บทนำ
“คุณชัล ฮึก… เชนลูก”
มือเล็กผอมแห้งซีดเซียวเอื้อมถอดหน้ากากเครื่องช่วยหายใจ ริมฝีปากสีจางของคนป่วยขยับขึ้นลงอย่างยากลำบาก โรคเนื้อร้ายกำลังจะพรากชีวิต ‘รภา เชาวกรกิต’ แม่ของ 'เชน' หนูน้อยวัยหกขวบ ภรรยาของ ‘ชัล เชาวกรกิต’ มหาเศรษฐีเจ้าสัวไทยจีน
เขามีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ ทีเชน เบฟเวอเรจ กรุ๊ป มูลค่าตามราคาตลาดหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ร่ำรวยเงินทองอันดับต้นของประเทศเลยก็ว่าได้
ชื่อเสียงเลื่องลือไปไกล เป็นผู้ถือครองบริษัทเครื่องดื่มขนาดใหญ่ ทั้งยังมีโรงกลั่นสุราในประเทศไทย จีน และมาเลเซีย ไม่มีใครไม่รู้จัก อย่างน้อยก็ต้องเคยบริโภคสินค้าของเขาแน่นอน
แต่ถึงแม้จะมีทรัพย์สมบัติมากมายเพียงใด ทว่าเมื่อถึงคราขับขัน ก็ไม่อาจยื้อชีวิตหนึ่งที่จะดับสูญจากโลกนี้ได้
“ผมอยู่นี่ ลูกก็อยู่นี่ด้วย คุณใส่เครื่องช่วยหายใจเถอะนะ ผมขอร้อง”
เจ้าสัวนั่งลงบนเตียงคนไข้ข้างภรรยาที่เขารักสุดหัวใจ มือใหญ่ประคองมือเล็กมากอบกุมพรมจูบอย่างอาวรณ์ อีกข้างกำลังเอื้อมหยิบหน้ากากสวมให้
ลมหายใจนั้นรวยรินจนแทบจะไม่รู้สึก แต่เธอกลับส่ายหน้า และยกมืออันไร้เรี่ยวแรงห้ามเขาไว้
รภาป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย หมอบอกว่าเธอมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสองปีหลังจากได้รับการรักษา เมื่อรู้ข่าวเศร้านี้แล้วทางเจ้าสัวก็ทำทุกวิธีเพื่อไม่ให้ภรรยาจากไป ทั้งบินไปต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายรักษามีไม่จำกัด แต่ดันเป็นคนป่วยเองที่ดื้อรั้นอยากกลับบ้าน
แม้จะทรมานที่ต้องเห็นภรรยาเจ็บปวด แต่เพราะรัก และรักมากเจ้าสัวจึงตามใจ
“มะ… ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ รภาขอโทษคุณชัล ที่อยู่ดูแลคุณกับลูกไม่ได้”
หยาดน้ำใส ๆ คลอไหลเป็นทางจากหางตาคนป่วย เจ้าสัวจุกอกตาแดงก่ำพูดอะไรไม่ออก ใจเขาแทบขาด ปีที่ผ่านมาต้องทนเห็นภรรยาเจ็บปวด ถ้าเขาทำได้ คงจะอาสารับความรู้สึกทรมานแทนเธอเสียเอง
“ไม่ต้องห่วงนะ พี่จะดูแลลูกของเราให้เขาเติบโตเป็นอย่างดี”
รอยยิ้มอ่อนผุดขึ้นบนริมฝีปากแห้ง เธอหันมามองใบหน้าที่ถอดแบบมาจากสามี ยกมือไร้เรี่ยวแรงลูบแก้มเล็ก ๆ ของลูกชายเพียงคนเดียวด้วยความอ่อนโยน
เชนในวัยหกขวบร้องไห้สะอื้นจนตัวโยน โผเข้ากอดผู้เป็นแม่ ซบใบหน้าลงอกผอมซูบ โดยมีฝ่ามืออุ่น ๆ ลูบลงบนหัวทุยด้วยความอาทร รู้สึกผิดเหลือเกินที่อยู่กับลูกรักได้อีกไม่นาน
ขณะนั้นก็มีเสียงเคาะบานกระจกดังขึ้นขัดจังหวะ ดึงสายตาของคนในห้องไปมอง
ประตูถูกเปิดออกโดยผู้หญิงผิวพรรณขาวนวล ใบหน้าหวานแม้จะไร้เครื่องสำอางแต่กลับดูสวยแบบธรรมชาติ เธอสวมชุดคลุมสีฟ้ายาวเลยหัวเข่า มีเข็มกลัดติดกลางหน้าท้องนูนขึ้นเล็กน้อย
ร่างเล็กชะงักเมื่อรู้ตัวว่าเข้ามาผิดจังหวะ สายตาเศร้าหมองเหลือบมองเจ้าสัวชัลและก้มศีรษะให้ เธอคิดว่าตัวเองเข้าไปตอนนี้คงไม่เหมาะ ตัดสินใจกลับหลังหัน เตรียมสาวเท้าเดิน แต่กลับถูกผู้ป่วยเรียกเอาไว้ก่อน
“คนนี้ใช่หรือเปล่าคะ” เสียงแหบไร้แรงพูดนั้นแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย มองผู้มาเยือนตั้งแต่หัวจรดเท้า
เจ้าสัวพยักหน้า ภรรยาจึงยิ้มอ่อนแล้วเรียกเธอ
“เข้ามาใกล้ ๆ ฉันสิ”
สาวน้อยวัยละอ่อน อายุครรภ์ราวยี่สิบสี่สัปดาห์ เดินเข้าไปนั่งลงเตียงข้างคนป่วยที่เจ้าสัวชัลเพิ่งลุกออกให้
สายตาหวาดหวั่นเล็กน้อยเมื่อสบเข้ากับผู้ป่วย และเพราะต้องการคุยเรื่องสำคัญ เจ้าสัวจึงหันไปบอกลูกชายว่าให้ออกไปเล่นข้างนอกรอก่อน แล้วตนจะตามออกไป
“นวล พาเชนออกไปข้างนอกก่อน”
แม่บ้านยืนร้องไห้อยู่ตรงมุมห้องพยักหน้ารับคำสั่ง พลางเดินเข้ามาจูงมือคุณหนูที่เอาแต่กอดแม่ไม่ยอมปล่อย สายตาเด็กน้อยเต็มไปด้วยความสงสัย อยากรู้ว่าเธอเป็นใคร ทำไมถึงดูสำคัญกับพ่อและแม่ เชนมองทั้งสามคนสลับกัน
“ผู้หญิงคนนี้เป็นใครฮะพ่อ”
“ออกไปก่อนนะ เดี๋ยวเอาไว้พ่อเล่าให้ฟังทีหลัง”
“แต่ผมอยากรู้ตอนนี้”
“เพื่อนของพ่อเอง นวลพาเชนออกไปก่อน”
“ค่ะ คุณผู้ชาย”
แต่แล้วก่อนจะพ้นผ่านประตูห้องออกไป เด็กน้อยก็ได้รับคำตอบชัดเจนจากคำถามผู้เป็นแม่ ประโยคนั้นดังก้องในหูฝังลึกในใจ
“...เด็กในท้องเธอ เป็นลูกของคุณชัลใช่ไหม”
ยี่สิบสี่ปีต่อมา
กึก กึก กึก ~
เสียงเคาะปลายนิ้วลงกับโต๊ะเป็นจังหวะครุ่นคิดบางอย่าง ‘เชน เชาวกรกิต’ ชายหนุ่มวัยยี่สิบเก้าปี ลูกชายเพียงคนเดียวของเจ้าสัวชัล เชาวกรกิต ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัททีเชน เบฟเวอเรจ พีแอลซี แทนเจ้าสัวชัลที่ผันตัวไปเป็นเทรดเดอร์ และซื้อสินทรัพย์และของสะสมที่มีมูลค่า หวังเก็งกำไรและขายสู่ตลาด
ภายในห้องตกแต่งสไตล์ตะวันตก เรียบแต่หรูคุมโทนสีดำลึกลับน่าค้นหา หากเปิดประตูเข้ามา โต๊ะทำงานวางอยู่มุมซ้ายมือ ติดกับกระจกกว้าง เมื่อมองออกไปก็เห็นวิวตึกสูงใหญ่ทั่วเมือง ทางฝั่งมุมขวามีชุดโซฟาผ้านุ่มสีเทาไว้สำหรับรับแขก
สายตาคมกริบจ้องบานประตูกระจก ก่อนปรายตามองนาฬิกาแขวนผนังห้อง ไม่กี่อึดใจต่อมา ประตูถูกผลักเข้ามาโดยร่างอรชร ใบหน้าหวานบัดนี้กลับประกายยสีแดงระเรื่อ ตามกรอบหน้ามีเหงื่อซึม เพราะรีบร้อนต้องมาห้องประธานบริหารสูงสุด จึงใช้พละกำลังที่มีขึ้นบันไดหนีไฟมา
‘กิ่งดาว’ ผู้ช่วยเลขาคนใหม่ เธอถูกย้ายจากแผนกประชาสัมพันธ์ได้เพียงสองเดือน เมื่อสติสัมปชัญญะเริ่มกลับมาคงที่ ปรับลมหายใจให้เป็นปกติ เธอจึงรีบเดินเข้าไปหาท่านประธาน
“เอกสารรายการจัดซื้อสินค้าค่ะ”
เชนมองใบหน้าเรียวเชิงตำหนิ เส้นคิ้วเรียงสวย ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตน่าชวนมอง เธอมีจมูกรั้นจิ้มลิ้ม ริมฝีปากอวบอิ่มนั้น ใคร ๆ เห็นก็เป็นต้องตะลึง ผู้ชายหลายคนในบริษัทต่างหมายปองเธอ แวะเวียนกันมาขายขนมจีบหน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์เป็นประจำ จนเขาต้องหาข้ออ้างย้ายเธอขึ้นมาเป็นผู้ช่วยเลขา
เจ้านายเปลี่ยนสีหน้าไร้อารมณ์ข่มความรู้สึกบางอย่างไว้ เขารับเอกสารจากมือผู้ช่วยเลขา พลิกเปิดอ่านทีละหน้า ดวงตาคมกริบไล่อ่านตัวอักษรทุกบรรทัด ก่อนจะจรดปลายปากกาบนกระดาษ ตวัดเซ็นชื่อตัวเองลงช่องอนุมัติ
หยดเหงื่อบนใบหน้าเธอเห็นแล้วเขาสงสารอยู่หรอก แต่เรื่องง่าย ๆ แค่นี้หากไม่ดุไม่ว่าแล้วอนาคตใครจะอยากผีฝากไข้... จะเป็นเมียนายใหญ่ ใจต้องนิ่ง
นายใหญ่เลื่อนแฟ้มเอกสารคืนผู้ช่วยเลขา “รู้หรือเปล่า ปีนี้บริษัทเราทำกำไรได้ 2,487 ล้านบาท เท่ากับหนึ่งเดือน 207.25 ล้าน หนึ่งวัน 6.9 ล้านบาท หนึ่งชั่วโมง 287,500 และหนึ่งนาทีเท่ากับ 4,792 บาท?”
“ไม่ทราบค่ะ”
เลือกตอบออกไปตามตรง เธอรู้เพียงว่ากำไรของบริษัทปีนี้ได้เป็นพันล้าน แต่ไม่ได้คำนวณลงลึกละเอียดขนาดนั้น
“โดยปกติแล้วคงใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที แต่นี่คุณเลทไป 35 นาทีกับอีก 50 วินาที เท่ากับบริษัทต้องเสียกำไรไปกับการมาสายของคุณ 122,196 บาท”
ดวงตากลมโตไหวระริก ไม่กล้าสบสายตาผู้เป็นนาย ผิดกับเจ้าของดวงตาสีดำคมกริบ กลับหรี่ลงอย่างวางอำนาจ
“ขอโทษค่ะ พอดีลิฟต์เสียกะทันหัน”
เธอพูดตามความจริง ก้มหน้าไม่กล้าสู้สายตา มือทั้งสองประสานกันแน่นไว้ด้านหน้า เธอมั่นใจว่าทำตามเวลาที่กำหนดไว้ แต่พอจะใช้ขึ้นมา ระบบลิฟต์เกิดขัดข้อง ตอนนี้แผนกซ่อมบำรุงก็กำลังทำงานกันระงม
“เวลาพูด กรุณามองหน้าผมด้วย”
เชนพูดน้ำเสียงเยือกเย็น พ่นลมหายใจหนัก ๆ ขัดหูขัดตาไปเสียหมด ดุนิดหน่อยก็ไม่กล้าสู้สายตา ไม่เห็นยิ้มเจิดจ้าทะลุกล้องวงจรเหมือนตอนเดินผ่านไอ้หัวหน้าช่างกำลังซ่อมลิฟต์นั่นเลย
“ขะ… ขอโทษค่ะ”
สายตาสั่นไหวช้อนมองด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ ท่าทางนั้น กลับมีอิทธิผลให้เจ้านายเสียเองที่เป็นฝ่ายทนไม่ไหว เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะเหล่มองนาฬิกาบนข้อมือ
“ไหนคุณนาราบอกว่าคุณทำงานดีที่สุด ทำไมผมยังเห็นว่าไม่ต่างจากคนเดิมที่ถูกย้ายไปเลย ช่วยแสดงศักยภาพอย่างที่หัวหน้าแผนกคนเก่าชมให้เห็นหน่อยสิ”
เชนพอจะรู้มาบ้างว่ากิ่งดาวทำงานดีและ นารา หัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์ที่มีนิสัยเคร่งครัด เจ้าระเบียบมีวินัยในการทำงานมาก น้อยนักที่เธอจะเอ่ยปากชื่นชมเด็กจบใหม่
“กิ่งมั่นใจว่าตัวเองต้องขึ้นมาทันตามเวลาที่กำหนดไว้แน่ค่ะ ถ้าลิฟต์ไม่เสีย”
บอกเจ้านายอ้อมแอ้ม มองภายนอกดูเหมือนเธอเป็นผู้หญิงบอบบางไม่กล้าสู้คน แต่ถ้าตัวเองไม่ทำผิดจริง เธอก็ไม่ยอมโดนว่าง่าย ๆ เหมือนกัน
“นั่นมันเป็นเรื่องที่คุณต้องคิดเอาไว้ล่วงหน้า และถ้าจัดการให้เรียบร้อยก่อนที่ผมต้องการ คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้”
นายใหญ่พูดออกมาถือว่ามีเหตุผล เพียงแต่เธอไม่คิดว่าจะมาเกิดเหตุการณ์กะทันหันแบบนี้ และงานที่เขาสั่งมีอย่างเดียวเสียเมื่อไหร่
ตาคมเหลือบมองร่างเล็กสั่นเหมือนลูกแมวตกน้ำ ร่างกำยำลุกจากเก้าอี้ทำงานเดินมาทรุดตัวนั่งลงโซฟา
“มานั่งนี่สิ” น้ำเสียงเขาอ่อนลง บุ้ยหน้าทางโซฟาตรงข้าม
ร่างบางเงยขึ้นสบตาสายตาคมดุด้วยอาการงวยงง “บอกให้มานั่ง” เมื่อโดนเรียกซ้ำสองด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้น ทำให้ร่างอรชรรีบเดินไปนั่งลงเบาะนุ่ม ๆ ตรงข้าม่ พอต้องประจันหน้าแบบนี้ยิ่งเกร็งและประหม่ากว่าเดิมหลายเท่า
ร่างสูงใหญ่นั่งสง่าบนโซฟา กล้ามแน่นหนั่นภายใต้สูทสีดำ ตัดกับเสื้อเชิ้ตสีขาวข้างในที่สั่งตัดพิเศษพอดีกับรูปร่าง ทุกอย่างเนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว คัฟลิงค์ กระดุมข้อมือแบรนด์ตัว ‘H’ กลัดที่แขนเสื้อเชิ้ต บ่งบอกสไตล์ความเป็นเขาได้อย่างดี
เชนหรี่ตามองเธออย่างไม่สบอารมณ์ มือดึงเนกไทออกหลวม ๆ พลางหยิบเหล้าดีกรีแรงบนโต๊ะกระจก รินลงแก้วร็อกทรงมู่ทู่สไตล์โบราณค่อนแก้ว
“มีงานอะไรที่ต้องทำอีก” เขาเอ่ยถามพลางยกเหล้าในมือขึ้นกระดกรวดเดียว
“มีแค่ต้องไปส่งเอกสารให้แผนกจัดซื้อค่ะ” เธอตอบเสียงอ่อย
“พรุ่งนี้ค่อยให้คุณไพลินจัดการ”
ต้องเดินผ่านพวกหัวหน้าช่างอีกงั้นเรอะ เหอะ อย่าหวัง!
ไพลินคือเลขาของท่านประธาน ซึ่งทำงานกับเขาตั้งแต่เจ้าสัวชัลยังดำรงตำแหน่งประธานอยู่
ท่าทางเขาไม่ได้เป็นเดือดเป็นร้อนจนเธอฉงน เมื่อครู่ยังต่อว่าว่าเธอทำงานล่าช้า ทำบริษัทกำไรลดฮวบราวกับว่าจะขาดทุนสักบาทเดียวก็ไม่ได้
เชนเลิกคิ้วเข้มข้างหนึ่งในขณะยกแก้วเหล้าที่เพิ่งเทใหม่ขึ้นจรดริมฝีปาก สายตาจับจ้องเธอเชิงว่า ‘มีปัญหาอะไร’ หญิงสาวยิ้มแหยและส่ายหน้าเบา ๆ
"คุณเชนมีอะไรจะใช้กิ่งอีกหรือเปล่าคะ”
เธอถามเมื่อเห็นว่าเขายังเอาแต่จ้องเธอ ด้วยสายตาคนโดนมองเป็นลมพับได้
“อึดอัดมากนักหรือไงที่ต้องอยู่กับผม?”
ดวงตาคมฉายแววประกายไฟกล้า พลันนึกถึงรอยยิ้มหวานที่อีกฝ่ายส่งให้หัวหน้าช่าง เธอยิ้มออกมาง่าย ๆ พออยู่กับเขามีแต่ทำหน้าตื่นกลัว อย่างกับเขาเป็นยักษ์จะจับเธอกินอย่างนั่นแหละ
กิ่งดาวหลบสายตา ละล้าละลังแก้ตัว
“เปล่าค่ะ ใกล้ถึงเวลาเลิกงานแล้ว กิ่งรีบ…”
วันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งปีกับภูเมฆแฟนของเธอ กิ่งดาวตั้งใจว่าจะไปเซอร์ไพรส์เขา
ถึงจะเป็นแฟนกันด้วยเหตุผลว่าอยากให้ปู่ของภูเมฆที่กำลังป่วยติดเตียงสบายใจ แต่เธอก็ใส่ใจความสัมพันธ์ครั้งนี้เป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าจะจริงหรือหลอกแต่ภูเมฆก็ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนคนแรก
กิ่งดาวรู้จักกับปู่ของภูเมฆเมื่อสามปีก่อน ตอนนั้นปภาณยังเดินได้ปกติ ในวันธรรมดาวันหนึ่งเขาไปทำงานในตอนเช้า ระหว่างทางแวะซื้อกาแฟ จังหวะกำลังจะข้ามถนนเกิดมีรถยนต์เสียหลักพุ่งตรงมา
เขาได้แต่นิ่งงันตัวสั่นเทาทำอะไรไม่ถูก มีแรงผลักกระแทกเขาจนล้มลงพื้น รู้ตัวอีกทีก็มีเด็กนักศึกษาใบหน้าจิ้มลิ้ม พยุงตัวลุกขึ้นเดินกะเผลกมาหา
แม้จะมีเลือดตรงหัวเข่าไหลเป็นทางตามลำขา แต่เด็กสาวคนนั้นก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ ถามเขาน้ำเสียงห่วงใย ‘คุณลุงบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ’
นั่นเป็นเหตุการณ์ทั้งสองได้รู้จักกัน กิ่งดาวได้ช่วยชีวิตเขา ยิ่งรู้จักนิสัยใจคอ ปภาณยิ่งรักเอ็นดูกิ่งดาวเหมือนลูกหลาน อยากให้เธอเข้ามาเป็นคนในครอบครัว อยากได้เป็นสะใภ้ นับว่าโชคยังดีที่เขามีหลานชายคนหนึ่งซึ่งคือภูเมฆ จึงหมายมั่นปั้นมือให้ทั้งสองได้แต่งกัน แต่กระนั้นภูเมฆก็ยังรักสนุก เรื่องแต่งงานยังไม่อยู่ในหัวเขาเลยด้วยซ้ำ