[1] : พบเจอ
[1]
เสียงเด็กๆ ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณโรงเรียนระดับประถมศึกษาแห่งหนึ่ง ผู้ปกครองน้อยใหญ่ต่างพากันมารับลูกของตัวเองกลับบ้านจนภายในโรงเรียนเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังจูงมือลูกหลานตัวเองกลับบ้านด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขกันถ้วนหน้า ภายนอกโรงเรียนมีร้านขายของมากมายตั้งเรียงรายกันอยู่เพื่อดึงดูดเหล่าเด็กๆ ที่มักจะชอบหาอะไรกินไม่ขาดปากให้จูงมือผู้ปกครองเข้ามาซื้อ
“วายไม่คิดจะช่วยวาบ้างเหรอ!” วาหญิงสาวในชุดนักศึกษาที่เลอะไปด้วยคราบซอสหันไปพูดเสียงดุใส่พี่สาวของตัวเองที่เอาแต่นั่งเล่นมือถืออยู่ไม่ช่วยเธอขายของให้เด็กๆ เลยทั้งๆ ที่ตอนนี้เด็กรุมซื้อของเยอะไปหมดและเธอก็ขายไม่ทันด้วย
“ไม่เห็นหรือไงว่าฉันกำลังไม่ว่าง!” วายผู้เป็นพี่สาวเงยหน้าขึ้นตอบน้องสาวของตัวเองด้วยสีหน้าหงุดหงิดก่อนจะก้มหน้าก้มตาเล่นมือถือต่อโดยไม่สนใจวาสักนิด
วาได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจก่อนจะหันมาขายของให้เด็กๆ ต่อเพราะถึงเธอพูดยังไงพี่สาวตัวดีจอมขี้เกียจของเธอก็ไม่มาช่วยหรอก วันๆ เอาแต่แชทคุยกับผู้ชายไปทั่วหวังรวยทางรัดไปวันๆ ความจริงเธอก็ไม่อยากจะมาช่วยหรอกนะแต่แม่ดันให้เธอมาช่วยเพราะถ้าเธอไม่มาช่วยแม่ก็ดุด่าเธออีกแต่ทีกับพี่สาวเธอแม่ไม่เคยดุสักคำแถมยังสนับสนุนให้หาผัวรวยๆ เหลือเกิน
“อ้าวน้องภีมเจอกันอีกแล้วนะ วันนี้เอาอะไรดีครับ?” วาเอ่ยถามลูกค้าเจ้าประจำของเธอก็คือน้องภีมเด็กชายวัย 7 ขวบที่มีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูสุดๆ เรียกได้ว่านอกจากจะน่ารักแล้วยังฉายแววหล่อเหลาตั้งแต่เด็กๆ เลยด้วย
“ภีมเอาอันนี้ครับ” น้องภีมชี้ไปยังไส้กรอกแดงก่อนจะส่งยิ้มหวานให้วา
“แล้ววันนี้พี่เลี้ยงไม่มาด้วยเหรอ?” วาเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัยเพราะปกติภีมจะมาซื้อพร้อมพี่เลี้ยงตลอดแต่วันนี้กลับมาคนเดียว
“น้องภีมทำไมวิ่งไม่รอป๊าเลยครับ!”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจนวาเงยหน้าขึ้นไปมองก่อนจะเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อสบตาเข้ากับสายตาสีนิลที่อบอุ่นของชายเบื้องหน้าที่กำลังมองเธออยู่เช่นกัน ริมฝีปากบางยกยิ้มออกมาเล็กน้อยอย่างลืมตัวด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อเล็กน้อยตามประสาเด็กสาววัยรุ่นที่เห็นผู้ชายหล่อก็ต้องมีหวั่นไหวเป็นเรื่องปกติ
ภาค ชายหนุ่มเจ้าของรูปร่างสูงแน่น ใบหน้าคมคายรับกันดีทุกส่วน จ้องมองหญิงสาวเช่นกัน ริมฝีปากหนาอดที่จะยกยิ้มออกมาไม่ได้ยามได้มองใบหน้าที่มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างไม่น่าเชื่อ ชายหนุ่มก้าวเดินไปยังเบื้องหน้าของหญิงสาวอย่างลืมตัว “สวัสดีครับผมชื่อภาคเป็นพ่อของน้องภีมครับ”
“สวัสดีค่ะ หนูชื่อวานะคะ” วาเอ่ยทักทายกลับด้วยรอยยิ้มที่เขินอายเล็กน้อย
“สวัสดีค่ะ หนูชื่อวายค่ะ เป็นพี่สาวของวายินดีที่ได้รู้จักค่ะ” วายที่นั่งเล่นมือถืออยู่เมื่อเห็นว่ามีชายหนุ่มหน้าตาดีมายืนอยู่หน้าร้านจึงรีบพุ่งตัวออกมายืนข้างๆ น้องสาวในทันทีก่อนจะเอ่ยแนะนำตัวด้วยรอยยิ้มหวานและสายตาที่เป็นประกายเล็กน้อย
“ป๊าครับคนนี้ไงครับที่ภีมเคยเล่าให้ฟัง” น้องภีมรีบเขย่าแขนของภาคแล้วชี้นิ้วไปที่วาทันทีเพื่อให้พ่อของตัวเองหันไปสนใจวาแทนเพราะเขาไม่ค่อยชอบวายสักเท่าไหร่และไม่อยากให้พ่อไปสนใจวายด้วย
“เล่าอะไรเหรอคะ?” วาถามขึ้นอย่างสงสัย
“หลายเรื่องเลยครับ น้องภีมชมคุณให้ฟังทุกวันเลย” ภาคพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มก่อนจะก้มลงไปอุ้มน้องภีมขึ้นมา ภาคล้วงมือไปหยิบเงินแล้ววางมันให้วาก่อนจะหยิบถุงลูกชิ้นส่งให้น้องภีมแล้วหันมาส่งยิ้มให้วา “ว่างๆ ก็แวะไปทานข้าวบ้านผมสิครับ น้องภีมคงดีใจน่าดู”
“ยินดีค่ะ” วายกยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะโบกมือลาน้องภีม “บายๆ นะน้องภีมพรุ่งนี้เจอกันใหม่นะ เดินทางกลับบ้านดีๆ นะคะ” วาเอ่ยพูดกับน้องภีมส่วนประโยคหลังหันมาพูดกับภาคด้วยรอยยิ้มหวาน
ภาคส่งยิ้มกลับให้วาก่อนจะอุ้มน้องภีมเดินออกมาจากตรงนั้นโดยที่ริมฝีปากยังคงเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย จนน้องภีมเองก็อดที่จะยิ้มตามไม่ได้ เด็กชายเอื้อมมือไปจับแก้มของพ่อตัวเอง “ป๊าชอบพี่วาเหรอครับ?”
“เปล่าสักหน่อย” ภาคพูดปฏิเสธออกไปก่อนจะหันมามองน้องภีมแล้วยกมือขึ้นหยิกแก้มลูกชายอย่างมันเขี้ยว “ตัวแค่เนี้ยรู้จักแล้วเหรอว่าชอบคืออะไรห๊ะ?”
“ก็ภีมเคยดูในละครเวลาพระเอกชอบนางเอกก็จะเป็นแบบป๊าเลยครับ”
“รู้มากจังเลยนะเราเนี้ย” ภาคนอกยิ้มออกมากับความรู้มากที่แสนจะน่ารักน่าชังของลูกชายเขา ลูกชายคนเดียวของเขาที่รักดั่งแก้วตาดวงใจ รักยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดในโลกนี้เสียอีกแต่ดูเหมือนตอนนี้เขาจะมีสิ่งอื่นให้รักเพิ่มแล้วแหละ สิ่งเล็กๆ ที่อยู่ด้านหลังเขานี้ไง รอยยิ้ม ดวงตา น้ำเสียง ทุกๆ อย่างเขายังจำได้ดีเลย
วาเด็กสาวคนนี้คงไม่ธรรมดาจริงๆ สินะ
“เลิกยิ้มได้แหละ!” วายพูดตวาดน้องสาวตัวเองด้วยสีหน้าที่แสดงออกมาชัดเจนว่าหมั่นไส้ “ที่ทำเป็นตีสนิทเด็กนั้นก็เพราะอยากจะได้พ่อนี่เองแกเนี้ยมันร้ายกาจจริงๆ นะ เขาชวนไปกินข้าวที่บ้านก็รีบตอบตกลงเชียวปฏิเสธไม่เป็นหรือไงแรดจริงๆ”
“เปล่าสักหน่อย วาก็แค่ตอบไปตามมารยาทยังไม่ได้ตกลงเลยนะว่าจะไป” วาเถียงกลับเพราะเธอแค่ตอบว่าขอบคุณและมันก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไปสักหน่อยแค่ตอบไปตามมารยาทเพื่อไม่ให้คนเอ่ยชวนเสียน้ำใจเท่านั้นเอง
“คอยดูนะกลับบ้านไปฉันจะฟ้องแม่ว่าแกมันแรดและก็ใจง่ายจะไปบ้านผู้ชาย!” วายพูดขึ้นด้วยสีหน้าดุดันก่อนจะหันไปนั่งที่ด้านหลังเหมือนเดิมและหยิบมือถือขึ้นมาเล่นต่อ
วาได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจเท่านั้นกับนิสัยของพี่สาวตัวเอง หญิงสาวเก็บข้าวของเพื่อเตรียมจะกลับบ้านโดยไม่มีท่าทีว่าวายจะมาช่วยเธอสักนิดแต่ก็ช่างเถอะเธอชินแล้วแหละ
@ชุมชนแออัดแห่งหนึ่ง
เพี๊ยะ!
“โอ๊ย! แม่วาเจ็บนะ!” วาร้องโวยวายออกมาเมื่อถูกแม่ใช้ไม้ตีเข้าที่ขาอย่างแรง
“เป็นเด็กเป็นเล็กริจะมีผัวเหรอ แรดๆ อย่างแกมันต้องโดนแบบเนี้ยแหละ!” ผู้เป็นแม่ด่าทอวาออกมาด้วยสีหน้าโมโหก่อนจะยกมือขึ้นฟาดลูกสาวคนเล็กของตัวเองอีกหลายที “แกมีหน้าที่เรียนหนังสือก็เรียนไปอย่าริจะคิดมีผัวเด็ดขาด!”
“วาไม่ได้ริจะมีผัวสักหน่อย วาไม่ได้อะไรกับผู้ชายคนนั้นสักหน่อย แม่ก็เอาแต่เชื่อวายอย่างเดียว!” วายังคงเถียงกลับออกไปพร้อมทั้งวิ่งหนีแม่ของตัวเองไปด้วยเพราะเรื่องนี้เธอไม่ผิดสักหน่อย เธอไม่ได้อะไรกับคุณภาคสักหน่อยแต่วายกลับมาฟ้องแม่แถมยังใส่สีเติมแต่งลงไปอีกแล้วแม่ก็ดันเชื่อวายไม่ฟังเธอสักนิด
“นี่แกกล้าตะคอกใส่แม่เหรอ เนรคุณจริงๆ” วายได้ทีเลยรีบใส่สีเพิ่มในทันที
“ใช่แกมันนังลูกเนรคุณพ่อแม่สั่งสอนยังจะมาเถียงฉอดๆ อีก!” ผู้เป็นแม่พูดเสริมอย่างเห็นดีเห็นงามกับลูกสาวคนโตในทันทีก่อนจะถือไม้เตรียมจะตีวาต่อ “จะหนีไปไหนมาให้ฉันตีแกเดี๋ยวนี้นะเอาเลือดชั่วๆ ของพ่อแกออกมาบ้าง!”
วาหันไปมองวายด้วยความไม่พอใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ หญิงสาวเลือกที่จะวิ่งกลับเข้าไปในห้องของตัวเองก่อนจะล็อกประตูห้องเพื่อกันไม่ให้แม่กับพี่สาวเข้ามาในห้องและขังตัวเองเอาไว้ในนั้นเพราะถ้าเธอยังอยู่ข้างนอกคงได้ถูกแม่ตีตายก่อนแน่ๆ
“เปิดประตูนะนังลูกเลว!”
“อายุแค่นี้ริจะมีผัว เลือดชั่วพ่อแกมันเยอะจริงๆ”
“อยากท้องก่อนแต่งให้อายชาวบ้านชาวช่องเขาหรือไงห๊ะ!”
เสียงของผู้เป็นแม่ยังคงตะโกนด่าทอเข้ามาเรื่อยๆ จนวาเองต้องยกมือขึ้นปิดหูของตัวเองเพราะไม่อยากฟังสิ่งที่ไม่เป็นความจริงสักนิด เธอไม่เคยคิดจะแรดหาผัวตามที่แม่ว่าสักนิด เธอตั้งใจเรียนมาตลอดแต่แม่ไม่เคยเห็นความดีเธอเลย ทีกับวายแม่กับเห็นดีเห็นงามทุกเรื่องทั้งๆ ที่วายก็ออกไปเที่ยวกับผู้ชายตั้งมากหน้าหลายตาแม่ก็ไม่เคยว่าแต่กลับสนับสนุนด้วยซ้ำ อะไรๆ ก็โอ๋แต่วายส่วนเธอทำเหมือนลูกนอกคอก
“ทำไมพ่อต้องทิ้งหนูให้อยู่กับแม่ด้วย” วาบ่นพึมพำออกมาอย่างน้อยใจเพราะถ้าพ่ออยู่พ่อคงไม่ปล่อยให้เธอโดนวายกับแม่รังแกแบบนี้หรอก แต่พ่อกลับทิ้งเธอให้อยู่กับแม่ส่วนตัวพ่อก็ไปทำงานที่ต่างประเทศและไม่เคยกลับหรือติดต่อมาเลยนี่ก็หลายปีแล้ว หลายปีจนเธอคิดว่าพ่ออาจจะมีครอบครัวใหม่และลืมเธอไปแล้วก็ได้
เธอเกลียดบ้านหลังนี้ที่สุด บ้านที่หาความยุติธรรมไม่ได้เลย ถ้าเธอมีทางไปรับรองว่าเธอจะรีบไปในทันทีโดยไม่ลังเลสักนิดด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เธอยังไม่มีทางไปไงเลยทำได้เพียงอดทนและฝืนทนเท่านั้น ทำอะไรมากไม่ได้หรอกเพราะยังต้องอาศัยที่นี่ซุกหัวนอนอยู่