ฝนตกอีกแล้ว...เด็กสาวร่างอวบวัย 14 ปี ยืนมองท้องฟ้าเปลี่ยนสีที่กำลังหลั่งน้ำตาออกมา ไม่อยากจะเชื่อว่าปลายปีจะมีฝนหลงฤดู ทั้งที่อากาศควรจะหนาวเย็นตามที่นักพยากรณ์อากาศในโทรทัศน์บอกไว้เมื่อวานตอนค่ำ วันนี้จะมีอากาศหนาวมาก โปรดให้ภาคเหนือและอีสานเตรียมตัวรับมือกับภัยหนาว ส่วนภาคกลางและภาคใต้ระวังพายุจากจีน อาจจะทำให้เกิดฝนตกหนักในบางที่
บางที่จริงๆ ...แต่ก็ไม่ควรจะตกในเวลาเช้าตรู่ขนาดนี้นี่นา
“เอิญทำไมยังไม่ไปโรงเรียนอีก เดี๋ยวรถเขาก็ไม่รอหรอก” หญิงสาววัยรุ่นตอนปลายเอ่ยปากบอกลูกด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย เธอกำลังกวาดพื้นร้านอาหารตามสั่งอย่างขะมักเขม้น
“ฝนตกหนักมากเลยแม่ ร่มอันเก่ามันพัง เอิญไม่มีร่มกางไปรอรถ”
“เอิญฝนมันตกแค่นี้ ก็เอากระเป๋าบังไปสิ ถ้าป๊าตื่นลงมาเห็นว่าไม่ยอมไปโรงเรียนแบบนี้จะทำยังไง เดี๋ยวคนบ้านนั้นก็เอาเราไปว่าไปนินทาอีก” ‘คนบ้านนั้น’ หมายถึงครอบครัวทางฝั่งพ่อของบังเอิญ ครอบครัวของพ่อเป็นครอบครัวคนจีน ค้าขายขนมอยู่ในตลาดจนร่ำรวยเงินทอง
อีกอย่างปู่ย่า ไม่ชอบแม่และเธอสักนิด คอยแต่จะพูดจาถากถาง เสียดสี ว่าเป็นตัวซวยของบ้าน ไม่มีลูกชายมาสืบทอดตระกูล แถมยังได้ลูกตัวอ้วนกินล้างผลาญ
“ร่มอยู่หลังร้าน ไปเอามา แล้วก็รีบไปโรงเรียนได้แล้วเอิญ” ไม่รู้ว่าบังเอิญคิดมากเกินไปหรือเล่า ที่คิดว่าแม่ของเธอรังเกียจเธอพอๆ กับญาติพี่น้องทางฝั่งพ่อ ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่เคยมีวันไหนที่เอิญไม่ถูกพูดจากระทบกระทั่งเรื่องน้ำหนัก
“งั้นเอิญไปแล้วนะคะแม่ สวัสดีค่ะ” เด็กสาวร่างท้วมวิ่งไปหยิบร่มคันหนึ่งออกมาจากตู้เก็บของ ก่อนจะยกมือไหว้บอกลาแม่ของเธอ และกางร่มวิ่งฝ่าสายฝนออกไป เสียงคำรามน่ากลัวจากฟากฟ้าทำให้ใจของเอิญห่อเหี่ยวยิ่งกว่าวันไหนๆ
เด็กสาวร่างอ้วนท้วมก้าวขึ้นสะพานลอย วิ่งตรงไปเพื่อรอรถโรงเรียนในละแวกนั้น ร้านค้าที่เปิดยามเช้าตรู่ก็รีบเก็บข้าวของกันจ้าละหวั่น รองเท้าหนังสีดำกระทบบนพื้นเฉอะแฉะ ทำให้ขาของเธอเลอะน้ำแอ่งโคลนไปด้วย ไม่นานนักรถนักเรียนก็มาจอดเทียบบริเวณฟุตปาธ เด็กสาวก้าวขึ้นรถด้วยสภาพชื้นแฉะไม่น่าดูสักนิด นักเรียนบนรถต่างคนต่างหลบหนีเธอไปคนละทาง บางคนทำสีหน้ารังเกียจ บางคนก็ชักสีหน้าไม่พอใจ
“ช้างตกน้ำว่ะ” ชายหนุ่มรุ่นพี่บนรถโดยสารคันเดียวกัน หัวเราะเย้ยหยัน สมเพชบังเอิญ และใช้คำพูดเหยียดรูปร่างอ้วนท้วมว่าคล้ายสัตว์ชนิดหนึ่ง
“แปร๋นๆ” เขาว่าพลางใช้แขนหนึ่งข้างแสดงท่าทางล้อเลียนสัตว์ป่าชนิดนั้น และหันมามองเอิญด้วยความขบขันสะใจ
ชีวิตของเด็กสาวที่กำลังเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นเต็มตัวมันไม่ได้ง่าย สังคมที่เธอพบเจอมักจะเปลี่ยนผันไปตามอายุและช่วงวัยที่เพิ่มมากขึ้น เด็กผู้หญิงเริ่มพูดถึงความสวยความงาม และความรัก ในขณะที่บังเอิญไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้น แต่สนใจกับชีวิตที่ต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดทุกวัน
อยากใช้ชีวิตและมองโลกในแง่ดีเหมือนคนอื่นบ้าง แต่เอิญก็ทำไม่ได้เลย...ทำไมทุกอย่างมันต้องยากสำหรับเอิญด้วย
บังเอิญ
รถยนต์ทรงโฉบเฉี่ยวเคลื่อนที่เข้ามาจอดภายในชั้นจอดรถของคอนโดมิเนียมแถวย่านฝั่งธนบุรี ฉันซึ่งนั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถกอดกระเป๋าเอาไว้แน่น ออกอาการเกร็งชายหนุ่มข้างๆ ไม่ใช่น้อย ใบหน้าร้อนเป็นระยะ ทั้งที่ในรถก็มีเครื่องปรับอากาศและด้านนอกคล้ายฝนจะตกกระหน่ำลงมา
“ฝนตกแบบนี้ เอิญคิดว่าน้ำเย็นน่าจะกลับมาถึงห้องหรือยัง?” ชายหนุ่มถามพลางปลดเข็มขัดนิรภัย ตอนนั้นเองเราเผลอสบตากัน และเป็นฝ่ายฉันที่หันหน้าหลบเสียก่อน
“คงจะกลับแล้วมั้งคะ เมื่อวานเห็นน้องน้ำเย็นบอกว่าเลิกเรียนบ่าย” เมื่อวานน้องน้ำเย็นขอมาร่วมกินข้าวในห้องของฉัน โดยเธอก็สั่งอาหารขึ้นมา ส่วนฉันก็จัดการนำของสดในตู้เย็นที่ใกล้จะหมดอายุในอีกสองวันข้างหน้ามาทำเป็นกับข้าว ฉันคุยแลกเปลี่ยนชีวิตการทำงาน ส่วนน้องน้ำเย็นก็มักจะมาบ่นเรื่องที่มหาวิทยาลัยให้ฉันฟังอยู่บ่อยครั้ง
เรื่องเพื่อน เรื่องอาจารย์ แล้วก็เรื่องงานที่มันหนักเกินไป
กลายเป็นว่าตอนนี้ฉันและน้องน้ำเย็น ถือว่าเป็นเพื่อนห้องตรงข้ามที่รู้ใจ มีหลายอย่างที่ฉันและน้องชอบคล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรี หรือไม่ก็ศิลปินวาดรูปคนไทย มันเลยทำให้ฉันเข้ากับน้องได้ไม่ยากเหมือนเข้าหาคนอื่น
“เหรอครับ เดี๋ยวพี่ขอโทรหาน้ำเย็นก่อน” ว่าแล้วคุณองศาก็หยิบโทรศัพท์กดโทรหาน้องสาวที่น่ารัก หลังจากเสียงรอสายสักพัก ฉันก็ได้ยินเสียงกลองและเสียงโหวกเหวกดังเล็ดลอดออกมาจากโทรศัพท์ คุณองศาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงของพี่ชายที่แสนดี
“น้ำเย็นครับ อยู่ไหน?” ฉันไม่รู้ว่าปลายสายตอบมาว่าอย่างไร แต่เห็นว่าคุณองศาถอนหายใจเมื่อได้รับคำตอบนั้น
“ครับ พี่มาอยู่ที่คอนโดแล้ว เดี๋ยวพี่ไปนั่งรอเราในห้องนะ” ฉันไม่ได้หันหน้าไปมองคุณองศาแต่อย่างใด ทว่ากลับรับรู้ถึงความรู้สึกเหนื่อยใจผ่านน้ำเสียง ไม่รู้ว่าน้องน้ำเย็นจะพูดอะไรที่มันกระทบกระเทือนจิตใจของคุณองศาหรือเปล่า ถึงได้มีน้ำเสียงระอาเช่นนี้
“ครับๆ กลับดีๆ ล่ะ พี่เป็นห่วง” จู่ๆ ใบหน้าและหูฉันก็ร้อนขึ้นมาเสียดื้อๆ ไม่คิดว่าคำพูดที่คุณองศาบอกคนอื่น จะทำให้ใจของฉันสั่นรัวไม่ใช่น้อย ท่องบอกตัวเองในใจว่า ‘คุณองศาไม่ได้บอกแกนะไอ้เอิญ’ ฉันรับรู้ถึงความรู้สึกของคุณองศา ว่าเป็นห่วงน้องสาวมากแค่ไหน
“ไปกันเถอะครับเอิญ” ฉันเดินเข้ามาในลิฟต์พร้อมกับยืนชิดมุม เมื่อคุณองศาเดินตามเข้ามา เราทั้งสองยืนห่างกันประมาณหนึ่งช่วงแขน ระยะเวลาที่อยู่ในลิฟต์ฉันไม่ได้รู้สึกอึดอัด แต่กลับรู้สึกประหม่า ทั้งที่เราใช้เวลาอยู่บนท้องถนนนานกว่าหนึ่งชั่วโมง แต่ตอนนั้นมีเสียงเพลงจากวิทยุลดความกังวลและความประหม่าลงได้ประมาณหนึ่ง ประตูลิฟต์เลื่อนเปิดออก ก่อนเราทั้งสองคนจะเดินออกมาจากตัวลิฟต์และเดินมาหน้าห้องของกันและกัน
ฉันกดรหัสเข้าไปในห้องพัก แต่คนที่อยู่ห้องตรงข้ามกลับยืนเขย่าลูกบิดไปมา พร้อมกับเสียงกลอนอัตโนมัติดังเตือนรัว เหมือนรหัสผ่านจะใช้ไม่ได้สำหรับห้องนั้น ฉันเห็นคุณองศาหยิบโทรศัพท์และกดไปหาเจ้าของห้องอีกครั้ง
“น้ำเย็นทำไมรหัสห้องเราถึงใช้ไม่ได้?” ฉันไม่รู้ว่าน้องน้ำเย็นตอบกลับมาว่าอย่างไร แต่คุณองศาถอนหายใจออกมาเล็กน้อย
“ถ้าอย่างนั้นพี่คงกลับ” เสียงอู้อี้จากปลายสายเล็ดลอดมาจากโทรศัพท์ให้ฉันได้ยิน จังหวะเดียวกับที่เสียงฟ้าร้องแทนที่ด้วยหยดน้ำมหาศาลที่ร่วงหล่นมาจากท้องฟ้า สักพักคุณองศาก็หันมามองหน้าฉันพร้อมยื่นโทรศัพท์มาให้
“น้ำเย็นจะคุยกับเอิญน่ะครับ” ฉันรับโทรศัพท์มาแนบหูทันที
“มีอะไรหรือเปล่าคะน้ำเย็น?” ปลายสายคงจะมีกิจกรรมวุ่นวายน่าดู ไม่ว่าจะเป็นเสียงกลอง เสียงร้องเพลง หรือเสียงคนตะโกนจัดระเบียบกิจกรรมประสานเสียงอย่างหนวกหู
“พี่เอิญคะ พอดีว่าวันก่อนอะ พี่เอิญก็น่าจะจำได้ใช่ไหมว่าน้ำเมามาก...” น้องน้ำเย็นพูดเสียงอ่อย หากจำไม่ผิดเมื่อประมาณสองสามวันก่อน ฉันได้ยินเสียงโวยวายอยู่หน้าห้อง จึงรีบเดินออกไปดูก็พบว่าน้องน้ำเย็นนอนหมอบอยู่กับพื้นด้วยสภาพที่ดูไม่ได้ ง่ายๆ ก็คือน้องเมามาก กลิ่นเบียร์มันคลุ้งตีจมูกขึ้นมาจนฉันต้องหันหน้าหนี
และต้นเหตุจากการเข้าห้องไม่ได้ก็เริ่มมาจากตรงนี้ เหมือนน้องน้ำเย็นจะกดรหัสผิดเกินสามครั้ง จนเครื่องล็อกไม่สามารถทำงานได้ นอกเสียจากโทรบอกบริษัทที่ติดตั้ง และหันมาใช้กุญแจไขเข้าห้องแทน
“คือห้องมันยังใช้รหัสไม่ได้เลยอะค่ะ ช่วงนี้น้ำเย็นไม่ว่างเลยด้วย ก็เลยไม่ได้โทรไปหาบริษัทกลอนประตูนี้เลย คือ...พี่เอิญให้พี่องศาเข้าไปนั่งในห้องก่อนได้ไหมคะ อีกสักพักน้ำคงได้กลับแล้ว นะคะๆ พี่เอิญ เมื่อกี้บอกพี่องศาไปเหมือนจะโกรธน้ำด้วย” เหลือบหันไปมองคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็พบว่าสีหน้าของคุณองศาดูไม่สบอารมณ์สักเท่าไรอย่างที่น้องน้ำเย็นว่าจริงๆ คำขอร้องนี้ทำให้ฉันคิดหนัก...หากฉันต้องอยู่ในห้องกับผู้ชายสองต่อสองคงจะเป็นเรื่องที่ประหลาดน่าดู
“น้องน้ำเย็นคะ...”
“นะคะๆ พี่เอิญ ช่วยน้องหน่อยนะคะ น้องไม่อยากโดนพี่องศาโกรธอะ เนี่ยถ้ากลับไปถึงต้องโดนดุว่าแอบไปกินเหล้าแน่ๆ” ลูกอ้อนแบบนี้อย่าคิดว่าฉันจะใจอ่อน...แน่นอนฉันใจอ่อนตั้งแต่ประโยคแรกที่เอ่ยออกมาแล้ว ฉันตอบตกลงก่อนที่จะส่งโทรศัพท์คืนให้คุณองศา เขาคุยกับน้องน้ำเย็นอีกเล็กน้อยและวางสายทันที
“ถ้าอย่างนั้นพี่กลับก่อนนะเอิญ” เสียงของชายหนุ่มปะทะกับเสียงสายฝนเช่นนั้น มันช่างดูไม่น่าปลอดภัยเอาเสียเลย ถึงจะเขินผู้ชายตรงหน้าแค่ไหน แต่อย่างน้อยเขาก็เป็นคนที่ให้เช่าห้องพักและเป็นพี่ชายของหญิงสาวห้องตรงข้ามที่ฉันสนิทด้วย
“ฝนตกแล้วนะคะ จะกลับยังไง?” ฉันไม่ได้เอ่ยถามเขาในฐานะผู้ให้เช่าห้องพัก หรือเพราะเขาเป็นพี่ชายของน้องสาวห้องตรงข้าม แต่ฉันรู้สึกเป็นห่วงที่เขาต้องกลับบ้านทั้งที่ฝนยังตกหนัก ขับรถฝ่าฝนออกไปคงเจอถนนลื่นแน่ๆ แบบนั้นอันตรายจะตายไปถ้ายอมให้คุณองศากลับบ้านในเวลานี้
“ขับรถกลับไงครับ” คุณองศาพูดพลางหัวเราะ บางทีฉันก็คิดว่าเขาก็ชอบกวนประสาทแบบหน้าตาย หรือไม่ก็แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องว่าตนเองกวนประสาทคนอื่นอยู่
“รู้ค่ะ แต่ฝนตกแบบนี้จะกลับยังไงคะ ถนนก็ลื่น”
“ก็น้ำเย็นไม่อยู่ ประตูห้องก็เปิดไม่ได้...หรือจะให้พี่ไปอยู่ห้องเอิญล่ะครับ?” ฉันชอบสีนัยน์ตาของผู้ชายตรงหน้า ดวงตาของเขาไม่ใช่สีดำสนิท แต่มีประกายน้ำตาลอ่อน ยิ่งมองลึกเข้าไปก็รู้สึกว่าร่างกายของตัวเองถูกดูดวิญญาณเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น
“ก็ถ้าพี่องศาไม่รังเกียจ เข้าไปนั่งที่ห้องเอิญก่อนก็ได้นะคะ”
แย่แล้วไอ้บังเอิญ ตั้งแต่เกิดมาจนอายุจะครบ 24 ปี ไม่เคยต้องเอ่ยปากชวนผู้ชายเข้ามาในห้องแบบนี้เลย บนโซฟาที่ถูกปูด้วยผ้าคลุมถักสีเบจ มีชายหนุ่มร่างสูง อกผาย ไหล่ผึ่ง นั่งอยู่ด้วยท่าทางสบายๆ ผิดกับเจ้าของห้องที่ทำตัวเก้ๆ กังๆ แอบมองชายหนุ่มที่นั่งดูหนังแผ่นที่ฉันสะสม ผ่านกระจกใสในห้องครัว ตอนนี้ในตู้ไมโครเวฟมีถุงป๊อปคอร์นที่กำลังพองเพราะความร้อน ส่วนในกระทะก็มีไก่ที่ฉันหมักไว้ตั้งแต่สองวันก่อนทอดด้วยน้ำมันร้อนๆ ฉันเดินไปหยิบเครื่องดื่มรสซ่าในตู้เย็นและแก้วเก็บความเย็นสองใบ จัดการใส่น้ำแข็งและเครื่องดื่มจนเต็มแก้ว พอดีกับเสียงเตือนจากไมโครเวฟดังขึ้น ป๊อปคอร์นที่พองโตเต็มที่ในถุงกระดาษถูกหยิบออกมาเทใส่ถ้วยแก้วใบใหญ่
ฉันกำลังจะยกทุกอย่างไปวางบนโต๊ะญี่ปุ่นพร้อมๆ กัน แต่มันก็ดันทุลักทุเลจนน่าสมเพช ขณะนั้นแผ่นหลังของฉันก็ไปชนเข้ากับอะไรบางอย่าง แน่นอนว่าไม่ใช่กำแพงหรือบานกระจก แต่เท่าที่สัมผัสมันคล้ายกับรูปร่างของมนุษย์ ตัวสูง ร่างไม่ได้กำยำ แต่สูงใหญ่ตามประสาคนชอบออกกำลังกายและมีกล้ามเนื้อเป็นมัด
“คุณองศา ขอโทษค่ะ” สิ่งที่ฉันถอยหลังก้าวไปชน ก็คือคุณองศาเจ้าของห้องคนเก่า ไม่สิ...เขาเป็นเจ้าของห้อง แต่ฉันต่างหากที่เป็นผู้ที่เข้ามาเช่า
“คุณองศาอีกแล้ว พี่บอกว่าให้เรียกพี่ว่ายังไงครับ หื้ม?” เขายื่นหน้าเข้ามาเพียงเล็กน้อย ทำให้ฉันต้องรีบย่นคอหนี คนอะไรชอบทำให้ใจเต้นแรงตลอดเวลาแบบนี้
“ขอโทษค่ะ มันไม่ชินนี่” ฉันบ่นงึมงำจนคุณองศาหลุดหัวเราะ
“ไม่เป็นไรครับ แต่พี่อยากให้เราเรียกพี่แบบสบายๆ นะ ไม่ต้องเกร็ง...มา เดี๋ยวพี่ช่วยถือ” อากาศยามเย็นกับฝนตกแบบนี้ ไม่มีอะไรเหมาะไปกว่าการดูหนัง และมีของทานเล่นอยู่ข้างกาย พี่องศาอาสาช่วยถือโถแก้วที่ใส่ป๊อปคอร์น พร้อมนำไปวางบนโต๊ะญี่ปุ่น ฉันหันไปมองจอทีวีก็พบว่าภาพยนตร์ที่คุณองศาเลือกดูเป็นหนังรักโรแมนติกของชาติตะวันตกเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้ฉันดูซ้ำเป็นสิบรอบ ดูกี่ครั้งก็ร้องไห้ทุกครั้ง กับความพลิกผันของความรักที่ไม่สมดั่งใจ
“ห้องเรามีดีวีดีเยอะเลยนะ ชอบเหรอ?”
“ค่ะ ชอบสะสมน่ะ อยากดูเรื่องไหนก็หยิบขึ้นมาดู มันง่ายดีมั้งคะ” ฉันไม่แน่ใจว่าการมีดีวีดีหนังไว้เปิดดูยามว่างมันง่ายสำหรับชีวิตปัจจุบันหรือเปล่า เดี๋ยวนี้มันก็มีแอปพลิเคชันดูหนังที่ไม่ต้องออกไปนอกบ้าน แต่สำหรับฉันการเก็บความทรงจำที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนั้นๆ คือการเก็บแผ่นหนังเอาไว้
เพราะฉันสามารถจับต้องมันได้ และมันเป็นความสุขเพียงสิ่งเดียวที่ฉันมีในวัยเด็ก
“พี่ก็ชอบสะสมเหมือนกัน แต่เป็นแผ่นเสียงนะ เห็นของคุณปู่แล้วถูกใจก็เลยอยากมีไว้บ้าง แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยได้เปิดฟังเท่าไรหรอก งานเยอะจนไม่มีเวลา” ฉันมองเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสุข รอยยิ้มของผู้ชายคนนี้เหมือนแสงสว่างที่สามารถทำให้ฉันอบอุ่นใจ เพียงได้เห็นรอยยิ้มจากมุมใดมุมหนึ่งที่ฉันยืนห่าง
“เอิญไปดูไก่ก่อนนะคะ เดี๋ยวมันจะไหม้เสียก่อน” ฉันรีบวิ่งเข้าไปในห้องครัว ดูไก่ในกระทะที่ยังสู้กับน้ำมันไม่หยุด อาหารเย็นของวันคงไม่มีอะไรเหมาะไปกว่าอาหารง่ายๆ อย่างไก่ทอดอีกแล้ว หวังว่าคุณองศาจะไม่รังเกียจและทานมันได้นะ
“ให้พี่ช่วยอะไรไหม?” คุณองศากดหยุดหนังและเดินเข้ามาถามถึงในห้องครัว มันไม่มีอะไรมากนอกจากรอข้าวและไก่สุก
“ไม่มีแล้วค่ะ พี่องศาไปนั่งก่อนก็ได้นะคะ เดี๋ยวเอิญยกเข้าไปให้”
“ไม่เป็นไรครับ เจ้าของห้องอุตส่าห์มีน้ำใจ จะให้พี่นั่งดูหนัง เสียมารยาทแย่” ว่าแล้วคุณองศาก็คว้าตะหลิวจากมือของฉัน ไปพลิกไก่ที่กำลังเหลืองได้ที่ กลิ่นหอมของซีอิ๊วและน้ำตาลลอยคลุ้งตีกับกลิ่นอายสายฝน
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเอิญทำเองก็ได้ค่ะ พี่องศาไปนั่งรอก่อนก็ได้นะคะ” คุณองศาเพียงระบายยิ้มออกมา แต่ก็ไม่ยอมปล่อยมือออกจากตะหลิว ร่างกายสูงยืนอยู่ด้านหลังของบังเอิญเหมือนกำลังโอบกอด ฉันได้แต่ยืนนิ่งเกร็งไม่กล้าขยับเขยื้อน
“น้ำเย็นบอกพี่ ว่าเอิญทำอาหารอร่อย” คุณองศาพูดในขณะที่กำลังคีบชิ้นไก่พักในกระดาษซับน้ำมัน เสียงเขาช่างชวนฝันจนฉันตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะ ทันใดนั้นเองคุณองศาก็ใช้มือโบกไปมาผ่านใบหน้า ก่อนจะชะโงกหน้ามองตาปริบๆ
น่ารักเกินไปแล้วจริงๆ
“วันหลังพี่อยากลองชิมฝีมือเราดู” ใจพองโตเหมือนลูกโป่งพร้อมจะระเบิด คนที่แอบชอบมานานนับหลายเดือน และหายไปในระยะเวลาเทียบเท่ากับการตกหลุมรัก กลับมาอีกครั้งในฐานะที่ต่างออกไปจากเดิม เราไม่ใช่คนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน
คุณองศาเจ้าของบริษัทก็คือคุณองศาคนเดียวกับเจ้าของห้องนี้ อีกทั้งยังเป็นพี่ชายที่แสนดี ของเด็กสาวห้องตรงข้ามแสนน่ารัก เวลาเขาอยู่กับน้องน้ำเย็นก็เหมือนคุณพ่อในคราบชายหนุ่มรูปงาม มีความดุ แต่ก็แฝงไปด้วยความน่ารัก
ยิ่งมองก็ยิ่งตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ฉันเลิกชอบเขาไม่ได้แล้วจริงๆ
“เราออกไปกินข้าวกันก่อนดีไหมคะ เดี๋ยวเย็นหมด” ฉันรีบเปลี่ยนเรื่องทั้งที่ไก่ทอดพึ่งจะถูกนำออกจากกระทะร้อนเมื่อครู่ ฉันรีบหันไปหยิบจานสองใบที่วางอยู่ ตักข้าวใส่ลงในจานปริมาณพอเหมาะพอดี เดี๋ยวนี้ฉันค่อนข้างกินข้าวได้น้อยลง หลังจากร่างกายโทรมจากการโหมงานหนัก
“พี่ยกไปข้างนอกนะครับ” ฉันพยักหน้าตอบรับแต่ไม่หันไปมอง ฉันได้ยินเสียงหัวเราะของเขาเล็กน้อย ไม่รู้ว่าคุณองศากำลังหัวเราะให้กับเรื่องอะไร อาจจะเป็นเรื่องขบขันที่คิดขึ้นมาได้ฉับพลัน หรืออาจจะเป็นเสียงหัวเราะเย้ยหยันฉันเพราะความไม่เจียมตัว
อ้วนแบบนี้ใครเขาจะมาชอบ ไม่มีทางที่คุณองศาจะหันมามองหรอก ไม่เหมาะสม ไม่คู่ควรจะยืนข้างเขาสักนิด
อาหารมื้อนี้ดำเนินไปด้วยความเรียบง่ายท่ามกลางสายฝนและเสียงทีวี เมื่อทานข้าวเย็นเสร็จฉันก็อาสาล้างจานเพื่อหลีกหนีการอยู่ในห้องกับผู้ชายอันตรายคนนี้ ไม่ให้หัวใจวายตายไปเสียก่อน และฉันก็พบว่าหนังหนึ่งเรื่องมันยาวเกินไป หรือไม่แน่ฉันอาจจะล้างจานไวเกินกว่าเหตุ
ฉันกลับมานั่งบนโซฟาตัวเดียวกับคุณองศาและพยายามทำเสียงเงียบ ระยะห่างกับฉันและเขาคงราวๆ หนึ่งเมตรได้ ฉันเบียดร่างแทบจมหายไปกับโซฟา ภาพยนตร์ยังคงดำเนินต่อไปจนฉันรู้สึกว่า มันช่างน่าเศร้าและฉันก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้
ฉันแอบร้องไห้โดยไม่ให้คุณองศารู้ เขาจดจ้องมองหน้าจอทีวี จึงไม่ทันได้สังเกต...ฉันรีบสูดน้ำมูก พลางเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ใบหน้าและใบหูแดงอย่างน่าขบขัน บรรยากาศแบบนี้กับหนังรักแสนเศร้า ไหนจะอาหารที่พึ่งกินไป
หนังท้องเริ่มตึง หนังตาก็หย่อน ฉันอาจจะพักสักสิบนาทีและค่อยตื่นขึ้นมาดูใหม่ก็ได้
ทว่ามันไม่ได้เป็นดั่งใจคิด ฉันเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว จมอยู่ในห้วงนิทรา ท่ามกลางเสียงสายฝน เสียงทีวี และผู้ชายคนนี้ข้างกาย...
ไม่รู้ว่านานเท่าไรที่ฉันนอนหลับใหลอยู่บนโซฟา แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือฉันนอนอยู่ในท่าทางเอนพิงซบไหล่กว้างคุณองศา แขนทั้งสองข้างโอบกอดลำแขนอีกฝ่ายแน่นและไม่มีท่าทีว่าจะปล่อย แก้มอูมๆ เบียดลำแขนจนเป็นก้อนกลม
ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูห้องทำให้ฉันสะดุ้งตื่นจากนิทรา ฉันยกมือขึ้นเช็ดน้ำลาย หรี่ดวงตาลงเพราะความมืดภายในห้องปะทะแสงไฟที่สาดส่องจากจอทีวีที่เปิดค้างไว้ แต่แล้วฉันก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่าตนเองอยู่ในสภาพที่ไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย
ฉันนอนกอดผู้ชาย...ผู้ชายที่แอบชอบ
“พี่เอิญคะ พี่เอิญ” ฉิบหายแล้วไอ้เอิญ...ฉันรีบผละตัวออกจากคุณองศา ค่อยๆ ทำทุกอย่างให้เงียบที่สุดเพื่อที่จะไม่ให้คุณองศาตื่นขึ้นมาเห็นสภาพตัวเองเช่นนี้ อยากจะลงไปนอนแดดิ้นบนพื้น อับอายเหลือเกินที่แสดงท่าทางเช่นนี้ออกไป
หวังว่าคุณองศาจะไม่รู้ตัวหรอกนะ ขออย่าให้คุณองศารู้เลย