โรงแรมหรูเอดีกรุ๊ป
โรงแรมหรูในเครืออิทธิพัฒนเดชากุลตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง ซึ่งเปิดให้เหล่าลูกค้าชนชั้นสูงได้ใช้บริการเพียงยี่สิบสี่ชั้น ส่วนชั้นที่ยี่สิบห้านั้นถูกตกแต่งให้เป็นห้องพักส่วนตัวของผู้บริหาร รวมถึงเป็นฐานลับของแก๊งมาเฟียระดับสูง
ภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่มีร่างสูงในชุดนักศึกษาทายาทมาเฟียยืนหันหลังให้กับลูกน้องมือขวา ดวงตาสีดำสนิทเพ่งมองไปยังบุคคลในรูปถ่ายที่ถือไว้ในมือด้วยความคับแค้นใจ
“แน่ใจว่าไม่ผิดตัว”
“ครับเฮียทัพ”
“รอฟังคำสั่งจากผม”
“ครับ”
ด้วยเพราะอายุที่ยังน้อยกว่ามือขวาคนสนิท กองทัพจึงให้เกียรติและเคารพมาโดยตลอด ทั้งที่เป็นถึงทายาทของมาเฟียอย่างคุณอำพลซึ่งตอนนี้ดูแลบ่อนกาสิโนอยู่ที่ฮ่องกงกับเหล่าลูกน้องนับหลายชีวิต ทิ้งภาระให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนรับช่วงดูแลงานที่ไทยเพียงลำพัง
ลับหลังลูกน้องออกจากห้องขายาวจึงก้าวกลับมายังโต๊ะทำงาน ก่อนจะหย่อนตัวนั่งเก้าอี้ผู้บริหารแล้วมองจ้องไปยังใบหน้าของบุคคลในรูปด้วยสายตาเรียบนิ่ง
“คิดไว้ไม่มีผิดว่าต้องเป็นเธอ”
Rrrrrrr
เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์เครื่องหรูดังขึ้นขัดจังหวะจนคิ้วเข้มต้องขมวด ถึงอย่างนั้นก็ยอมล้วงออกจากกระเป๋าก่อนจะอ่านชื่อปลายสาย ‘ธนัท’
“ว่า”
(กูอยู่ผับมึง)
“แล้ว”
(มาดิ ไอ้ไวท์ก็อยู่)
“ขี้เกียจ”
(กูเจอผู้หญิงคนนั้นด้วย)
“ใคร”
(ที่มึงมอง)
ตุ๊ด ตุ๊ด ตุ๊ด
สุดท้ายก็ยอมเข้าไปอาบน้ำจัดการแต่งตัวโดยสวมกางเกงสแล็คสีดำบวกกับเสื้อยืด เพียงเท่านี้กลับทำให้เขาดูดีขึ้นเป็นกองแถมยังดูภูมิฐานสลัดคราบหนุ่มนักศึกษาก่อนหน้านี้ทิ้งจนหมด
ผับเอดี
ผับเอดีเป็นอีกหนึ่งธุรกิจของตระกูลอิทธิพัฒนเดชากุล ซึ่งก็หนีไม่พ้นที่ลูกชายเพียงคนเดียวของคุณอำพลต้องบริหารอีกเช่นเดิม เนื่องจากแม่เสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก จึงทำให้กองทัพค่อนข้างที่จะเข้มแข็งและเรียนรู้งานจากคุณอำพลจนเก่งกาจฝีมือเทียบเท่ากับผู้เป็นพ่อตั้งแต่อายุยังน้อย
เพียงแค่ร่างสูงของผู้บริหารก้าวขาเข้ามาในตัวผับเหล่าพนักงานชั้นกลางชั้นสูงก็ทำความเคารพอย่างรู้หน้าที่ ซึ่งกองทัพเลือกเข้าทางด้านหลังเพราะอยากหลบหนีความวุ่นวายจากนักท่องราตรีที่มาตามล่าเหยื่อกันให้ควั่ก
ใช้เวลาไม่นานก็เข้ามาถึงโซนวีไอพีโต๊ะประจำที่ธามนั้นชอบใช้ชื่อของผู้บริหารอย่างกองทัพแอบอ้างใช้สิทธิ์ในการจับจองแบบฟรี ๆ แทบทุกครั้ง
“ไม่เอาผู้หญิงมาล่อมึงจะยอมโผล่หัวมาเจอพวกกูไหม”
“ไม่เกี่ยวกับผู้หญิง”
“หรอวะ แต่มีข่าวดี อีกหน่อยเธอก็คงไว้ใจกู”
“หลอกเอาอีกแล้วสิท่า”
ไวท์ที่นาน ๆ จะยอมให้ดอกพิกุลร่วงออกจากปากเอ่ยเหน็บแนมคนเจ้าชู้พลางส่ายหน้าอย่างเอือมระอา จริงอยู่ที่ธามนั้นค่อนข้างเลือกแต่นิสัยหลอกจิ้มผู้หญิงก็แก้ไม่หายเช่นกัน
“ไม่ได้หลอก แต่กูจะทำให้เธอสมยอมเอง”
“หึ”
“ไม่ต้องมาขำไอ้ทัพ เมื่อตอนเย็นมึงเกือบขับรถชนคนรู้ตัวบ้างเปล่า”
“....”
กองทัพทำเมินด้วยการยกแก้วขึ้นกระดกน้ำสีอำพันเป็นเชิงบอกให้ธามเลิกรบเร้า ซึ่งเขาก็รู้ดีว่าเพื่อนสนิทคงมีเหตุผลและไม่อยากก้าวก่ายคนที่โลกส่วนตัวสูงจึงเลือกสงบปากสงบคำ
จะเหลือก็แต่ไวท์ไม่รู้เรื่องราว แต่เขาก็ไม่คิดจะถามไถ่ไขข้อสงสัยเพราะเป็นคนไม่เซ้าซี้อยู่แล้ว
“นั่นไงเหยื่อกู สวยฉิบหาย”
“ก่อนจะเอาก็เช็คประวัติเขาด้วย”
“พูดเหมือนรู้อะไรมา”
“แค่เตือน”
สายตาสองคู่มองตามธามที่พยักพเยิดหน้าไปยังคนตัวเล็กสวมชุดเดรสสั้นสีดำตัดกับผิวขาวเนียน แถมยังอวดสัดส่วนชวนหลงใหลซึ่งกำลังเดินไปเข้าห้องน้ำ
เห็นดังนั้นกองทัพจึงผุดตัวลุกขึ้น ท่ามกลางความสงสัยของสองหนุ่มที่ตอนนี้ทิ้งคราบนักศึกษา กลายเป็นเสือพร้อมตะครุบเหยื่อได้ทุกเมื่อ
“ไปไหนวะ”
“ดูงานหลังร้าน”
“ฝากบอกพนักงานเติมเหล้าด้วย”
“อืม”
ปากบอกจะไปดูงานแต่ขายาวกลับก้าวไปทางห้องน้ำก่อนจะสั่งพนักงานด้านหน้าให้ดูลาดเลา แล้วถือวิสาสะเข้าห้องน้ำผู้หญิง โชคดีที่ด้านในไม่มีใครเว้นก็แต่เหยื่อที่เพิ่งเข้ามาเมื่อครู่ ไม่อย่างนั้นคงถูกตราหน้าว่าเป็นไอ้หนุ่มบ้ากามแน่นอน
ทางด้านพริ้งความจริงวันนี้เธอไม่ได้ตั้งใจจะมาผับด้วยซ้ำ แต่กลับถูกเพื่อนสนิทและหนุ่มรุ่นพี่เช่นธันวาเซ้าซี้จนสุดท้ายก็ต้องตกปากรับคำอย่างจำยอม
และสาเหตุที่ต้องมาห้องน้ำคนเดียวก็เป็นเพราะคนที่ก่อนหน้านี้อ้อนวอนเธอเพื่ออยากมาผับนักหนา แต่พอดื่มไปได้ไม่กี่แก้วกลับเมาสติหลุดจนเดินแทบไม่ไหว
คนตัวเล็กยืนทาลิปอยู่หน้ากระจกหลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จสรรพ เป็นวิถีของสาวสวยคณะนิเทศศาสตร์ที่ต้องพร้อมและดูดีอยู่ตลอดเวลา
เพราะมัวแต่เสริมสวยจนลืมสังเกตไปว่าภายในห้องน้ำนั้นมีตัวเองเพียงแค่คนเดียว ซึ่งกว่าจะรู้ตัวก็รับรู้ได้ถึงเสียงฝีเท้าราวกับมีคนอยู่ในห้องน้ำ ด้วยสัญชาตญาณของคนขี้กลัวจึงไม่รีรอเก็บลิปลงกระเป๋าเตรียมใส่เกียร์หมาออกจากตรงนี้ ทว่า...
หมับ
“กรี๊ดดดดด!”
“เงียบ!”
เพียงแค่เสียงอันน่าเกรงขามตวาดดังลั่นห้องน้ำทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบสงบราวกับสั่งได้ รวมถึงพริ้งที่เตรียมจะเบะปากร้องเพราะถูกแรงบีบรัดบริเวณข้อมือเล่นงานจนต้องนิ่วหน้าอย่างเจ็บปวด
อยากจะร้องขอความช่วยเหลือดัง ๆ ก็กลัวเขาจะทำร้าย จึงทำเพียงเม้มปากแน่นไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าคู่กรณีด้วยซ้ำ ความรู้สึกกลัวแล่นลิ่วไปทั่วร่างจนมือไม้สั่นพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อคลอเบ้าจนแทบจะทะลัก
“ปะ..ปล่อยพริ้งไปเถอะค่ะ อย่าทำอะไรพริ้งเลย”
“ฉันยังไม่ได้ทำอะไร อย่าสำออย”
“คุณ!”
ถ้อยคำดูถูกจนทนไม่ไหวต้องเงยหน้าขึ้นมองคนปากร้าย ถึงได้รู้ว่าเป็นหนึ่งในแก๊งไอดอลหน้าหล่อที่เพิ่งเจอในช่วงเช้าของวันนี้
“ฉันเอง แล้วจะทำไม”
“อย่าเข้ามานะ ช่วยด้วย...”
หมับ
“หึ”
เพราะถูกกองทัพไล่ต้อนจนแผ่นหลังบางแนบสนิทไปกับผนังห้องน้ำ เมื่ออับจนหนทางจึงคิดจะตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจากคนด้านนอก แต่ฝ่ามือหนาที่ไวกว่าก็ยกขึ้นปิดปากอวบอิ่มพร้อมกับยกแขนอีกข้างค้ำยันกำแพงกักขังเธอเอาไว้
ดวงตาคมกริบมองจ้องใบหน้าเธอเขม็งช่างดูน่ากลัวจนน้ำตาที่พริ้งพยายามกักเก็บไว้สุดท้ายก็ร่วงเผาะอย่างห้ามไม่อยู่
“วันนี้ฉันแค่มาเตือน”
“ฮึก พริ้งไปทำอะไรให้คุณ”
สิ่งที่เกลียดที่สุดก็คือน้ำตาของผู้หญิงกองทัพยอมลดแขนลง ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องน้ำ โดยไม่เหลียวแลพริ้งที่ยืนร้องไห้เงียบ ๆ จนร่างกายสั่นเทิ้มเลยสักนิด