ตอนที่ 1.1 ผมชื่อปอรัก
ปอรัก Part
ผมชื่อปอรัก นามสกุล สุรดิษ เป็นเด็กชายที่ถูกอุปถัมภ์โดยหลวงพ่อ นานมาแล้วตอนผมป.สามมั้งจำได้วันนั้นผมถูกเพื่อนที่ห้องล้อว่าเป็นเด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่เป็นเด็กที่ถูกทิ้งไว้ข้างถนนแล้วหลวงพ่อเก็บมาเลี้ยง วันนั้นผมร้องไห้โฮวิ่งกลับไปถามหลวงพ่ออย่างเอาเป็นเอาตายถามว่าผมเป็นเด็กที่พ่อแม่ไม่รักจริง ๆ เหรอ
หลวงพ่อท่านถามว่าผมอายไหมที่เป็นเด็กวัดและอายไหมที่ถูกอุปถัมภ์เลี้ยงดูโดยท่าน น้อยใจไหมที่ท่านไม่อาจมอบวัตถุสวยงามทันสมัยเหมือนที่เพื่อนในโรงเรียนหลายๆ คนมี
สายตาท่านทอดมองมายามเอ่ยถามประโยคเหล่านั้นถึงผมจะยังเด็กนักแต่ผมก็รับรู้ได้ว่าท่านคงจะคิดมาก ด้วยกลัวว่าผมจะน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่มีอะไรเหมือนหลายคนเขา ตั้งแต่วันนั้นผมก็ได้แต่บอกกับตัวเองไม่ว่าผมจะมาจากที่ไหนจะถือกำเนิดมาจากใคร ตั้งแต่จำความได้ผมก็เห็นชายผ้าเหลืองอยู่ในความทรงจำมาตลอด ผมจะจำไว้ว่าสิ่งที่ทำให้ผมดำรงอยู่และคนที่เป็นผู้ให้กับผมก็คือหลวงพ่อเพียงผู้เดียว
หลวงพ่อบอกว่าชื่อปอรัก นามสกุล สุรดิษนั้น เป็นชื่อที่หลวงพ่อตั้งให้ ปอรัก แปลว่าเชือกปอที่ถูกถักทอมาจากความรักอย่างเหนียวแน่น สุรดิษ แปลว่าผู้ที่มีความโชคดีเหมือนเทวดาชีวิตของผมจะได้มีแต่ความรักและโชคดีไปตลอด ผมภาคภูมิใจกับชื่อและนามสกุลของตัวเองที่สุดมันเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าชีวิตของผมถึงแม้จะไม่มีใครต้องการ แต่ผมก็มีหลวงพ่อผู้เปรียบเสมือนพ่อกับแม่ที่ทั้งรักและเป็นห่วงผมอยู่เสมอ
ผมอาศัยอยู่ที่วัดกับหลวงพ่อตั้งแต่จำความได้จนมาถึงช่วงปิดเทอมก่อนจะขึ้นชั้นม.ห้า ผมก็เจอกับเหตุการณ์ที่วิปโยคมากที่สุดในชีวิตผมต้องเผชิญคำว่าสูญเสียอย่างใหญ่หลวง เมื่อหลวงพ่อผู้เปรียบเสมือนไม้หลักสุดท้ายท่านมรณภาพด้วยโรคหัวใจล้มเหลวอย่างฉับพลัน
ไม่มีอะไรจะใช้กล่าวขานคำว่าเสียใจได้เลย ผมไม่มีโอกาสแม้กระทั่งจะบอกลาหลวงพ่อเป็นครั้งสุดท้ายเพราะตอนที่ท่านจากไป ผมกำลังทำงานพิเศษคือเป็นเด็กล้างจานให้ร้านลาบอยู่ข้าง ๆ โรงเรียนไม่ห่างจากวัดสักเท่าไหร่ โรงเรียนที่ผมเรียนก็เป็นโรงเรียนวัดที่ผมอาศัยอยู่ตั้งแต่เล็กจนโตนั่นแหละ
วันนั้นผมเพิ่งรู้จักคำว่าล้มทั้งยืนเป็นครั้งแรก เมื่อลุงเลิศเจ้าของร้านลาบวิ่งหน้าตื่นมาบอกผมที่กำลังนั่งล้างจานอยู่หลังร้านว่าหลวงพ่อถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล ตอนนั้นลุงเลิศคงจะเป็นห่วงสภาพจิตหลุดของผมลุงเขาเลยรีบพาผมซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปโรงพยาบาลทันที แต่ผมคงไม่โชคดีเหมือนความหมายของนามสกุลหรอก เพราะแค่คำอำลาผมยังไม่มีโอกาสได้กล่าวกับคนที่มีพระคุณผู้ที่เปรียบเสมือนพ่อแม่ของผมเลย
หลังจากเสร็จสิ้นงานฌาปนกิจของหลวงพ่อผมก็ย้ายออกจากวัดมาเช่าห้องแถวเล็ก ๆ อยู่ในซอยร้านลาบที่ตัวเองล้างจานอยู่ ป้าลัยเจ้าของห้องแถวซึ่งเห็นผมมาตั้งแต่เด็กท่านจะให้ผมพักฟรี ๆ แต่ผมไม่ยอมรับในความเมตตาของป้าลัยหรอก
ผมรู้ว่าป้าเขาสงสารและเห็นใจผมจริง ๆ แต่หลวงพ่อท่านสอนผมเสมอว่าอย่าเอาเปรียบใครยิ่งคนที่ดีกับเราเรายิ่งไม่สมควรเอาเปรียบเขา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามถ้าผมอาศัยอยู่ฟรี ๆ นั่นเท่ากับว่าป้าลัยต้องเสียรายได้จากการเช่าห้องพักไปตั้งเดือนละสองพันเชียวนะ
ถกกันไปถกกันมาสรุปได้ว่าป้าลัยให้ผมเช่าเดือนละหนึ่งพันห้าร้อยบาทรวมค่าน้ำกับค่าไฟแค่นี้ผมก็ดีใจมากแล้ว เพราะลุงเลิศบอกจะให้ผมทั้งเสิร์ฟทั้งล้างจานเงินค่าแรงจะจ่ายให้ทุกวันที่ 15 กับวันที่ 30 ครั้งละสี่พันบาท นั่นเท่ากับว่าเดือนหนึ่งผมจะได้ค่าแรงจากการเสิร์ฟและล้างจานถึงเดือนละแปดพันบาทแน่ะ สำหรับผมมันเป็นเงินจำนวนเยอะมาก มันคงพอจะให้ผมเลี้ยงตัวเองและเรียนได้จนจบม.หกสิน่า
ปี๊น ๆ ผมหันไปตามเสียงแตรรถก็เห็นพี่เปารุ่นพี่ม.หกยืนยิ้มน่ารักจนผมถึงกับมองตาลอย พี่เปาเป็นรุ่นพี่ผู้ชายตัวเล็ก ๆ คือผมเองก็ไม่ได้สูงไปกว่าพี่เปาหรอกแต่ผมจะมีเนื้อมีหนังมากกว่า พูดง่าย ๆ คืออ้วนกว่าพี่เปาก็นะเด็กวัดทุกคนล้วนสมบูรณ์ทั้งนั้น
พี่เปาหน้าหวาน ๆ สวยกว่าผู้หญิงบางคนและฮอตมากที่สุดในโรงเรียน คนทั้งนอกทั้งในโรงเรียนต่างก็ชอบพี่เปาเยอะแยะ ผมไม่แปลกใจหรอกที่มีคนมารุมรักเพราะนอกจากจะน่ารักแล้วพี่เปายังนิสัยดีมากด้วย ผมยังเก็บผ้าเช็ดหน้าที่พี่เปายื่นให้วันที่ผมเปียกฝนไว้อยู่เลยคนนี้แหละเทวดาตัวน้อย ๆ ของผม
แต่เฮ้อเทวดาของผมกำลังมีความรักสินะผู้โชคดีที่ได้รับความรักของพี่เปาก็คงเป็นคนที่อยู่ในรถยนต์คันหรูนั่นเอง ถ้าผมมีแบบนี้สักคันไว้คอยรับ-ส่งพี่เปาพี่เขาจะยิ้มให้ผมแบบนี้ไหมวะ พอ ๆ เลิกฝันสักทีไอ้ปอละเมอตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดินซะนี่ ผมรีบตัดความคิดเพ้อเจ้อของตัวเองออกไปทันทีแค่ที่ผมได้เป็นอยู่และมีอยู่ทุกวันนี้ก็ดีมากเท่าไหร่แล้ว
แต่ถึงยังไงก็ต้องขอบคุณราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทุกวันนะครับทำให้คนที่ขับรถคันโก้ต้องควักเงินจ่ายค่าน้ำมันกันเดือนละหลายบาท สู้คนเดินดินหรือมีรถสองประตูยี่สิบหน้าต่างแถมมีพลขับให้พร้อมอย่างผมไม่ได้ ไปไหนมาไหนทั่วกรุงเทพยังควักเงินไม่ถึงสามสิบบาท เห็นไหมล่ะว่าการรู้จักขอบคุณสิ่งต่าง ๆ รอบตัวไม่ว่าจะมีน้อยหรือมีมากมันจะทำให้เราเข้าใจว่าที่แท้จริงแล้วชีวิตเราก็มีความสุขมากพอเหมือนกัน
"ปอเสาร์นี้มึงทำงานพิเศษอีกมั้ยวะ" ผมหันไปตามแรงสะกิดของไอ้คิท ไอ้คิทเป็นเพื่อนในห้องรู้จักกันมาตั้งแต่ม.สี่ถามหาความสนิทสนมเท่ากับห้าสิบเต็มร้อย จะว่าไปแล้วผมก็ไม่มีเพื่อนสนิทจริง ๆ สักคนนะอาจเพราะผมเป็นเด็กวัดเลยพยายามปลีกตัวออกห่างจากเพื่อน ๆ ไม่ใช่ว่าอายหรืออะไรแต่เพราะนิสัยขี้ระแวงของตัวเองมากกว่า
คือตอนป.หกผมมีเพื่อนสนิทมากคนหนึ่งคนที่ผมไว้ใจเล่าทุกอย่างให้ฟังมีขนมอะไรอร่อย ๆ ที่วัด ผมจะเก็บไว้แล้วเอามาฝากเพื่อนคนนี้เป็นประจำ แต่วันหนึ่งที่ห้องน้ำผมก็ได้ยินเพื่อนคนนี้บอกกับเพื่อนคนอื่น ๆ ว่าไม่ได้คิดจะอยากสนิทสนมอะไรกับเด็กวัดอย่างผมหรอก เขาแค่หลอกใช้ให้เด็กวัดอย่างผมทำการบ้านและหลอกใช้ให้ผมเป็นเบ๊เท่านั้นเอง ใครกันจะอยากมีเพื่อนเป็นเด็กวัดไม่มีพ่อแม่อย่างผม
พอได้ฟังประโยคนั้นมันก็นำพาซึ่งประสบการณ์การชกต่อยเป็นครั้งแรก และผมก็โดนหวายจากหลวงพ่อเป็นครั้งแรกเช่นกัน จากนั้นผมกับมันก็ไม่เคยพูดกันเลยสักคำแม้ว่าตั้งแต่ม.หนึ่งถึงม.ห้าเราจะเรียนห้องเดียวกันก็ตาม
ผลัวะ! "ไอ้ปอกูถามมึงอยู่เนี่ยมัวแต่ยืนหลับรึไง อย่าเอาแต่ทำงานจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนล่ะมึง"
"เออโทษ ๆ กูก็ทำทุกวันอะนอกจากลุงเลิศเขาจะปิดร้าน มึงมีอะไรเหรอ"
"กูจะชวนมึงไปงานวันเกิดของไอ้เบียร์น่ะสิงานนี้มันจัดที่ผับดังนะเว้ย เลยโรงเรียนเรากับมหาลัยxxxไปนิดเดียวเองว่าไงมึงสนใจไปด้วยกันมั้ย" เท้าที่กำลังก้าวเดินต้องหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินชื่อคนที่พยายามหลีกเลี่ยงมาตั้งแต่ป.หก
"อายุสิบเจ็ดเข้าผับได้แล้วเหรอวะกูเพิ่งรู้? " ผมขมวดคิ้วถามมันงง ๆ ไม่ได้คิดจะไปร่วมด้วยหรอกแต่แค่สงสัยเฉย ๆ เพราะผมไม่เคยเที่ยวแบบนี้เลย เห็นแต่เขาบอกว่าต่ำกว่ายี่สิบปีห้ามเข้านี่นา หรือว่าตอนนี้เขาเปลี่ยนกฎหมายใหม่ให้เป็นอายุสิบเจ็ดปีเข้าสถานที่แบบนี้ได้แล้ว ไม่ยักกะรู้ข่าวเลยแฮะ
"ไอ้ป๊อ นี่มึงซื่อหรือมึงโง่หรือมึงไม่รู้จริง ๆ กันแน่วะ โอ๊ยกูมึนกับความอึนของมึง" ผมหันไปมองไอ้คิทที่นั่งยอง ๆ ยกมือกุมหัวตัวเอง ดูท่าทางแล้วเหมือนอยากจะซัดผมอีกสักผลัวะหนัก ๆ เลยมั้งนั่น
"เอ้าก็กูไม่รู้จริง ๆ โอ๋ ๆ น้องคิทไม่เอาไม่วีนสิเดี๋ยวกูไปซื้อผ้าอนามัยมาให้ กูรู้ว่าถ้าเมนส์มึงมาแล้วมึงจะวีน" ผมนั่งยอง ๆ ลูบหัวคนที่ตัวไม่ได้โตกว่ากันไปสักเท่าไหร่อย่างขำ ๆ กับท่าทางของมัน
"ไอ้สัสกูไม่ใช่ผู้หญิง แต่หน้าตาน่ารักอย่างมึงถ้าจับใส่กระโปรงนี่ไม่แน่อาจจะมีคนทักว่าเป็นสาวก็ได้"
"กูเป็นสาวเสียบนะมึงจะลองมั้ยน้องคิท ฮ่า ๆ ๆ " ผมยื่นหน้าเข้าไปจนชิดกับหน้าไอ้คิท โอ๊ะ มันหน้าแดงด้วยแฮะเสร็จผมล่ะ
ซ่าาา!! กำลังจะแกล้งไอ้คิทขั้นต่อไปเสื้อผมมันก็เปียกจากน้ำที่สาดมาจากด้านหลังจนชุ่ม
"โทษทีไม่เห็นว่ะนึกว่าไม่มีคนอยู่" ผมหันขวับไปตามเสียงขอโทษแบบกวนเบื้องล่างอย่างจะเอาเรื่องเต็มที่ ทั้งที่ไม่ได้คุยกันมาตั้งนานแต่ผมก็จำเสียงมันได้อยู่ดี
จะใครอีกล่ะก็ไอ้เบียร์เพื่อนเคยรักตอนป.หกและเป็นผู้เปิดซิงประสบการณ์การชกต่อยครั้งแรกของผม แถมมันยังทำให้ผมถูกหวายลงน้ำเกลือของหลวงพ่อฟาดอีกตั้งห้าทีทุกวันนี้ยังจำได้แม่นเลยครับ ถึงสมองอีกซีกจะเตือนว่ามันเป็นเพราะความใจร้อนของผมด้วยก็เถอะ แต่ผมก็จะโทษว่าเป็นความผิดของมันอยู่ดี
"ไอ้เบียร์มึงทำอะไรของมึงเนี่ย! " ไอ้คิทรีบเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดหลังเช็ดเสื้อให้ผมใหญ่
"อะไร? ก็ขอโทษแล้วไงกูไม่เห็นว่ะไอ้เด็กวัดเกาะพระกิน" ผมกำหมัดแน่นพยายามนึกถึงคำที่หลวงพ่อเคยสอนไว้ แล้วข่มความโกรธของตัวเองลง
"จะบอกให้นะคนที่ชอบพูดจาดูถูกคนอื่นน่ะมันไม่ได้ทำให้ตัวเองดูสูงขึ้นหรอก แต่มันจะทำให้ตัวเองดูต่ำลง ต่ำเพราะความคิดต่ำ ๆ คำพูดต่ำ ๆ ตามจิตใจของมึงไง ไปเถอะคิทอยู่ที่นี่นาน ๆ เดี๋ยวเชื้อต่ำอ่อนด้อยทางความคิดมันจะติดเอา" ประโยคแรกในรอบหลายปีที่ผมพูดกับมันทำให้มันยืนอึ้งอยู่เหมือนกันแล้วเรื่องอะไรผมจะยอมเสียโอกาสตอกมันอีกล่ะ
ขอโทษนะครับหลวงพ่อวันนี้ปอขอทำนิสัยไม่ดี ขอละเลยคำสอนของหลวงพ่อที่บอกว่าอย่าเหยียบซ้ำคนกำลังล้มตอนนี้ปออดไม่ได้จริง ๆ
"อ้อกูลืมพูด เห็นเสือหมอบอย่าหลงว่าเสือกลัว เห็นคนถ่อมตัวอย่าหลงคิดว่าหมอนี่ไม่มีน้ำยา บางทีเขาอาจจะมีน้ำยามากกว่าที่มึงคิดก็ได้อดีตเพื่อนรัก" ผมยักคิ้วให้ไอ้เบียร์แล้วกอดคอไอ้คิทเดินผ่านหน้ามันไป โดยไม่ใส่ใจว่าแวบหนึ่งผมจะเห็นสายตารู้สึกผิดและสายตาขอโทษจากมัน
ช่วยไม่ได้ใครใช้ให้มันมาสร้างแผลให้จนผมหวาดกลัวที่จะไว้ใจใครได้อีก ช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่ผมเลือกมองผ่านสายตาวิงวอนนั้นไปอย่างเลือดเย็น