บทที่ 1 ฉลองชัยชนะ 30%
๑
ฉลองชัยชนะ
สาธารณรัฐมัลดีฟส์
เสียงดนตรีในท่วงทำนองเร่งเร้าดังขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะเฮฮาและโห่ร้องเซ็งแซ่ จนแทบจะดังกลบเสียงเพลงภาษาท้องถิ่นของนักร้อง ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังทอดกายนอนอ่านพ็อกเกตบุ๊กอย่างเพลิดเพลินอยู่บนเดย์เบดสีขาวริมระเบียงไม้ของรีสอร์ต หรู ซึ่งตั้งอยู่กลางทะเลต้องลุกขึ้นแล้วเดินออกไปยืนดูยังต้นเสียง เขาทอดสายตาผ่านริมระเบียงที่ตอนนี้น้ำลดจนเห็นหาดทรายสีขาวสะอาดสะอ้าน ตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าครามใสแจ๋วราวกับกระจก จนมองเห็นปะการังใต้น้ำ
ริมฝีปากหยักได้รูปคลี่ยิ้มออกมา เมื่อเห็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่กำลังเต้นรำตามจังหวะดนตรีพื้นเมืองกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งเป็นบริการของทางรีสอร์ต คิ้วคู่เข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยในขณะที่ผุดรอยแย้มยิ้มกระจายบนใบหน้า เมื่อเห็นชายหนุ่มร่างกำยำอีกสี่คนกำลังโบกมือให้อยู่ไกล ๆ ท่ามกลางการห้อมล้อมของสาว ๆ ก่อนจะส่ายหน้าไปมาให้กับความสนุกสนานเกินเหตุของบรรดาชายหนุ่มทั้งสี่ แล้วหันกลับไปยังเดย์เบด
เขาวางพ็อกเกตบุ๊กเล่มกะทัดรัดลงบนโต๊ะกระจกทรงเตี้ยข้าง ๆ เดย์เบด ก่อนที่จะเดินไปบนทางเดินไม้ที่ทอดยาวจากบ้านพักซึ่งอยู่กลางทะเลไปยังหาดทรายสีขาวละเอียดที่อยู่บนฝั่ง บรรดาหนุ่ม ๆ สาว ๆ กำลังเต้นรำโยกย้ายส่ายสะโพกไปตามจังหวะดนตรีพื้นเมือง มีนักดนตรีนั่งล้อมวงตีกลองและเครื่องดนตรีอื่น ๆ กันเป็นจังหวะ ประกอบเสียงร้องเพลงอย่างสนุกสนาน จากนักร้องหนุ่มสาวที่กำลังเต้นรำกันอยู่
หญิงสาวชาวพื้นเมืองหลายคนอวดรูปร่างเย้ายวนใจในชุดเสื้อผ้าน้อยชิ้นลายดอกหลากสี ศีรษะล้อมด้วยดอกไม้ที่ร้อยไว้อย่างสวยงาม ลำคอระหงและข้อมือคล้องด้วยมาลัยดอกกล้วยไม้เข้ากับบรรยากาศทะเลของมัลดีฟส์ในช่วงเวลานี้
ทั้งหมดกำลังเต้นรำอยู่บนชายหาดและดื่มเครื่องดื่มสีสวยที่มีซุ้มเครื่องดื่มมาตั้งให้บริการไปพลาง หญิงสาวชาวพื้นเมืองหน้าตาสะสวยที่กำลังเต้นรำอยู่เอามาลัยมาคล้องคอให้กับชายหนุ่มผู้มาใหม่เป็นการต้อนรับ ก่อนจะถอยกลับไปเมื่อชายหนุ่มปฏิเสธอย่างสุภาพหลังจากถูกชวนให้ไปเต้นรำด้วยกัน
“นี่ของคุณครับ คุณชานนท์” พนาชายหนุ่มร่างล่ำสันที่รูปร่างหน้าตาน่าจะไปเป็นนักร้องนักแสดงมากกว่าเป็นบอดี้การ์ดยื่นเครื่องดื่มในลูกมะพร้าวที่ตกแต่งด้วยดอกกล้วยไม้สีม่วงเข้มซึ่งปักหลอดสีขาวมาให้ ชานนท์รับมาแล้วยกขึ้นดื่มนิดหนึ่งก่อนจะหันไปหาคนที่ยืนมองอยู่
“ขอบใจ นายไปสนุกกันให้เต็มที่เถอะ ไม่ต้องห่วง ตอนนี้ภารกิจจบแล้ว เราอยู่ในฐานะเพื่อนไม่ใช่เจ้านายกับลูกน้อง” ชานนท์ตบไหล่พนาเบา ๆ ก่อนจะวางมะพร้าวอ่อนลงบนโต๊ะเตี้ย ๆ แล้วทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ผ้าใบสีสันสดใส พลางมองไปยังกลุ่มหญิงสาวที่กำลังเต้นรำกันอยู่ พนาจึงนั่งลงบนเก้าอี้ผ้าใบตัวถัดไปซึ่งวางเรียงอยู่หลายตัวสำหรับแขกที่มาพักได้มาสนุกสนานร่วมกัน
หลังจากจบภารกิจใหญ่ที่ร่วมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกันมานาน ชานนท์จึงตอบแทนความเหนื่อยยากของชายหนุ่มทั้งสี่คนด้วยแพ็คเกจท่องเที่ยวมัลดีฟส์ในราคาแพงลิ่ว บ้านพักที่มีอยู่เพียงไม่กี่หลังที่เกาะฝั่งนี้ถูกเขาจับจองไว้เกินกว่าครึ่ง ทำให้ชายหาดบริเวณนี้แทบจะกลายเป็นชายหาดส่วนตัว
“คุณจะอยู่ที่นี่จนครบหนึ่งเดือนหรือครับ” พนาหันมาถาม
“ใช่ ฉันทำงานไม่ได้หยุดพักมานับสิบปีเลยนะพนา ได้เวลาให้รางวัลชีวิตตัวเองสักที” เขาถอนหายใจพลางเอนกายลงนอนบนเก้าอี้ผ้าใบในท่าทีผ่อนคลาย เมื่อคิดถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่ได้สำเร็จลุล่วงไป
แล้วทอดสายตามองสามหนุ่ม สาวิน วิวัฒน์ และเดช ซึ่งเขาจ้างให้มาเป็นบอดี้การ์ดคอยดูแลความปลอดภัยให้กับวริษประธานกรรมการของโรงแรมและรีสอร์ตในเครือคีรีธาราและเดวา ซึ่งเป็นบุคคลคนที่เขารักและเคารพยิ่งกว่าพี่ชาย
ตอนนี้สามหนุ่มรูปร่างกำยำอยู่ในชุดกางเกงขาสั้น ไม่สวมเสื้อเพราะเพิ่งจะขึ้นจากการเล่นน้ำทะเล โชว์ความแข็งแกร่งอย่างชายชาตรีที่แผงอกกว้าง กำลังสนุกสนานกับการเต้นรำท่ามกลางบรรดาสาวสวยหุ่นเซ็กซี่ ในมือถือเครื่องดื่ม
ทุกคนกำลังดื่มไปพลางเต้นรำกันไปพลาง โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติชายหญิงอีกสี่ห้าคน ซึ่งมาพักที่บ้านพักใกล้กันร่วมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย จึงพอจะทำให้การพักผ่อนครั้งนี้ไม่เงียบเหงาจนเกินไปนัก
มัลดีฟส์มีจำนวนเกาะเล็กเกาะน้อยมากมาย ซึ่งบางเกาะจะเป็นที่อาศัยของชนพื้นเมือง บางเกาะจัดไว้เพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีรีสอร์ตหนึ่งรีสอร์ตบนเกาะหนึ่งเกาะไว้ต้อนรับผู้คนจากทั่วโลก ที่มุ่งตรงมายังมัลดีฟส์เพื่อพักผ่อนยังหมู่เกาะที่เต็มไปด้วยความสวยงามของท้องทะเล และเที่ยวชมปะการังที่มีความอุดมสมบูรณ์
“ไม่ไปสนุกกับพวกเขาสักหน่อยหรือครับ” พนาหันมาถามเมื่อเห็นสาว ๆ ส่งรอยยิ้มเชิญชวนให้ลุกขึ้นไปเต้นรำด้วยกัน
“ไม่ล่ะ นั่งดูก็เพลินดี นายอยากสนุกกับพวกเขาก็ไปเถอะ”
“อ้อ ไม่ล่ะครับ ผมเห็นเลย่าเขามองคุณหลายครั้งแล้ว เผื่อคุณจะทำให้ฝันของเขาเป็นจริงขึ้นมาบ้าง” พนาว่ายิ้ม ๆ
“หือ รู้จักกันแล้วเหรอ” ชานนท์หันไปมองพนาก่อนจะหันไปยังหญิงสาวที่ดูสวยและเซ็กซี่ที่สุดในกลุ่มซึ่งคอยส่งยิ้มหวานมาราวกับเชิญชวนเขาบ่อยครั้ง
“ก็เพิ่งทักทายกันเมื่อกี้เองครับ เขายังชมว่าพวกผมหล่อล่ำกันทุกคน ดูไอ้สาวินสิ ขานั้นเต้นไม่ยอมถอยเลย” ชานนท์หันไปมองยิ้ม ๆ ก่อนว่า
“ดูเหมือนเลย่าของนาย เขาจะเปลี่ยนเป้าหมายแล้วล่ะ” ชานนท์พูดพลางมองหญิงสาวนามว่าเลย่าที่ตอนนี้หันไปเต้นรำอย่างสนุกสนานกับสาวินแทน
“นั่นสินะครับ เธอคงเห็นคุณไม่สนใจ เลยเชิดใส่ไปแล้ว สวยนะครับ” พนาพึมพำตอบก่อนจะแสดงความคิดเห็น
“อืม สวย สวยมากทีเดียว แต่ไม่ใช่สเปกฉัน” คนที่ฟังอยู่ยอมรับถึงความสวยงามนั้น ก่อนจะตอบกลับเสียงเรียบ
“แล้วสเปกคุณเป็นยังไงหรือครับ” พนาเอ่ยถาม ทำให้คนที่ถูกถามนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะจารนัยสาวในสเปกของตัวเองให้ฟังด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยเช่นเคย
“สเปกผมก็ อืม... ผมชอบผู้หญิงเรียบร้อย อ่อนหวานแบบผู้หญิงไทย แต่ต้องมีความมั่นใจในตัวเอง ฉลาด ดูบอบบางน่าทะนุถนอม ไม่ต้องสวยระดับดาราแต่ขอแค่อยู่ใกล้แล้วทำให้ผมมีความสุขก็พอแล้ว”
คนตอบมีสีหน้าเคลิ้มฝันก่อนจะกระพริบตาถี่รัว เมื่อมีภาพของหญิงสาวที่เขาไม่ปรารถนาจะนึกถึงผุดขึ้นมาระหว่างบรรยายภาพหญิงสาวในอุดมคติ สาวน้อยดวงหน้าเรียวหวานซึ่งสะโอดสะองอยู่ในชุดราตรีสีหวานที่เขาชำเลืองมองแค่แวบเดียวในงานแต่งงานของวริษและวรรษาแต่ดันติดตามาจนถึงตอนนี้
“เฮ้ย! บ้าชะมัด” ชานนท์เผลอสะบัดหน้าให้ภาพนั้นหลุดออกไปจากห้วงคำนึง
“มีอะไรหรือครับ” พนาหันมาถามอย่างแปลกใจกับท่าทีประหลาดของคนที่เคยเป็นนายจ้างของเขา ถึงผู้ชายคนนี้จะบอกว่าตอนนี้ไม่ได้เป็นลูกน้องกับเจ้านายกันแล้วหลังจากที่พวกเขาก็ได้รับค่าตอบแทนเป็นตัวเลขเจ็ดหลักที่โอนเข้าบัญชีธนาคารทันทีที่ภารกิจเสร็จสิ้นลง แต่สำหรับเขาแล้วผู้ชายคนนี้เป็นคนที่เขาให้ความนับถืออยู่ไม่น้อย
แม้ใบหน้าของชายหนุ่มผู้นี้จะแฝงความขี้เล่นอยู่เป็นนิจ แต่เมื่อถึงคราวต้องใช้การตัดสินใจเขากลับกลายเป็นผู้ที่เจนจัดในเกมธุรกิจ มีความเด็ดขาดแล้วยังสุขุมรอบคอบอย่างน่าประหลาด สมกับการเป็นมือขวาของประธานใหญ่แห่งคีรีธารา ที่ช่วยกันผลักดันจนธุรกิจเติบโตขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วทั้งที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มแน่นกันทั้งคู่
“เปล่า เปล่า... ไม่มีอะไร” คนที่เผลอหลุดคำพูดออกมาเมื่อสักครู่นี้รีบแก้ตัว พนาเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะยิ้มนิด ๆ มุมปาก
“นายถามสเปกฉันแล้วสเปกนายล่ะเป็นไง” คนข้าง ๆ รีบเปลี่ยนมาถามกลับ
“อ้อ ผมไม่ได้ตั้งสเปกไว้แบบคุณหรอกครับ ผมเป็นคนยังไงก็ได้ ขอแค่เป็นผู้หญิงก็พอ แต่ถ้าเป็นแม่ศรีเรือนด้วยจะดีมาก อ้อ ผมชอบผู้หญิงผิวขาว ผมยาว ดูบอบบางนุ่มนวลหน่อยก็จะดีครับ ที่สำคัญต้องเข้าใจการทำงานของผมด้วย” คนไม่ได้ตั้งสเปกไว้ร่ายยาวจนคนถามอดยิ้มไม่ได้
“นี่คือ... นายยังไม่ได้ตั้งสเปกไว้...” ชานนท์กล่าวลอย ๆ พลางหัวเราะเบา ๆ
“อ้อ โทษทีผมเพิ่งรู้ว่าผมก็มีสเปกเหมือนกัน” พนายิ้มเก้อเขินก่อนจะหันมองไปยังสามหนุ่มที่กำลังเดินมายังที่เขาสองคนนั่งอยู่
“อ้าว เลิกแล้วเหรอ สาวิน” พนาเงยหน้าทักทายคนที่กำลังจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ผ้าใบตัวติดกัน ในขณะที่เดชกับวิวัฒน์นั่งฝั่งขวามือของชานนท์
“ขอพักยกก่อน” สาวินกล่าวตอบพลางหันไปยังกลุ่มสาว ๆ กับนักท่องเที่ยวฝรั่งชายหญิงที่กำลังสนุกสนานกันอยู่
“จบจากงานนี้แล้วพวกนายจะไปทำอะไรกันต่อ” ชานนท์เอ่ยถามขึ้น
“ผมก็คงทำงานแบบนี้ต่อไปล่ะครับ เดินมาทางนี้แล้ว ตราบใดที่ต้นสังกัดของผมเขายังส่งงานมาให้ เส้นทางของผมมันเป็นสีเทาก็คงเป็นแบบนี้ต่อไป” เดชตอบ
“เพื่อนผมชวนไปสมัครเป็นทหารอาสาแถวสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมว่าน่าลองดูครับ ผมเป็นทหารมาก่อน เส้นทางของผมเคยเป็นสีเทาก็จริงแต่รับรองว่าหัวใจของผมขาวสะอาด” วิวัฒน์ตอบมาบ้างขณะที่เดชทำเสียงจึ๊กจั๊กในลำคอที่โดนเกทับ ส่วนคนถามยิ้มมุมปากก่อนหันไปหาคนอีกฝั่งหนึ่ง
“อืม แล้วนายล่ะสาวิน”
“ผมคงไปเฝ้าร้านขายของชำให้ยายละครับ” ตอบกลับมาทื่อ ๆ
“หือ” คนถามเลิกคิ้วขึ้น
“จริง ๆ ครับ งานครั้งนี้ได้เงินมากพอที่ผมจะใช้ชีวิตกับยายอย่างสบาย ๆ เลยไม่ต้องดิ้นรนทำอะไรเสี่ยง ๆ อีก พอดีผมสัญญากับยายไว้แล้วด้วย ขืนไม่รักษาสัญญายายได้ด่าเช็ด” สาวินตอบยิ้ม ๆ ชานนท์ยิ้มตอบก่อนจะหันไปหาพนา
“แล้วนายล่ะพนา”
“ผมเหรอ อ้อ ก็คงเหมือนสาวินครับ จะอยู่กับแม่แล้วหางานอะไรที่ไม่เสี่ยงอันตราย สงสารแม่ไม่อยากให้เป็นห่วง ตอนนั้นที่ผมเริ่มเข้าสู่เส้นทางนี้เพราะต้องหาเงินรักษาแม่ ตอนนี้แม่หายดีแล้ว คิดว่างานนี้คงเป็นงานสุดท้าย” พนาตอบเสียงเนิบ
“หางาน... ตอนนี้ที่คีรีธารามีตำแหน่งว่างหลายตำแหน่ง นายสนใจตำแหน่งไหนบอกฉันได้ นายเรียนจบอะไรมา”
“เอ่อ ผม... จบ... จบคหกรรมศาสตร์ครับ” ตอบอย่างอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ
“จบคหกรรม!” คนถามย้ำคำพร้อมเลิกคิ้วขึ้น ในขณะที่คนอื่นหัวเราะครืน
“ครับ ผมถนัดทำเบเกอรี่กับขนมไทยครับ” ตอบกลับมาพลางถูมือไปมาก่อนจะก้มมองพื้นอย่างเขิน ๆ ในขณะที่เสียงแซวดังขึ้นขรม เพราะหลังจากที่เขาได้เข้าไปเป็นทหารเกณฑ์ก็คลุกคลีกับการฝึกอย่างหนักจนกระทั่งสิ้นสุดการเป็นทหาร เพื่อนรักอย่างสาวินเห็นว่าเขามีฝีมือการยิงปืนที่แม่นยำ จึงพาเขาไปรู้จักกับคนในวงการสีเทาในช่วงที่เขาต้องการเงินรักษาแม่ที่กำลังป่วยหนัก เขาจึงทำงานด้านนี้มาหลายปีจนแทบจะลืมอาชีพที่ตัวเองเคยฝันไปเสียแล้ว… ความฝันที่ว่าจะมีร้านเบเกอรี่เป็นของตัวเอง
“ให้พนามันทำตำแหน่งพ่อครัวของหวานสิคุณ มันจะได้ทำลูกตะกั่วลอยแก้วให้ลูกค้ากิน” สาวินว่ากลับมาเรียกเสียงหัวเราะลั่น เพราะเคยเห็นแต่เพื่อนใช้ชีวิตกับความเสี่ยงและกระสุนปืนมาตลอดหลายปีที่เป็นคู่หูร่วมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกันมา
“เงียบปากไปเลยมึงไอ้วิน... เสียงโทรศัพท์คุณครับ คุณชานนท์” พนาตะโกนปรามเพื่อน ก่อนจะบอกชานนท์เมื่อได้ยินเสียงสมาร์ตโฟนที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงขาสามส่วนแบบลำลองที่ถูกสวมโดยชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งอยู่ตรงกลาง ชานนท์ตบกระเป๋ากางเกงตัวเองเบา ๆ ก่อนจะล้วงขึ้นมารับสาย ในขณะคนที่ส่งเสียงหัวเราะเฮฮาอยู่เมื่อสักครู่นี้เงียบกริบลงทันที เมื่อชายหนุ่มกรอกเสียงลงไป
“สวัสดีคร้าบบบ เจ้านาย” ยานคางลากเสียงรับสายอย่างอารมณ์ดี เสียงทักทายนี้ทำให้รู้ว่าคนต้นสายจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากประธานใหญ่แห่งคีรีธาราและเดวา
“ผมก็คงกลับต้นเดือนหน้าตามกำหนดเดิมล่ะครับ ก็บอกแล้วไงครับ เสร็จภารกิจแล้วผมจะพักยาว ห้ามลืมสัญญาเชียว” พูดพลางเผยยิ้มกว้างอย่างสบายอารมณ์จนเห็นลักยิ้มทั้งสองแก้มชัดเจน
“โธ่ ไม่ต้องห่วงครับ ผมต้องเที่ยวให้สนุกอยู่แล้ว จะเที่ยวเผื่อคุณด้วย”
“อ้อ ให้ผมพักยาว ๆ ได้เลยใช่ไหมครับ มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ก็คุณดูแลเองทุกอย่างผมก็คงไม่มีอะไรต้องห่วงอยู่แล้วนี่ แถมตอนนี้คุณฝนอยู่ด้วย คงมีความสุขจนลืมไปแล้วว่ามีผมอยู่ด้วย” ว่าไปเสียงเนิบ ๆ เอนกายนอนมองท้องฟ้าสีครามสดใสในช่วงเช้าอย่างสบายใจ ก่อนจะผุดลุกขึ้นไปนั่งตัวตรง
“ฮันนีมูน! คุณจะไปฮันนีมูน แล้วอะไรนะครับ”
“ว่าใหม่อีกทีครับ คุณจะไปฮันนีมูนแล้วบอกให้ผมเที่ยวยาว ๆ ได้เลย มันยังไงครับ แล้วใครจะดูแลรีสอร์ต”
“คุณทอรุ้ง! อะไรนะครับ”
“คุณจะให้เขามาดูแลรีสอร์ตตอนที่ผมกับคุณไม่อยู่ ได้ยังไงครับ แล้วจะให้เขามาอยู่บ้านผมที่คีรีธาราเขาใหญ่ด้วย โอยตายๆ เดี๋ยว ๆ .... เฮ้ย วางไปแล้ว” ชายหนุ่มทำเสียงจิ๊จ๊ะอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะหันไปหาสี่หนุ่มที่กำลังนิ่งเงียบ
“นายสี่คนช่วยหาเรือให้ฉันด้วย ฉันต้องไปมาเล่ให้เร็วที่สุด!” ว่าแล้วก็ลุกพรวดเดินจ้ำอ้าวกลับไปยังที่พักทันที ท่ามกลางความงุนงงของคนที่มองตาม ทั้งสี่หนุ่มจึงต้องลุกตามบ้างเพื่อจัดหาเรือให้เจ้านายได้กลับไปยังสนามบินที่มาเล่ซึ่งเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐมัลดีฟส์