1/1 เสียดายความหล่อ
“เรียนชั้นห้าใช่ไหมสรุป”
“ใช่ แจนจองที่เอาไว้ให้แล้ว รีบมาล่ะสายแล้ว”
“โอเค เตยมาถึงหน้าตึกแล้ว กำลังจะขึ้นไป”
ร่างเล็กในชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังเร่งฝีเท้าขั้นสุดด้วยอีกห้านาทีข้างหน้าก็จะถึงเวลาเรียนแล้ว ตุลยดามาถึงตึกแห่งนี้สายเนื่องจากเธอมัวแต่อ่านหนังสือจนลืมดูเวลา
ลงจากวินมอเตอร์ไซค์ได้ก็รีบวิ่งเข้าตึกคณะนิติศาสตร์ทันที เห็นคิวต่อลิฟต์แล้วก็รู้ได้ในทันทีว่าไม่ทันแน่ หญิงสาวจึงเดินเลี่ยงขึ้นบันไดแทน
โอ๊ยยยยย!
“ขอโทษค่ะ”
กำลังจะเดินเลี้ยวไปยังทิศทางของห้องเรียนก็เผลอไปเดินชนกับร่างสูงใหญ่ของใครเข้าเสียก่อน เธอมองหน้าอีกฝ่ายพร้อมกล่าวคำขอโทษ
“ไม่เป็นไรครับน้องเตย เพื่อนพี่มันไม่เป็นไรหรอก”
“กูบอกเหรอว่ากูไม่เป็นไร” คนโดนชนว่าขึ้นมา
“แล้วมึงจะเป็นไรได้ ตัวอย่างกับยักษ์น้องเตยตัวเล็กกว่ามึงตั้งเยอะ รีบไปเรียนเถอะน้องเตย”
ตุลยดาจึงคลี่ยิ้มเพียงเล็กน้อยให้ผู้ชายกลุ่มนั้นก่อนจะรีบเดินเข้าห้องเรียนไปได้ตรงเวลาพอดิบพอดีหญิงสาวพาตัวเองไปนั่งลงที่นั่งที่เพื่อนทั้งกลุ่มจองเอาไว้ให้
“สภาพงี้วิ่งขึ้นบันไดมาชัวร์”
“ก็คนต่อแถวมันเยอะ รอไม่ไหวหรอก”
ขืนยืนต่อแถวรอลิฟต์โดยสารคงต้องรออย่างน้อยห้าถึงสิบนาที สู้วิ่งขึ้นบันไดมาเลยดีกว่า
“คราวหลังก็อย่าขยันให้มันผิดเวล่ำเวลา กะจะกวาดเอเรียบใช่ไหมเทอมนี้น่ะ”
“เทอมนี้แค่ให้วิแพ่งพ้นเอฟก็รู้สึกดีแล้ว”
“พูดถึงวิแพ่งแล้วก็ท้อ อ่านไงให้ทันอีกแค่เดือนเดียวเอง”
ยงธนาชายเพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางหญิงสาวพูดขึ้นมาพร้อมกับระบายลมหายใจเหยียดยาวด้วยความรู้สึกท้อแท้
“แหม ทำเป็นพูด เทอมที่แล้วนะก็บ่นวิชาตั๋วเงินแบบนี้ล่ะ สุดท้ายมันได้ตั้งบีบวก”
มายาวีว่าขึ้นด้วยความหมั่นไส้ ไอ้เพื่อนคนนี้ทำเป็นบ่นนั่นบ่นนี่แต่สุดท้ายยงธนาก็ไม่เคยได้เกรดแต่ละวิชาต่ำกว่าบีเลย
แตกต่างจากมายาวีและจริยาที่ต้องลุ้นระทึกกันทุกเทอมว่าจะได้เอฟกันไหม พอได้ดีแทนเอฟก็รู้สึกโล่งอกโล่งใจไปหมด
“นี่ว่ายังไงโยก็ได้วิแพงบีขึ้นอะ เผลอ ๆ อาจจะได้เอเลย”
จริยาสาวหวานประจำกลุ่มเสริมขึ้น กลุ่มเพื่อนสนิทกลุ่มนี้คบหากันมาตั้งแต่ปีหนึ่งเลยรู้ทันกันไปเสียหมด ยงธนาและตุลยดาเป็นเด็กทุน แตกต่างจากจริยาและมายาวีที่เสียเงินจ่ายค่าเทอมเอง
“อาจารย์มาแล้ว”
ตุลยดารีบทักท้วงขึ้นเมื่อเห็นว่าอาจารย์ผู้สอนย่างกรายเข้ามาในห้องเรียน วิชานี้เป็นวิชากฎหมายครอบครัววิชาที่หญิงสาวชอบที่สุดตั้งแต่ได้เรียนนิติศาสตร์มาเลย
วันนี้เป็นคาบสุดท้ายแล้วก่อนที่ช่วงเวลาหนึ่งเดือนต่อจากนี้จะต้องเป็นฤดูกาลอ่านหนังสือทบทวนเนื้อหาที่เรียนมาทั้งหมด จดจำมาตราให้ขึ้นใจเตรียมพร้อมที่จะไปสอบปลายภาค
“วันนี้คาบสุดท้ายแล้วนะนักศึกษา อ่านหนังสือกันได้เยอะหรือยังเอ่ย?”
เสียงหวานใสของอาจารย์สาวประจำวิชากฎหมายครอบครัวเอ่ยถามนักศึกษาทุกคนในห้องด้วยรอยยิ้มชวนให้ชื่นใจ
“วันนี้อาจารย์น้ำขิงอย่างสวยเลย”
ยงธนามองอาจารย์สาวสวยด้วยรอยยิ้ม การได้เรียนกับอาจารย์น้ำขิงเป็นสิ่งที่ทำให้เขาขยันตั้งใจเรียนมาตลอดทั้งเทอม
“เทอมหน้าไอ้โยชวนเราลงเซคที่อาจารย์น้ำขิงสอนอีกตามเคย” มายาวีรำคาญเพื่อนชายฉิบหายที่เอ่ยชมความสวยความงามอาจารย์น้ำขิงให้เพื่อนในกลุ่มฟังได้ทุกวี่ทุกวัน
วิชาไหนที่มีอาจารย์น้ำขิงเปิดเซคสอนยงธนาจะลงเซคนั้นตลอด เพื่อนในกลุ่มเลยต้องพลอยได้ลงเรียนด้วยกัน
“แน่นอนสิ เรียนกับคนสวยแล้วขยันยังไงไม่รู้”
“งั้นเทอมหน้าเราลงเรียนกับคนหล่อบ้างดีกว่ามาย”
“ใคร? อย่าบอกนะว่าอาจารย์โชนน่ะ แค่นึกถึงหน้าก็สยองแล้วอะ”
อาจารย์โชนเป็นอาจารย์ที่หล่อที่สุดในบรรดาอาจารย์ผู้ชายคณะนิติศาสตร์ก็จริงแต่ความหล่อดันสวนทางกับความใจดี ใครเขาก็รู้กันไปหมดว่าคนนี้น่ะสอนดุดันจริงจัง ไม่มีเวลาให้ได้หัวเราะเฮฮาสักนิด
สู้อาจารย์น้ำขิงของเขาก็ไม่ได้ ทั้งสวยทั้งใจดี สอนสนุกเฮฮา ถูกใจนักศึกษาทั้งคณะ
“ยังไงก็แล้วแต่ เทอมหน้าลงวิอาญาเซคอาจารย์โชนนะ ถ้าแกไม่ลงพวกฉันก็ไม่ลงเซคอาจารย์น้ำขิงเหมือนกัน”
“เออ ตกลง”
กว่าจะเรียนเสร็จก็ราวหกโมงเย็น ทั้งหมดตกลงกันว่าจะไปกินข้าวที่หลังมหาวิทยาลัย เลือกเป็นร้านอาหารกึ่งคาเฟ
ตุลยดาติดรถยนต์มากับมายาวีส่วนจริยานั่งซ้อนจักรยานยนต์ของยงธนาตามหลังมา ทั้งสี่เลือกนั่งโต๊ะโซนด้านนอกกัน วันนี้อากาศค่อนข้างดีไม่ได้รู้สึกร้อน
“แจนเอาก๋วยเตี๋ยวเส้นบะหมี่กับน้ำลำไยนะเตย”
“โอเค มายล่ะกินไร”
“มายกินข้าวพริกเผาหมูกรอบก็แล้วกัน นมสดปั่นด้วยนะ”
ตุลยดาพยักหน้ารับก่อนจะจัดการเขียนรายการอาหารเครื่องดื่มที่เพื่อน ๆ สั่งใส่กระดาษจดออเดอร์ของทางร้าน
“ของโยเหมือนเดิมเลยนะเตย”
“โอเคได้เลย”
“คุณเพื่อนกะจะไม่กินอย่างอื่นเลยเหรอนอกจากข้าวผัดหมึกเนี่ย”
เหมือนเดิมที่ว่าของยงธนาคือเมนูข้าวผัดหมึกที่ไม่ว่าจะไปข้าวกันที่ร้านไหนก็ต้องสั่งทุกครา ถ้าวันไหนไม่อยากเห็นชายหนุ่มกินเมนูนี้ก็ต้องแกล้งสั่งผิดให้มันบ้าง
“ก็คนมันชอบ”
“ถ้าข้าวผัดหมึกเป็นคนคงคบกันได้หลายปีน่าดู”
ทั้งโต๊ะส่งเสียงหัวเราะกันออกมาเมื่อรู้สึกชอบใจในคำพูดดังกล่าว ยงธนารักมั่นไม่เสื่อมคลายกับเมนูข้าวผัดหมึกแม้แต่น้อย
“ตามนี้นะ เตยไปสั่งอาหารก่อน”
ตุลยดาลุกจากโต๊ะที่นั่งเดินเข้าไปภายในร้านยื่นใบออเดอร์ที่เขียนให้กับพนักงานก่อนจะหมุนตัวหมายมุ่งเดินกลับโต๊ะ แต่ก็เจอคนรู้จักเข้าก่อน
“อ้าว! น้องเตย เจอกันอีกแล้ว มาคนเดียวเหรอ”
“มากับเพื่อน ๆ ค่ะพี่ชัช”
ชัชชนคือคนที่เธอเจอเมื่อช่วงบ่าย เธอเผลอไปเดินชนเพื่อนในกลุ่มของอีกฝ่ายเข้าจึงได้เจอหน้ากัน ตกตอนเย็นก็ยังมาเจอกับผู้ชายกลุ่มนี้อีกที่ร้านอาหาร
กลุ่มของชัชชนมีด้วยกันสามคนเป็นนักศึกษารุ่นพี่ปีห้าของคณะนิติศาสตร์ มีชัชชน กีรติและเนติธรคนที่เธอเดินชนเข้าเมื่อเช้านี้
ชายหนุ่มกลุ่มนี้ค่อนข้างที่จะเลื่องชื่อลือนามในคณะนิติศาสตร์ ไม่มีใครไม่รู้จัก สามหนุ่มที่ว่าโด่งดังกันในหมู่ผู้หญิงคณะอื่น ไปที่ไหนในมหาวิทยาลัยก็มีสายตาของหญิงสาวหลายคู่ให้ความสนอกสนใจ
“พี่มีเรื่องอยากถามน้องเตยอยู่พอดีเลย”
“คะ...?”
“เทอมนี้มีชีทวิชาเอกเลือกขายบ้างไหม”
“อ้อ มีค่ะ แต่เตยยังไม่อัปลงขายในเพจ”
ตุลยดามีรายได้เสริมจากการทำชีทสรุปในรายวิชาต่าง ๆ ลงขายในเพจที่เธอสร้างขึ้นมาให้นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ได้เลือกซื้อเป็นแนวทางในการช่วยสรุปเนื้อหาให้อ่านทำความเข้าใจง่ายขึ้นในรายวิชานั้น ๆ
“รีบอัปลงขายเลยนะ พี่พร้อมอุดหนุนสุด ๆ”
“ได้ค่ะ เดี๋ยววันเสาร์เตยก็ลงขายแล้ว”
คุยกันต่อเพียงเล็กน้อยตุลยดาก็กลับมานั่งที่โต๊ะรออาหารและเครื่องดื่มที่สั่งไปมาเสิร์ฟ การรวมกลุ่มมากินข้าวก็ต้องมีเรื่องให้จับกลุ่มพูดคุยเป็นธรรมดา และผู้โชคดีที่ตกเป็นขี้ปากชาวบ้านอย่างพวกเราในวันนี้ก็คือรุ่นพี่ปีห้าคนดังของคณะเรานั่นเอง
“เพื่อนมายที่เรียนบริหารบอกว่าเมื่อวานเจอพี่เนควงอยู่กับพี่วาจ้า”
“เดี๋ยวนะ นี่พี่เนเปลี่ยนคนควงอีกแล้วเหรอ อาทิตย์ก่อนมายเพิ่งเห็นพี่แกควงกับพี่เนยอยู่เลยนี่”
“มีอะไรให้แปลกใจ มันก็เรื่องปกติของพี่เนแกอยู่แล้วป่ะ”
ตุลยดาแม้ไม่ได้ร่วมสนทนากับเพื่อนทั้งสามแต่ก็ฟังอย่างตั้งใจ เธอโฟกัสที่การกินมากกว่าที่จะพูดนินทาชาวบ้าน
“มันก็ไวเกิน อาทิตย์เดียว”
“อาทิตย์ละคน เดือนนึงได้ไปแล้วสี่คนไง คุ้มออก”
“ดีนะเนี่ยที่พี่แกไม่กินคนในคณะตัวเองด้วย ไม่งั้นมีหวังพวกเราอาจจะโดนล่อไปแดกเข้าให้”
เป็นที่รู้กันทั่วว่าเนติธรจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงคณะนิติศาสตร์เลยในทางชู้สาว ส่วนใหญ่จะไปยุ่งเกี่ยวกับสาว ๆ คณะอื่นมากกว่า
“เป็นบุญของเด็กนิติ”
ตุลยดาที่นั่งเงียบมานานร่วมขำขันกับสองสาวไปด้วยเมื่อได้ยินประโยคโดนใจเข้า
เธอเองก็ไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเนติธรอยู่แล้ว ผู้ชายนิสัยโหลยโท่ย เจ้าชู้ กะล่อนแบบนั้นน่ะไม่เคยอยู่ในสายตา มองหน้าเธอยังไม่อยากจะมองเลย