CHAPTER 6
“เชิญทางนี้เลยครับ บก รออยู่ครับ”
“ขอบคุณครับ” พอเขาผายมือเชิญให้เดินนำก่อนทว่าผมกับยิ้มแล้วเอ่ยออกมา “เดี๋ยวผมเดินตามเองครับ”
ผมเดินตามผู้ชายตัวสูงท่าทางดูดีใช่เล่นอีกทั้งกิริยามารยาททุกอย่างก็โอเคหมดถึงแม้จะเป็นเพียงแค่หน้าที่ที่เขาได้รับมอบหมายมาก็ตามแต่ชื่นชมนะกับการทำหน้าที่ได้ดี ผมเดินตามมาไม่นานนักก่อนมาหยุดลงหน้าห้องหนึ่งซึ่งไร้ชื่อใดๆ ทั้งสิ้น
เขาเคาะประตูสามครั้งก่อนเปิดประตูกว้างหันมาเชิญให้เข้าไปในห้องนี้และพอก้าวเข้าไปความเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศตีแผ่กระทบใบหน้าในทันที ด้วยความที่อุณหภูมิในห้องนี้ต่ำกว่าอุณหภูมิด้านนอกดูท่าว่า บก คนนี้จะชอบอากาศเย็นมากเป็นพิเศษก็ว่าได้
ในห้องกว้างนี้ฟากหนึ่งมีหน้าต่างแบบ full window ทรงสูงโปร่งอวดวิวแม่น้ำสายหลักถัดมาจากหน้าต่างกระจกก็มีการตกแต่งด้วยม่านสีแดง
ทุกอย่างในห้องนี้ล้วนแล้วตกแต่งเด่นมากไปด้วยสีแดงดำเป็นหลักผู้เป็นเจ้าของห้องอยู่หลังเก้าอี้สีดำที่กำลังหันไปทางวิวซึ่งเอาจริงไม่เห็นแม้แต่ปลายเส้นผมของอีกฝ่ายสักนิดกระทั่งสายตาของตัวเองก็เหลือบไปเห็นป้ายหินอ่อนสีขาวบนหินอ่อนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันเล็กๆ ที่ตั้งไว้บนโต๊ะทำงานเด่นออกมามีตัวอักษรอ่านแล้วผมแทบอยากเดินออกจากห้องนี้ไปเลย
ผมไม่พอใจ
ผมกำลังใจร้อน
และผมก็กำลังจะหมดความอดทน
“บก ครับ คุณศิลา ตะวันพิศาลมาแล้วครับ” แต่คงไม่ทันแล้วเพราะพอเสียงพูดจบประโยคเก้าอี้ก็หันมาให้ได้เห็น จังหวะนรกในการประสานสายตาของทั้งผมกับเธอมันพังพินาศยิ่งกว่าอะไรเสียอีก “คุณศิลานี่คุณไอรีนเป็น บก ของนิตยสารเราครับ”
ไอรีน... คงหนีไม่พ้นสินะ
ไอรีน... ผู้หญิงใบหน้าเก๋มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองหากมองว่าน่ารักสวยก็จะไร้ที่ติแต่หากมองอีกด้านหนึ่งจะสามารถบอกได้เลยว่าหน้าหยิ่งไม่เป็นมิตร
เลือกแล้วแต่คนจะมองมากกว่า
“สวัสดีค่ะคุณศิลา ยินดีที่ได้รู้จักอีกนะคะ” ประโยคแรกของการทักทายก็ธรรมดาแต่กลับไม่ธรรมดาสำหรับผมเสียนี่ ผู้หญิงรวบผมสีดำเหลือบเทาไปมัดด้านหลังบนตัวบางๆ ของเธอมีเดรสสีดำสนิทสวมทับด้วยเบลเซอร์สีแดงเข้มให้สไตล์หรูหราด้วยเครื่องประดับสีเงินน้อยชิ้นตรงลำคอกับนิ้วมือ “เชิญนั่งค่ะ”
ผมยังยืนที่เดิมในขณะที่ผู้ชายที่พามากำลังเดินออกจากห้องนี้
เท่ากับว่าในตอนนี้เหลือเพียงแค่ผมกับเธอเท่านั้น
“ยินดีที่ไม่เคยรู้จักครับ”
“...”
“อ้อ... ยินดีที่ได้รู้จักครับ” และนั่นคือประโยคที่ผมเอ่ยทักทายไปโดยไร้รอยยิ้มหรือคำว่ายินดีเลย ดูท่าทุกอย่างมันคงพังตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้นเสียแล้วล่ะ “และผมคงต้องปฏิเสธการให้สัมภาษณ์กับนิตยสารของคุณเสียแล้วครับ”
“อย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงานสิคะ”
แล้วเธอก็ฟาดประโยคนี้เข้ามาจู่โจมทันที
“ไม่ปนหรอกครับผมแยกแยะได้อีกอย่างเรื่องส่วนตัวผมมันไม่ได้ดีเด่นให้จดจำอะไรขนาดนั้น”
“แน่ใจใช่มั้ยในสิ่งที่พูดมาคุณศิลา” ความแพรวพราวบวกกับความเจ้าเล่ห์ที่มากด้วยประสบการณ์กำลังถูกนำออกมาให้ผมได้เห็นอีกทั้งนิ้วมือเรียวขาวทั้งห้านิ้วข้างซ้ายไร้เครื่องประดับใดๆ ทั้งสิ้นยังคงเคาะเป็นจังหวะเบาๆ บนแฟ้มเอกสารสีดำตรงหน้า “งั้นถ้าไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวก็นั่งลงคุยเรื่องงานไม่ดีกว่าเหรอ”
จะต้อนให้จนมุมให้ได้เลยใช่ไหม
“ผมขอปฏิเสธ”
“ทั้งพี่พ่อคุณขอ?”
“คุณรู้ได้ยังไง”
“…” อีกฝ่ายไม่ตอบผมแถมยังยกมือขึ้นกอดอกทำท่าทางเหนือกว่าความดื้อด้านยังไม่เกินไปจริงๆ สำหรับผู้หญิงคนนี้และเมื่อเธอได้เห็นผมยอมนั่งริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสดจึงยกยิ้มขึ้นด้วยความพอใจ “ก็รู้มาเล็กน้อย”
“…”
“โมโหเหรอคะคุณศิลา มันเรื่องเล็กน้อยมากเลยนะคะเพราะคนแบบฉันรู้เยอะกว่านี้”
“อย่างเช่น?”
รู้มากจริงหรือเปล่า
งั้นยกตัวอย่างมาสิ
“คุณศิลากำลังจะแต่งงานกับคุณแทรีน่า”
“อันนี้เรื่องภายในครับ คนนอกไม่ยุ่ง” นัยน์ตาเล็กไม่แสดงท่าทางอะไรออกมาทั้งสิ้นยังดูเฉยเมยเฉกเช่นในตอนแรกทว่าร่างกายต่างหากที่นิ่งไปราวกับรูปปั้น “แค่นี้ใช่มั้ยครับ”
“ทำไมกลืนน้ำลายตัวเองล่ะคะ ไม่อยากให้ลูกรู้ว่าแม่มีครอบครัวใหม่แล้วทำไมถึงกลับทำเสียเองกันคุณศิลา”
“…”
“คราวนี้จะบอกลูกยังไงดี นึกหรือเปล่า”
“ลาวา...”
ผมเอ่ยชื่อของเธอเป็นครั้งแรกด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวซึ่งดูเหมือนคนตรงหน้าไม่กลัวด้วยซ้ำไป
“อย่างว่าด่าหรือเกลียดคนอื่นไว้มากถ้าหากจะเดินรอยทำตามคนที่ด่า”
“…”
“มันดูทุเรศสิ้นดี”
“…”
“ว่ามั้ยคะ?” รอยยิ้มเหยียดเกิดจากการเยาะเย้ยยังไม่จางหายไปจากคนตรงหน้า นัยน์ตาเล็กรู้สึกสะใจอย่างเปิดเผยที่ได้พูดแบบนี้กับผมและดูเหมือนมันจะไม่จบอย่างดีๆ เลยเพราะพอรอยยิ้มนั้นจางหายไปราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้นใบหน้าที่เป็นเอกลักษณ์กับเชิดขึ้นก่อนปล่อยประโยคออกมา “หรือว่าต้องสรรหาประโยคแรงกว่านี้ดี”
“อย่าเอาเรื่องส่วนตัวปนกับเรื่องงานสิครับ”
“…”
“เพราตอนนี้คุณกำลังเป็นแบบนี้อยู่”
“…”
“ใช่มั้ยนะ”
“หึคิดแบบนั้นเหรอคะงั้นกลับไปถามว่าที่แม่ยายคุณศิลาสิคะ... ว่าเมื่อคืนไปบ้านฉันดึกดื่นทำไมกัน”
“…”
ข้อนี้ผมพึ่งรู้จึงค่อนข้างแปลกใจมากเมื่อสิ่งที่คู่สนทนาพูดขึ้นมันเกี่ยวกับคุณหญิงด้วยเกล้าซึ่งเป็นแม่ของแทรีน่า จากที่สังเกตได้มันต้องมีอะไรมากกว่านี้อย่างแน่นอนไม่อย่างงั้นคนอย่างเธอไม่เล่นประเด็นนี้ขึ้นมาหรอก
ลาวาเป็นประเภทที่หากอยากเจาะอะไรบางอย่างเพื่อให้อีกอีกรับรู้เธอจะเกริ่นขึ้นมาเพียงนิดหน่อยจากนั้นก็จะเล่นกับความอยากรู้ของคนให้ไปค้นหาเองเท่านั้น
แล้วเธอก็เล่นประเด็นเป็นเสียด้วย
ตอนนี้ผมอยากรู้จนแทบคลั่งเลยแหละ
“หากไปก็ฝากถามด้วยว่าเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงานทำไม”
“เขาไปทำไม คุณหญิงด้วยเกล้าไปทำไม”
“รนหาที่มั้ง”
สายตาแข็งกร้าวถูกส่งออกมาอย่างเต็มรูปแบบโดยปราศจากการกักเก็บเอาไว้จากนั้นเธอก็เป็นฝ่ายหมุนหันเก้าอี้ไปอีกด้านหนึ่งซึ่งตรงกับวิวด้านนอก เสี้ยวใบหน้าที่อยู่ในสายตาของผมยังเชิดหยิ่งไม่ต่างจากก่อนหน้าเท่าไหร่การเจอกันในครั้งนี้สิ่งเดียวที่ทำให้ผมเห็นการเปลี่ยนไปของเธอก็คือการคาดเดาอยากของอีกฝ่าย
จากที่คาดเดาง่ายกับเปลี่ยนเป็นยาก
จากที่แค่มองตาก็รู้ว่าคิดอะไรเปลี่ยนเป็นไม่รู้
แล้วผมต้องทำยังไงกันเพราะประโยคคำตอบมันดูเหมือนมีอะไร
“…”
“คุณหญิงด้วยเกล้าเขามาขอให้แทรีน่าขึ้นปกค่ะ” ไม่คิดว่าเธอจะยอมบอกง่ายๆ การพูดโดยไม่หันใบหน้ามามองคู่สนทนาแน่นอนถ้าเป็นคนอื่นผมไม่ยอมหรอกแต่ตอนนี้มันเป็นเธอไง สายตาของลาวาจ้องไปยังวิวตรงหน้าไม่เปลี่ยนไปไหนจับจ้องมันอยู่ตรงนั้น “แต่คุณศิลารู้มั้ยว่าโลกนี้ไม่มีอะไรฟรีๆ”
“อะไรคือการแลกเปลี่ยน?”
“การที่คุณมาอยู่ตรงนี้ไง”
“…” แลกกับที่ผมมาให้สัมภาษณ์งั้นเหรอ “คุณหญิงด้วยเกล้าไม่ได้ไปคนเดียวใช่มั้ย”
“รู้คำตอบแล้วเหรอคะ”
“อย่ากวน”
พ่อผมมากับคุณหญิงด้วยเกล้างั้นเหรอ
ผมเป็นสิ่งของถูกแลกเพื่อให้แทรีน่าขึ้นปกงั้นเหรอ
“ถ้าคุณศิลาทำตามที่พ่อคุณบอกก็ใช่นั่นแหละ แบบนี้แล้วยังจะปฏิเสธอยู่มั้ยคะ” พูดจบลาวาก็งั้นตัวมามองคู่สนทนาแบบปกติซึ่งยอมรับเลยว่ามันโคตรดูกวนอีกหลายเท่าตัว “ถ้าหากจะปฏิเสธก็ได้ทางนี้ไม่บังคับอะไรคุณศิลาเลยนอกจากจะไม่ทำตามที่ตกลงกันเอาไว้แค่นั้น”
“คุณไอรีนคิดว่าจะบังคับใครได้ตลอดเหรอครับ”
“ไม่รู้สิคะแต่ก็อยากจะรู้เหมือนกัน”
แค่นี้ก็แน่ชัดแล้วว่าอีกฝ่ายมองพวกผมเป็นแค่หมากตัวหนึ่งในเกมเพื่อที่จะเชื่อมให้ไปถึงจุดที่เธอต้องการจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นมันก็ช่างแม่งเหมือนอยากได้ก็ต้องได้แต่พอไม่อยากได้ขึ้นมาก็จัดการถีบหัวส่งท้ายลงไปเท่านั้นเอง
“งั้นผมต้องขอปฏิเสธแล้วกัน” สิ้นประโยคของผมอีกฝ่ายก็ไม่มีความสะทกสะท้านอะไรทั้งนั้นนอกจากจะเฉยๆ เสียมากกว่าอีกทั้งยังส่งยิ้มมาให้ “ขอตัวนะครับ”
“เดี๋ยวสิคะ”
“คุณไอรีนก็ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการแล้วไม่ใช่เหรอ คุณไม่ได้คาดหวังว่าผมจะร่วมงานสักหน่อย” ทำไมจะไม่รู้ทันกันสำหรับนิตยสารที่แทรีน่ากำลังจะถูกถอดจากปกไม่มีผลอะไรให้เธอง้อสักนิด ไม่ได้หรือว่าส่วนได้ส่วนเสียสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการคือได้ได้เห็นผมมาอยู่ที่นี่ต่างหากต่อให้ผมปฏิเสธหรือว่ายอมมันก็อยู่จุดที่ทำให้ลาวา “มันเป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ”
“รู้แล้วก็อยู่ต่ออีกนิดสิ”
“ไม่มีความจำเป็น”
“เหรอคะแล้วคุณศิลารู้อะไรมั้ยคะว่าตึกนั้นเป็นของใคร?” ลาวาหันไปเหมือนกันหน้าอีกรอบหนึ่งแต่รอบนี้ร่างเล็กลุกขึ้นเต็มความสูงของตัวเองก่อนเดินไปไม่ถึงสามก้าวแล้วก็หยุดยืนมองตึกหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่แต่เด่นมากทำไมผมจะไม่รู้ว่าตึกนั้นใครเป็นเจ้าของในเมื่อสามชั่วโมงก่อนหน้าผมพึ่งจากที่นั่นมา “สวยดีนะคะแต่... น่าทุบให้พัง”
“พูดดีๆ หน่อย”
ไม่มีใครพอใจหรอกหากได้ยินแบบนี้
“หึ...” ผมได้ยินมันชัดเจนกับการเย้ยในครั้งนี้ ความห่างระหว่างผมกับเธอมันมีช่องว่ามากเหลือเกินยิ่งตอนนี้ผมไม่เห็นว่าอีกฝ่ายทำหน้ายังไงเพราะเห็นแค่แผ่นหลังเท่านั้น “ญาติคุณศิลามีมั้ยที่จะทำธุรกิจแบบไม่เบียดเบียนคนอื่น”
“…”
“มีมั้ยที่ไม่ต้องทำให้คนอื่นเดือดร้อน”
“คุณต้องการอะไรไอรีน”
“นึกว่าจะไม่ถามเสียแล้ว” แล้วลาว่าเธอก็หันหน้ามาประจันกับผมที่หมุนเก้าอี้ไปตรงกันกับเธอพอดี เราทั้งสองมองหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมแพ้ใครและครั้งนี้ก็ไม่มีอะไรมาขวางช่องว่างระหว่างเราทั้งสองคนด้วย “ป้าคุณยังอยู่ดีมั้ย?”
“อย่าเฉไปทางอื่นเลย”
“ไม่เฉเพราะที่ฉันถามก็เพราะว่าถ้าฉันมาป้าคุณต้องไม่อยู่ดีแน่”
“…”
“อย่างแรกเลยที่ฉันจะทำ มันคาดไม่ถึงเลยละ” แล้วลาวาก็หันกลับไปมองวิวด้านนอกอีกครั้งทว่าครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิมก็เพราะว่าตึกที่เธอเอ่ยถามผมมันถล่มพังลงไปในพริบตาจนผมต้องลุกขึ้นแล้วเดินไประนาบเดียวกันกับเธอ นัยน์ตาลาวาหันมามองผมแบบเรียบเฉยมาก “นี่คือของขวัญชิ้นแรกจากฉันค่ะคุณศิลา”