๑๔. หลงได้ยังไง

1623 Words
หลังจากที่ไปไหว้ขอพร...เรียกว่าขอหวยวขอเลขเสียมากกว่า เธอก็โดนพชรคะยั้นคะยอให้ลงจากเทวาลัย เนื่องจากพอฟังที่คำขอของหญิงสาวแล้วนั้นรู้สึกว่ามันจะไม่ได้มีประโยชน์เสียเท่าไหร่นัก นรินทร์เดินหน้างอลงจากโบราณสถานหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเทลาลัยเจ้าปู่ เมื่อพรที่ตั้งใจจะขอให้ถูกรางวัลที่หนึ่งนั้นถูกขัดตลอด “พี่นรินทร์ขึ้นไปทำอะไรตั้งนานเนี่ย” มินตราเอ่ยถามขึ้นมาทันทีหลังจากที่หันหลังไปเห็นนรินทร์ยอมเดินลงมาพร้อมกับพชร ชายหนุ่มเคียงกายนรินทร์คอยจ้องมองเธออย่างง้องอน มินตราหรี่สายตามองทั้งคู่ก่อนจะอมยิ้มเล็กน้อย “ไม่ต้องมายิ้มเลย จะขอพรก็ขอไม่ได้เนี่ย...แต่คนขัดดวง” “ผมไม่ได้ขัดนะครับ แค่ไม่อยากให้คุณขออะไรที่มันเป็นไปไม่ได้” พชรเอ่ยตอบทันที “สิ่งที่พี่นรินทร์ขอมันคืออะไรหรือคะ?” มินตราเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความอยากรู้เสียเต็มประดา ยิ่งได้ยินพชรการันตีว่าเป็นไปไม่ได้ก็ยิ่งอยากรู้ “แค่ขอหวยเอง...” นรินทร์ตอบพลางทำหน้ายู่ราวกับเด็กเอาแต่ใจ มินตราที่ตั้งใจฟังได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับถอนหายใจ “โหย พี่นรินทร์... มันก็น่าจะเป็นไปไม่ได้อย่างที่คุณพชรพูดนั่นแหละ แล้วยังจะไปงอนเขาอีก” มินตราเอ่ย “ไม่ได้งอนสักหน่อย ไม่ได้เป็นอะไรกันจะงอนได้ยังไง” นรินทร์เอ่ยอย่างเขินๆ พชรเห็นอย่างนั้นก็อมยิ้มเล็กน้อยที่หญิงสาวตรงหน้าเสียอาการ “ว่าแต่คนอื่นๆไปไหนกันหมดล่ะ?” นรินทร์เอ่ยถามเพื่อเปลี่ยนเรื่อง ใบหน้าหันไปมาสอดส่องมองหาเพื่อนๆในทีม เพราะตอนนี้ที่เห็นมีเพียงมินตราที่ยืนอยู่หน้าเทวาลัยเพื่อรอเธออยู่คนเดียว “อ๋อ ไปกับคุณแสงศรน่ะพี่ คุณแสงศรพาไปดูรอบๆตรงนู้น” มินตราพูดพร้อมกับชี้ไปทางด้านหน้าโบราณสถาน นรินทร์พยักหน้ารับก่อนจะคิดอะไรบางอย่างออก “ถ้าคนอื่นไปทางนู้นแล้ว งั้นฉันไปด้านหลังเทวาลัยดีกว่า” “อย่าเลยคุณ ด้านหลังเป็นป่ารกทึบ หลุดจากเขตเทวาลัยไปก็มีแต่ป่าทั้งนั้นมันอันตราย” พชรรีบร้องห้ามแทบจะทันที แต่นรินทร์กับมองหน้าเขาด้วยใบหน้าเรียบเฉย “ฉันไม่ได้กลัวความลำบากสักหน่อย เดินนิดเดียวเองไม่ไกลหรอกน่า” ว่าแล้วนรินทร์ก็รีบวิ่งตรงไปยังด้านหลังเทวาลัยทันที พชรขมวดคิ้วแน่นเล็กน้อยก่อนจะมองท้องฟ้ารอบๆ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะมืดค่ำ กายหยาบเขาก็จะยังคงอยู่ได้ไม่ได้นานนัก “เดี๋ยวสิคุณ! ทำไมดื้อขนาดนี้เนี่ย” “พี่นรินทร์ รอก่อนค่ะ!” พชรและมินตราต่างพากันวิ่งตามนรินทร์ไป เห็นอยู่หลังไวไวแต่พอพ้นเถาวัลย์ที่พันประตูด้านหลังของเทวาลัยแล้วหายลับตาไปจนมินตราถึงกับชะงักฝีเท้านิ่งมองประตูตรงหน้าอ้าปากค้าง ทำอะไรไม่ถูกราวกับโดนผีหลอกอย่างไรอย่างนั้น “คุณมินตรา คุณมินตรา!” “คะ...ค่ะ!” “คุณรีบไปตามคนอื่นๆเถอะครับ ผมกลัวว่านรินทร์จะหลงป่าอย่างน้อยก็บอกให้คนอื่นๆรับรู้ไว้ดีกว่าครับ” พชรรีบพูดรัวเร็วเมื่อเห็นมินตราก็พยักหน้ารับรัวๆเขาก็รีบเดินตามนรินทร์เข้าไปทันที ภายในใจรู้อยู่แล้วแน่ชัดว่าม่านบังตาตรงหน้านั้นถูกใครคนหนึ่งสร้างขึ้นเพื่อซ่อนตัวนรินทร์ไว้ อาศัยความอยากรู้อยากเห็นของเธอเป็นตัวเชื่อมดึงเธอเข้าไปอีกมิติหนึ่ง เมื่อพชรหันกลับไปมองมินตราเห็นว่าเธอวิ่งหายลับจากสายตาไปแล้วก็ยกมือขึ้นไหว้พนมเพ่งจิตให้แน่วแน่ก่อนจะวาดมือขึ้นกลางอากาศ ภาพป่าทึบที่เถาวัลย์พันเกี่ยวกันไปมาราวกับต้องการปิดกั้นทางนั้นได้ถูกเปิดออกแทบจะทันทีที่มือวาดกลับพนมไว้ดังเดิม พชรไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าไปด้านในเถาวัลย์นั้นทันที ทางด้านนรินทร์ที่เดินเข้ามาเพียงไม่กี่ก้าวก็กลับกลายเป็นว่าตัวเองอยู่กลางป่าลึก พอเหลียวหลังกลับไปก็ไม่เห็นทางเข้าเมื่อครู่ทั้งที่พึ่งเดินไม่ถึงสิบก้าว เธอขมวดคิ้วครู่หนึ่งก่อนจะยืนเกาศีรษะอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร “เอาไงดีวะ” นรินทร์พึมพำกับตัวเอง หันซ้ายทีขวาทีก่อนจะพยายามทำใจฮึดสู้ก้าวเท้าเดินหน้าต่อไป แต่ทว่า... “ช่วยยายด้วย....” เสียงแหบยานเอ่ยขึ้น นรินทร์หันมองตรงหน้าที่อยู่ ๆก็มีคนมานั่งอยู่ ทั้งที่เมื่อครู่เธอเหลียวไปมาคอแทบหักกลับไม่เห็นใครสักคน แต่พอเพ่งมองดีๆแล้วก็เห็นว่าเป็นหญิงชราในชุดชาวบ้านกำลังหาบชะลอมพังๆอยู่ด้านหลัง ในชะลอมมีหน่อไม้อยู่ไม่กี่หน่อ หญิงชราผู้นั้นล้มลงนั่งข้างต้นไม้ใหญ่ด้วยท่าทางเหมือนกำลังหมดแรงอยู่รอมร่อ “ยาย! ยายมานั่งทำอะไรตรงนี้คะ” นรินทร์รีบวิ่งเข้าไปหายายชราคนนั้น ในใจคิดอย่างเดียวว่ายายคนนี้อาจจะเป็นหญิงชราในหมู่บ้านก็ได้และอาจจะกำลังเดินกลับไปยังท้ายเทวาลัยเพื่อเข้าหมู่บ้าน เพียงอีกแค่ไม่กี่ก้าวก็ถึงอย่างที่เธอเดินมาเมื่อครู่นรินทร์คิดอย่างนั้น “มาหากินประทังชีวิตน่ะจ้ะ...ยายหิวน้ำเหลือเกิน...” เสียงแหบสั่นเครือดูน่าสงสารทำให้นรินทร์ถึงกับมองซ้ายมองขวา อย่างน้อยเถาวัลย์น่าจะมีน้ำด้วยในอยู่บ้าง “รอเดี๋ยวนะคะยาย เดี๋ยวฉันไปหาน้ำมาให้” “ไม่ต้องหรอกแม่หนู...ยายต้องการแค่เลือดของหนูเท่านั้นล่ะ ฮี่ฮี่ฮี่...” จากยายที่น่าเวทนานั่งหมดแรงเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นยายแก่ยืนหลังคร่อมก่อนจะก้มลงเอามือเหี่ยวสองข้างทาบติดกับพื้น สะบัดหน้าเงยขึ้นจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าตาเขม็ง ดวงตัวแปรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน ผิวหนังเหี่ยวย่นขยายตัวใหญ่มีขนลายพาดกลอนขึ้นเต็มตัวไปหมด เขี้ยวยาวงอกออกมาอย่างน่าประหลาด “กรี๊ดดดดดดด!! ขะ...ของจริงป่ะเนี่ย!! หรือว่าใครใส่ชุดมาสคอตมาหลอกกัน!!” นรินทร์ถึงกับล้มตึงไปกับพื้น เหยียดขาดันพื้นร่นถอยหลังกรูไปอย่างไวทั้งที่ปากก็ยังเอ่ยถามอย่างสงสัยครางแครงใจ กลัวก็กลัวแต่ทว่า...ในใจมันก็ยากที่จะเชื่อว่าตรงหน้านี้คือเสือสมิง!.... แม้จะพูดปลอบใจตัวเองแต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นมันเกินที่จะคิดไปในแง่ดีหรือคิดจะไม่เชื่อได้ นี่มันครั้งที่สองแล้วที่เธอเจอเรื่องในนิทานเรื่องเล่าเก่าแก่ จากที่เคยคิดว่าเป็นเพียงนิทานหลอกเด็กไม่ให้เถลไถลก็พลันมลายหายสิ้นไปในความคิด นรินทร์รีบหยัดตัวลุกขึ้นเมื่อเห็นว่ายายแก่หน้าเสือตรงหน้าค่อยๆย่างก้าวเข้าไปหาเธออย่างช้าๆ “มะ...มีอะไรก็ค่อยๆคุยกันก็ได้ค่ะยาย เมื่อกี้ยังพูดภาษาคนรู้เรื่องตอนนี้ก็ต้องรู้เรื่องใช่ไหม...เนอะ” นรินทร์วางมือเบาๆบนอากาสเพียงเบาะ ๆ แม้เท้าทั้งสองข้างก้าวถอยหลังเรื่อย ๆ ก็ตามที ความคิดในหัวตอนนี้คิดว่าถ้าหันหลังเธอโดนตะปบแน่ๆ ยังไงก็วิ่งหนีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่านักล่าได้ทัน อีกทั้งยังเป็นนักล่าที่เป็นวิญญาณร้ายอยู่อีกคงจะเสริมพลังน่าดู “แกร่ง!...โฮกกกก!!!” “กรี๊ดดดดดดดดด!! คุณพระคุณเจ้า พระเยซู บุดด้า พระถังซัมจั๋ง เทพทุกองค์ที่มีอยู่บนโลกมาช่วยลูกที!!!” วิ่งไปพลางยกร้องเรียกหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปพลางจนแทบจะไม่เป็นคำพูด สองเท้าก้าวยาวตั้งท่าวิ่งราวกับนักวิ่งมาราธอน เสือสมิงแก่ก็วิ่งตามมาติดๆ ซอกแซกซ้ายทีขวาทีชะเง้อหน้ามาให้เห็นว่ายังวิ่งตามอยู่ ก่อนที่ฝีเท้าจะหยุดแทบจะทันทีเมื่อตรงหน้าเป็นแม่น้ำกว้างที่พาดผ่านป่า “โอ้ยยยย! หนีเสือปะแม่น้ำ เอาไงดีวะนังนรินทร์!” นรินทร์รนมองด้านหลังก่อนจะมองแม่น้ำที่ขุ่นมัว เมื่อเห็นว่าเหยื่อหยุดนิ่งเสือสมิงหน้ายายแก่นั้นก็ค่อยๆเดินย่างเข้าไปใกล้เธอขึ้นเรื่อยๆ “ดวงจิตเจ้า...ช่างหอมหวานนักแม่หนู...หากข้าได้กินเข้าไปคงจักมีพลังมากจนไม่มีใครปราบข้าได้เป็นแน่” “ก็พูดได้แล้วทำไมไม่พูดดดดดด ฮือออออ” นรินทร์กล่าวทั้งที่น้ำตาเอ่อคลอ แสงตะวันเริ่มคล้อยลงนรินทร์คิดว่าเธอคงไม่รอดพ้นได้กลายเป็นอาหารเสือสมิงแน่แท้เชียว หมดหนทาง...สิ้นหวังจนยืนหลับตาแน่นตัวสั่นเทา ...ถ้าฉันตายไปเงินทั้งหมดขอยกให้น้องหมาน้องแมวจรจัด คนในทีมหาเศษซากเจอแล้วเผาให้ด้วยนะไม่ต้องสวดหรอกเพราะฟังภาษาบาลีไม่ออกอยู่แล้ว ฮือออ...เนื้อคู่ก็ยังหาไม่เจอ เจอแต่ผัวชั่ว...ชีวิตหรอชีวิต... นรินทร์สั่งเสียภายในใจ “จะกินละนะ...ฮี่ฮี่ฮี่...โฮก!!!” “มีมารยาทขออนุญาตซะด้วย ฮื่อออออ” หัวใจเต้นรัวดั่งกลองโหมโรง ตัวสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงขู่คำรามของเสือตรงหน้า แต่ทว่า... “ฟ่อ!!! ฟู่!! ฟ่อ!!”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD