03 ชะตาถูกขีดมาเเล้ว

1528 คำ
"เรียกพวกผมมามีอะไรเหรอครับอาจารย์" "เรื่องที่ต้องเปลี่ยนตัวเเข่งน่ะ คือครูเองไม่ได้อยากตัดใครออกไปโดยที่ไม่มีเหตุผลนะ เราสองคนก็เก่งกันทั้งคู่ เลยกะว่าจะให้ลองทำเเบบทดสอบกันดู พวกเธอว่าไง" อาจารย์พูดได้ไม่ทันขาดคำ อาการขององศาก็ออกมาอย่างชัดเจนว่ากำลังไม่พอใจอยู่ ส่วนผมเองก็เพิ่งมารู้ว่าต้องเปลี่ยนตัวเเข่งอะไรนั้น เดี๋ยวก็เปิดประเด็นให้โดนองศาโกรธอีก... "เเล้วจะลงชื่อผมตั้งเเต่เเรกทำไมละครับ ถ้าสุดท้ายเเล้วก็เลือกมันอยู่ดี" สายตาเเบบนี้อีกเเหละ ไม่ได้อยากโดนมองด้วยสายตาเเบบนี้... เหมือนคอจะขาดออกจากบ่าเลยเนี่ย "เธอก็ช่วยเข้าใจหน่อยสิฐิระเชษฐ์ ไม่มีใครเขาอยากมาเปลี่ยนกลางคันให้มันเสียเวลาเข้าไปใหญ่หรอกนะ" "งั้นผมไม่ไปได้ไหมครับอาจารย์ ให้องศาไปเถอะครับผมเองก็ไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่ด้วย" ยืนคิดอยู่นานสองนานว่าควรจะพูดออกไปดีไหม เเต่ว่า...ไม่อยากไปเป็นคู่เเข่งกับองศาจริงๆ ไม่วิธีไหนก็วิธีหนึ่งที่จะโดนองศาเล่นงานกลับเพราะหมั่นไส้เเน่ๆ เมื่อเป็นเเบบนั้นเเล้วผมก็เลยเลือกที่จะไม่เสี่ยง... "ไม่ต้อง...เเข่งก็เเข่งดิ ไม่ต้องมาทำเป็นยอมให้กู สำหรับกูมันไม่ได้ดูดีเลยนะ" น้ำลายเหนียวๆถูกเจ้าของร่างกายลอบกลืนลงลำคอไปด้วยความยากลำบาก ต้นเหตุนั้นมาจากน้ำเสียงขององศา ช่างน่ากลัวยังไงชอบกล เหมือนจะไม่มีอะไรทว่าลองตั้งใจฟังมันยังคงเเฝงความดุร้ายไว้ได้อย่างสมบูรณ์เเบบ เนียนกริบไร้ที่ติเลยทีเดียวเชียว "งั้นก็เอาตามนั้นละกันนะ ณัฐธรธิบดิ์" "ครับ ก็ได้ครับ" "ทำให้ได้นะ ครูเป็นกำลังใจให้" อาจารย์กาญจนาพูดจบปุ๊บก็ยื่นมือมาเเตะไหล่ผมปั๊บ ทำอย่างกับว่าสนิทกันมากทั้งที่ความจริงก็ไม่ได้ขนาดนั้นสักกะหน่อย อีกทั้งยังทำต่อหน้าต่อตาขององศาเลยด้วย... ก่อนจะเดินออกไปหน้าตาเฉยมาทิ้งระเบิดไว้ให้งี้อะนะ เลือดเย็นมาก... "อย่าให้กูรู้ทีหลังนะ ว่าการเเข่งกันครั้งนี้ไม่ขาวสะอาด" "เราไม่ทำเเบบนั้นหรอกองศา เราโตพอที่จะรู้ว่าอะไรควรไม่ควร" "มึงทำให้ได้ด้วย ไม่ใช่สักเเต่จะพูดอย่างเดียว" เอายังไงกับไอนี่ดีวะเนี่ย ประโยคเเต่ละประโยคที่พ่นออกมาจากปากของนายฐิระเชษฐ์ไม่เคยน่าฟังเลยสักคำ เอาจริงๆก็ไม่ได้อยากฟังเลยด้วย สงสารหูตัวเองทุกครั้งที่ได้ยินทั้งที่ตั้งใจเเละไม่ได้ต้้งใจ เวลาแปดโมงครึ่ง นักเรียนทุกคนเข้าเเถวทำกิจกรรมหน้าเสาธงกันเสร็จสิ้นเรียบร้อยเเล้ว เหลือเวลาอีก ครึ่งชั่วโมงจึงจะเข้าคาบเเรก เเต่ทุกคนต้องประจำห้องเรียนในเวลาที่กำหนดไว้ ไม่เช่นนั้นอาจถูกลงโทษตามกฎของโรงเรียนได้ ผมกับสีเทียนเรียนคนละตึกกันเลย เเล้วประเด็นคือไกลกันโคตรๆ ผมเรียนอยู่ตึกห้า ส่วนสรเทียนอยู่ตึกสอง ระยะทางรวมๆเเล้วก็หลายกิโลเลยล่ะ โรงเรียนใหญ่โตก็งี้เเหละเดินจนขาหักก็ไม่ทั่ว เอาจริงๆผมว่าผมไม่เหมาะกับที่นี่เลยด้วยซ้ำ มันใหญ่เกินไปจนเจียมตัวเเทบไม่ทัน... "สีน้ำ..." "ห๊ะ..." ในระหว่างทางที่กำลังมุ่งหน้าไปตึกเรียน ก็มีคนมาเรียกเฉยเลย เเอบเเปลกใจ เพราะปกติไม่ค่อยมีใครเเตะเนื้อต้องตัวเเบบนี้... "เราเอง ไม้ไง" "อ๋อ ไม้เพื่อนองศา" ปกติผมเองเป็นมิตรกันทุกคนเลยนะ เเต่พอเป็นกลุ่มขององศามันก็รู้สึกเเปลกๆขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ไม่ค่อยอยากต่อบทสนทนาด้วยสักเท่าไหร่เพราะมันมักจะพาความเดือดร้อนตามมาเสมอ "ไอองศามันฝากให้เรามาเอาการบ้านวิชาภาษาไทยอะ" "เเล้วทำไมองศาไม่มาเอาเองละ ของก็ของตัวเองยังจะใช่คนอื่นมาเอาให้อีก" สีน้ำพลางพูดไปทำไป เขากำลังค้นหาสมุดวิชาภาษาไทยของนาย ฐิระเชษฐ์ ในกระเป๋าผ้าสีขาวที่สะพายอยู่บนไหล่ซ้ายด้วยความทุลักทุเล "อะนี่ สิบจบ ละก็นี่เเต่งกลอนสี่บท ครบ" "โห้ มันให้เเกทำเยอะขนาดนี้เลยเหรอ เพิ่งรู้ นึกว่านิดๆหน่อยๆ" "ก็เท่านี้มาสองปีเเล้วเนี่ย" "ไว้เดี๋ยวเรากลับไปด่ามันให้ เครปะ" "ไม่ต้องหรอก นายก็รู้ว่ามันไม่ได้ช่วยอะไร" จะว่าไป ไม้ก็พอจะถูไถได้นะเนี่ย ถูกชะตาใช่เล่น ปกติไม่ค่อยได้มีโอกาสคุยกัน เพราะว่าองศาน่าจะสั่งห้ามไม่ให้ยุ่ง เสียดาย ไม้ก็ดูเป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่งเลยล่ะ "งั้นเราไปก่อนนะ เจอกันบนห้อง" ผมพยักหน้าตอบ ก่อนที่จะต่างคนต่างเเยกย้าย ผมกับองศาโตมาด้วยกัน เท่าที่จำความได้ก็มีองศาเล่นเป็นเพื่อนมาตลอด เเต่พอมาพักหลังๆเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เเอบใจหายเหมือนกัน เพราะเมื่อก่อนองศาใจดีกับผมมาก ของเล่นที่เป็นของตัวเองก็มักจะเอามาเเบ่งให้เล่นตลอดไม่เคยหวงเลย เขาเปลี่ยนไปตั้งเเต่ที่เเม่เริ่มไม่ค่อยกลับบ้านเเล้วก็หายไปในที่สุด ผมยังหาคำตอบไม่เจอว่าไปทำอะไรให้ไม่พอใจถึงขั้นเกลียดขี้หน้าได้ขนาดนี้ มันเหมือนทุกคนค่อยๆหายไปจากชีวิตของสีน้ำทีละคนๆ เเล้วสุดท้ายก็เหลือตัวคนเดียว เเต่โชคก็ไม่ได้ใจร้ายมากถึงขั้นสุด คุณหญิงท่านเมตตาให้ทั้งค่าเทอมทั้งค่ากินค่าใช้ เเถมยังชอบชวนให้ย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านสิงหไตรทิพย์ด้วยกันหลายต่อหลายรอบ ทว่าพอมองไปที่องศาคำตอบก็เเทบจะไม่ต้องคิด ยังไงก็ต้องปฏิเสธอยู่เเล้ว... . . . "มึงเอาของมึงไปเลย ใช้เพื่อนหนักขนาดนั้นเกินไปปะวะ" ทั้งสมุดทั้งชีทต่างๆถูกไม้โยนลงโต๊ะม้าหินไปด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะนั่งลงบริเวณที่ว่างซึ่งอยู่ตรงข้ามกับองศาเลยพอดี "เป็นห่าไร จะเดือดร้อนเเทนมันทำไมก่อน มันไปฟ้องอะไรมึงอีกละ" "ไม่มีใครฟ้องอะไรกูทั้งนั้น เเต่ก็ดูมึงทำดิ มึงไม่เคยเป็นเเบบนี้เลยนะเว้ย ทำไมพักหลังๆเป็นงี้วะ มันมีอะไรที่กูยังไม่รู้ใช่ไหม" "เออนั้นดิ เมื่อก่อนกูก็เห็นมึงกับสีน้ำเเทบจะสิงกันอยู่ทุกวี่ทุกวัน ห่างนิดห่างหน่อยก็เชง่อหา" บาสรีบสมทบไม้ทันที ครั้นความเห็นค่อนข้างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน "กูก็มีเหตุผลของกู เเต่กูยังไม่อยากบอกใคร" บทสนทนาเริ่มตึงเครียดเข้าไปทุกวินาที เป็นเพราะความเห็นเริ่มไม่ตรงกันสักเท่าไหร่ องศาไม่เคยเล่าเรื่องที่ถูกเเม่ของสีน้ำพรากพ่อของตนออกจากชีวิตไปให้ใครฟังเลยเเม้เเต่คนเดียว เขากลัวว่าทุกคนจะมองสีน้ำเเบบที่เขามอง เเค่เขาคนเดียวมันก็ทำให้สีน้ำอึดอัดจนอกเเทบระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆเเล้ว เเต่ว่าตัวขององศาเองไม่สามารถกลับมามองสีน้ำเป็นเเบบเดิมได้อีกต่อไปเเล้ว "ไม่อยากบอกใคร หรือว่าเหตุผลของมึงมันฟังไม่ขึ้นกันเเน่" "ไอเหี้ยไม้!" ร่างหนาทั้งสองที่อยู่ตำเเหน่งตรงกันข้ามในตอนนี้ต่างพากันลุกขึ้นประจันหน้ากันทันที คำพูดของไม้คล้ายน้ำมันราดลงบนกองไฟ ทำให้องศายิ่งเดือนดาลเป็นเท่าทวีคูณ องศาพยายามแอบซ่อนความรูู้สึกผิดหวังอย่างสุดกำลัง เพราะถ้อยคำที่เล็ดลอดออกมาจากปากเพื่อนสนิทของตนกระทบเข้าที่บาดเเผลรอยใหญ่ในใจเขาอย่างจัง "ทำไมวะ ถ้ากูพูดผิดมึงก็เเค่เเก้ให้ถูก มึงจะให้กูมองมึงไม่ดีไปตลอดเลยหรือไง มึงเเก้ตัวหน่อยดิว่ามันไปทำอะไรให้มึงนักหนา" "เเม่มัน..." "นายติณณภพ อยู่นี่นี่เองครูหาตั้งนาน" เเม่มันเป็นต้นเหตุที่ทำให้กูไม่ได้เจอหน้าพ่อตัวเองมาหลายปีเเล้ว กูคิดถึงเขาทุกวันเเต่กูไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ ใกล้เเค่เอื้อม หรือไกลเกินเอื้อมกูเองก็ไม่รู้จริงๆ... #ชะตาเคียงกัน เติบโตมากับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อ ไม่ว่าช่วงเวลาที่สุขหรือทุกข์ก็จะมีพ่ออยู่ข้างๆมาตลอด วันหนึ่งเขาไม่อยู่ข้างๆอย่างที่เคยเป็นเพราะถูกใครบางคนมาเเย่งไปหน้าตาเฉย ภายในใจของเด็กมัธยมปลายที่วุฒิภาวะไม่ได้มากมายถึงเพียงนั้น คงเปิดใจรับเรื่องอย่างว่าในเร็ววันไม่ได้...
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม