามาละเลงลงสมุดจนเละไปหมดด้วยความหงุดหงิด เพราะนึกถึงเรื่องราวในอดีตจนหน้ากวนๆ ของไอ้พีทโผล่แทรกขึ้นมาในหัวนั่นแหละ เลยเผลอลุกขึ้นยืนตามแรงอารมณ์ที่จู่ๆ ก็ปะทุในอกจนโดนอาจารย์เขม่นเข้าให้ นี่ว่าเกลียดแนนนี่มันแล้วนะ ยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของความรู้สึกที่มีให้ไอ้พีทเลย
ตีอกชกลมก่นด่าพีทอยู่นาน มารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่อาจารย์บอกเลิกชั้นเรียน และกำลังเดินออกจากห้องไป ตั้งใจจะเอ่ยปากเรียกก็ไม่ทันซะแล้ว หันมองรอบข้างก็ต้องถอนหายใจหนักๆ ออกมาด้วยความเซ็ง บนสไลด์อาจารย์สอนอะไรไปบ้างแล้วก็ไม่รู้จดไม่ทัน มิหนำซ้ำดูท่าแล้วอาจารย์คงจะสั่งงานแถมยังเป็นงานกลุ่มซะด้วย เดาได้จากการจับกลุ่มเป็นหย่อมๆ ของเพื่อนร่วมชั้นนั่นแหละ ลักษณะแบบนี้คงไม่พ้นต้องทำงานคนเดียวอีก แต่เอาเถอะ...ชินเสียแล้ว
วูบหนึ่งก็รู้สึกเหงาในใจขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แต่มันก็แค่ชั่วเสี้ยววินาทีเท่านั้น ก่อนที่ศีรษะทุยได้รูปจะสะบัดไล่ความรู้สึกบ้าๆ ที่เกิดขึ้นออกจากหัว แค่ความเหงามันไม่ได้ทำให้ใครตายสักหน่อย และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก เจ็บกว่านี้เหงากว่านี้ก็เผชิญมาแล้ว
นั่งจัดการความรู้สึกตัวเองอยู่สักพัก เนยก็สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะกวาดของทุกอย่างบนโต๊ะลงกระเป๋าเป้ จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับใบหน้าสวยที่เชิดขึ้นสูง เผยให้เห็นความไม่แคร์โลกและความมั่นใจที่เต็มเปี่ยมดังเดิม
ท่อนขาเรียวก้าวเดินฉับๆ ผ่านหน้าเพื่อนร่วมห้องออกไปอย่างไม่แยแส แค่รายงานเล่มสองเล่มมันไม่คณามือคนอย่างไอ้เนยหรอก ไม่เห็นต้องลดตัวลงไปทำงานกับไอ้พวกปากหอยปากปูนั่นเลยสักนิด ไอ้พวกที่ดีแต่จับกลุ่ม ถ้าไม่รวมกลุ่มก็ทำอะไรไม่ได้
เดินพ้นประตูห้องเรียนมาได้ไม่เท่าไร ก็มีเสียงฝีเท้าวิ่งตามหลังมาติดๆ พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อดังก้องทางเดิน แต่ถึงอย่างนั้นเนยก็ไม่ได้คิดจะสนใจแถมยังเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นไปอีกด้วยซ้ำ ซึ่งมันก็ไปได้ไม่ไกลเท่าไรนักเมื่อมีฝ่ามือคว้าเข้าที่ท่อนแขน และกระชากให้หยุดเดินเต็มแรง
“อะไร” เนยหมุนตัวกลับมาถามด้วยน้ำเสียงติดจะหงุดหงิด ส่งสายตามองคนที่ขัดขวางการเดินของตัวเองอย่างขุ่นเคือง พร้อมกับพยายามดึงแขนตัวเองออกจากฝ่ามือที่กำแน่น
“จุ๊ๆ ไม่เอาน่า อย่าทำเสียงแบบนั้นใส่กันสิ” คนตรงหน้าว่าพร้อมกับส่งสายตาเป็นประกายวิบวับให้เนย อย่างไม่สนใจความไม่พอใจที่เนยส่งมาให้เลยสักนิด
“ปล่อย” เนยบอกเสียงห้วน พร้อมกับปรายตามองแขนของตัวเองที่โดนอีกฝ่ายจับอยู่
“ปล่อยก็ได้ แต่หลังจากที่เราคุยกันเสร็จนะ” อีกคนว่าก่อนจะจัดการลากเนยให้เดินตาม โดยไม่สนอาการขัดขืนของเนยเลยสักนิด กระทั่งเดินมาจนถึงสุดทางเดินของอาคาร คนตัวโตกว่าจึงผลักประตูหนีไฟให้เปิดกว้าง ก่อนจะดันตัวเนยเข้าไปด้านในและแทรกตัวตามเข้าไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ใช้ตัวเองเป็นกำแพงมนุษย์ขวางกั้นไม่ให้เนยออกไปได้
“มีอะไรจะพูดก็พูดมา” เนยถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายแล้วขยับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ทั้งที่ไม่ได้อยากจะเสวนาด้วยเลยสักนิด โดยเฉพาะกับผู้ชายตรงหน้า ‘ไอ้วุฒิ’ ผู้ชายคนล่าสุดของแนนนี่ แฟนที่คบกันมานานที่สุด ไม่สิ...ไม่ใช่แฟนที่คบกันมานาน ปลิงที่เกาะแนนนี่มันได้นานที่สุดต่างหาก
“อย่าทำหน้ารำคาญกันแบบนั้นสิ วุฒิเสียใจนะครับ” วุฒิแสร้งทำเสียงเศร้าแต่ใบหน้ากลับพราวระยับไปด้วยรอยยิ้ม ชอบอกชอบใจเสียเหลือเกินกับใบหน้าบึ้งตึงของเนย เจ้าตัวจะรู้บ้างไหมว่าการทำแบบนี้มันชวนให้น่าเข้าหามากกว่าเดินถอยหนีซะอีก
“อย่าจับ!” เนยว่าเสียงแข็งพร้อมกับปัดมือของวุฒิที่ยื่นมาจับปลายคางตัวเองทิ้งเต็มแรง ก่อนจะขยับถอยห่างออกไปอีก เพราะอีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้ซะจนรู้สึกอึดอัด
“ไม่เอาน่า เรามาต่อจากในห้องเรียนดีกว่า” วุฒิว่ายิ้มๆ พร้อมส่งสายตาสื่อความนัยไปให้เนย ก่อนจะคว้าเอามือของเนยขึ้นมากุมแล้วจุมพิตลงไปบนหลังมือสวย
วินาทีที่ริมฝีปากหยาบโลนสัมผัสโดนหลังมือ ความรู้สึกขยะแขยงก็วิ่งพล่านขึ้นมาตามท่อนแขนจนพานให้ขนทั่วกายลุกชันไปหมด ทำให้ต้องรีบกระชากแขนตัวเองออกมาพร้อมกับใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีผลักคนตรงหน้าออก แล้วอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายเสียหลักหันหลังเดินจ้ำอ้าวไปยังบันไดที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อจะลงไปยังด้านล่าง
แต่ความตั้งใจก็ไม่เป็นผลเพราะเพียงแค่ขยับตัวพ้นอีกฝ่ายมาได้ไม่เท่าไร รอบเอวก็ถูกคว้าเอาไว้ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะลอยเหนือพื้นแล้วกระแทกเข้ากับผนังตามแรงเหวี่ยง
“อุ่ก!” เนยครางออกมาเบาๆ แผ่นหลังที่กระทบกับกำแพงเจ็บร้าวขึ้นมาเป็นริ้วๆ จนน้ำตาเล็ด อยากจะชกอีกฝ่ายกลับสักหมัดสองหมัดให้หายแค้น แต่ก็รู้ตัวดีว่าไม่มีปัญญาจะทำอะไรแบบนั้น สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือส่งสายตาไปฟาดฟันเท่านั้น หวังจะให้มันซึมเข้าไปในเนื้อหนาๆ ของคนตรงหน้าบ้าง แต่มันก็ไม่ได้ผลนอกจากวุฒิจะไม่รู้สึก เจ้าตัวยังยิ้มกรุ้มกริ่มแสดงความสนุกสนานไม่หยุด เห็นแล้วมันน่าหมั่นไส้จริงๆ เลยโว้ย!
“โอ๊ย! ไอ้เนย!!” วุฒิตะคอกออกมาเสียงดัง ตวัดตามองเนยอย่างเดือดดาล อารมณ์ดีๆ ก่อนหน้าถูกแปรเปลี่ยนเป็นขุ่นมัวด้วยเวลาเพียงชั่วเสี้ยววินาที เมื่อโดนฝ่ามือเล็กๆ ของเนยตะปบเข้ามายังใบหน้าเต็มแรง เล็บคมๆ ข่วนลงจนเจ็บแสบไปหมด
เนยยกยิ้มอย่างพอใจในผลงานของตัวเอง แต่ความดีใจก็มีได้ไม่นานเท่าไร เมื่อร่างกายถูกผลักกระแทกเข้ากับกำแพงอีกครั้ง พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่กระโจนเข้ามาคร่อมทับ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน รู้ตัวอีกครั้งก็หมดทางหนีซะแล้ว
ร่างกายใหญ่กว่าที่แนบสนิทบดเบียดจนแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกัน กลิ่นน้ำหอมของเพศชายที่ลอยตลบอบอวล ใบหน้าที่จัดได้ว่าหล่อเหลาพอควรที่อยู่ในระยะใกล้นั้น ทำเอาหัวใจเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ หน้าตาหูเหอแดงก่ำไปหมด แต่ทุกอาการที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะมีความรู้สึกพิเศษใดๆ ต่ออีกฝ่ายทั้งนั้น แม้ว่าบรรยากาศมันจะชวนจิ้นก็เถอะ
ทำไมฉากหวานๆ แบบนี้ต้องเกิดขึ้นระหว่างเขากับไอ้แมงดานี่ด้วย หนูเนยอยากร้องไห้
เพราะลักษณะท่าทางล่อแหลมชวนเข้าใจผิดผสมกับบรรยากาศแปลกๆ ทำให้เกิดความเงียบขึ้นระหว่างทั้งคู่ทันที ตาสองคู่สบกันเนิ่นนานก่อนใบหน้าของคนที่ตัวสูงกว่าจะโน้มลงไปช้าๆ และก็เกือบจะได้สัมผัสริมฝีปากยั่วยวนตรงหน้าอยู่แล้วเชียว แต่เจ้าของของมันดันไหวตัวทันขึ้นมาซะก่อน หันหน้าหนีเอาในวินาทีที่จะได้ลิ้มรส แม้จะแสนเสียดายแต่ความหอมที่ได้จากแก้มนิ่มก็ถือว่าชดเชยกันได้อยู่พอควร