อุ้มร่างหญิงสาวชาวมนุษย์กลับเข้าวังแก้วในท้องนทีที่ที่เคยเป็นรังรักของตนและมเหสี แต่บัดนี้มเหสีคู่บุญกลับต้องเกิดเป็นมนุษย์ ย่างก้าวเข้าวังพร้อมร่างของนรินทร์ที่สลบไสลผ่านบริวารทั้งหลายที่ก้มโค้งนอบน้อมอย่างเคารพ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดกษัตริย์นาคาผู้ยิ่งใหญ่ถึงได้พาสาวชาวมนุษย์กลับลงมาที่วัง ทั้งที่ก่อนหน้านั่งเฝ้าพรรณนาอาวรณ์คิดถึงแต่มเหสีอันเป็นที่รัก และเหมือนว่าจอมนาคาจะรู้ถึงความสงสัยของเหล่าบริวาร
“นางผู้นี้คือกายหยาบของเจ้าแม่นางนรินธราที่ถือกำเนิดในโลกมนุษย์ บริวารข้าอย่าช้าที...รีบตระเตรียมห้องหับรองรับนางบัดเดี๋ยวนี้”
สิ้นเสียงของกษัตริย์นาคาบริวารต่างพากันไปจัดการทำตามคำสั่ง ห้องนางผู้เป็นมเหสีที่เคยปิดไว้ถูกเปิดออกมาอีกครั้ง ก่อนจะถูกเนรมิตให้สะอาดสะอ้านเรียบร้อยเหมือนยุคที่นางเคยอยู่เมื่อพันปีที่แล้ว ก่อนที่เหล่าบริวารจะออกจากห้องไปเพื่อให้เจ้าจอมนาคาได้อยู่กับนางอันเป็นที่รักเพียงลำพัง
วางร่างกายหยาบของหญิงสาวลงบนเตียงตั่งอย่างเบามือพร้อมกับหย่อนกายลงนั่งข้างนางในดวงใจ มือหนากุมประสานไว้ไม่คลายปล่อย จับจ้องมองดวงหน้าของหญิงสาวอย่างรักใครเอ็นดูก่อนอีกมือหนึ่งจะวาดเหนือร่างนางร่ายมนต์คาถาเรียกให้ได้สติ นรินทร์ค่อยๆลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ มองใบหน้าที่คุ้นเคยก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆกายที่ไม่คุ้นเอาเสียเลย
“เฮือก!!” นรินทร์ลุกพรวดขึ้นก่อนจะมองรอบๆอย่างชัดๆ สายตาดึงกลับไปมองคนที่แต่งองค์ทรงเครื่องตรงหน้า ไม่ผิดแน่...เขาคือชายในฝัน ชุดโบราณที่เขาใส่นั้นเธอจำได้ดี
“กะ...กะ....”
“เจ้าจักกรีดร้องรือ?” องค์เพชรแก้วเอ่ยถามด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม นรินทร์พยักหน้ารัวๆ ก่อนที่จะ...
“กรี๊ดดดดดดดดดดด!!! ฉันตายแล้วใช่ไหม? ฉันตายไปแล้วใช่ไหมคะ? แล้วทำไมคุณพชรถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้? คุณพชรก็ตายแล้วหรือคะ?”
หลังจากกรีดร้องอย่างสุดเสียงตามความตกใจของตัวเองก็พ่นคำถามเป็นชุด องค์เพชรแก้วจับจ้องมองใบหน้าของเธอด้วยใบหน้าที่ยังคงเปื้อนรอยยิ้มพร้อมกับส่ายหน้าไปมา
“คุณตอบฉันสิ! ฉันตายแล้วใช่ไหม? ถ้าตายแล้วฉันอยู่ในนรกหรือสวรรค์คะ? หรือว่ากำลังรอพิพากษาจากท่านยม โธ่...ฉันยังไม่ถูกรางวัลที่หนึ่งเลยนะคะ”
นรินทร์ยังพ่นคำถามพลางทำสีหน้าสลดอย่างนึกเสียดาย เธอคิดว่าจะตายทั้งทีแต่ในชีวิตกลับไม่ประสบความสำเร็จสักอย่าง ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าเสียดาย องค์เพชรแก้วที่เห็นอย่างนั้นก็เอื้อมมือไปจับที่ไหล่ทั้งสองข้างของเธอ นรินทร์สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้ามองเขาด้วยสีหน้าที่ดูระแวงสงสัย
“ตั้งสติก่อนเถิดเจ้า...ชีวิตเจ้ายังมิได้ดับสิ้นดอกหนา”
“แล้ว...ที่นี่...”
“เจ้ารู้จักวังบาดาลรือไม่?”
“วังบาดาล? ในนิทานปรัมปราน่ะหรือคะ?” นรินทร์พูดขึ้นพลางทำท่าครุ่นคิด จะว่ารู้จักก็รู้จักอยู่หรอกแต่ไม่เคยเห็นจริงๆสักทีนี่เรื่องจริงเหรอเนี่ย
“ที่นี่คือวังบาดาล...วังแก้วของข้า ที่ที่เจ้าเคยอยู่...” องค์เพชรแก้วกล่าวก่อนจะทำหน้าเศร้าสลด นรินทร์ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ เธออยู่บ้านแม่ที่ต่างจังหวัดมาตลอดจะเคยอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
“คุณคงจำผิดคนแล้วล่ะมั้งคะ ฉันคงไม่ใช่คนที่คุณพูดถึง”
“เพชรแก้ว...ข้ามีนามว่าเพชรแก้ว”
“แล้วคุณเป็นตัวอะไร...ไม่สิ...เป็นใคร?” นรินทร์เอ่ยถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจ มองการแต่งกายของเขาคงไม่ใช่มนุษย์แน่ๆ ถึงเขาจะหน้าละม้ายคล้ายพชร จะเรียกว่าเหมือนกันอย่างกับแกะก็คงไม่ผิดเพียงแค่การแต่งกายนั้นต่างกันจนอดคิดไม่ได้ว่าเขาไม่ใช่มนุษย์ องค์เพชรแก้วไม่ได้ตอบเพียงแค่ส่งยิ้มให้เธอเท่านั้นก่อนจะคว้าเธอเข้าไปกอดไว้แน่นด้วยความคิดถึงห่วงหา
“แม้เจ้าจักลืมข้าไปสิ้นแล้ว แต่ข้ายังคงจงรักเพียงเจ้า” องค์เพชรแก้วเอ่ยเสียงเศร้า พาลทำให้คนที่โดนกอดไม่กล้าที่จะผลักไสเขาออกได้แต่นั่งนิ่งๆอยู่อย่างนั้น ภายในใจกลับรู้สึกเศร้าไปด้วย...แต่ถึงอย่างไรเธอก็คิดว่าตัวเองไม่ใช่คนที่เขาเอ่ยถึงและอาจจะเป็นความเข้าใจผิด
“อะ...เอ่อ...คือว่า ฉันไม่ใช่...”
“เจ้าพักก่อนเถิด...วันรุ่งข้าจักพาเจ้ากลับ” องค์เพชรแก้วเลือกที่จะกล่าวตัดบทไป เพียงเพราะใจไม่อยากได้ยินคำพูดของนางอันเป็นที่รัก คำพูดนั้นเขารู้ดีว่ามันจะทำให้เขารู้สึกเจ็บปวด...อยากครองคู่เคียงกายแต่กลับทำไม่ได้เพราะด้วยความที่ตนไม่ใช่มนุษย์เหมือนกันกับนาง
“ฉันพึ่งตื่นน่ะคุณ เอ่อ ท่าน...ฉันอยากเที่ยวชมวังบาดาลที่ท่านว่านี้ได้ไหมคะ?” นรินทร์เอ่ยถามตาใส แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเหมือนหญิงสาวชาวมนุษย์ทั่วไป องค์เพชรแก้วยิ้มรับก่อนจะพยักหน้าตามใจคำขอของนาง
ทั้งสองเดินไปตามทางเดินของวังแก้วรอบๆวัง เดินเคียงกายกันไม่ห่างยิ่งทำให้คิดถึงวันเวลาที่ผันผ่านมาร่วมนับพันปีที่เคยเดินชมวังเช่นนี้ในครั้งแรกที่นางเข้ามารับตำแหน่งมเหสีของวังบูรพาบาดาลแห่งนี้ สีหน้าของนรินทร์ดูตื่นตาตื่นใจ บริวารมีทั่วทุกมุมของวังล้วนแต่แปลงกายเป็นมนุษย์อย่างที่องค์เพชรแก้วสั่งเพราะไม่อยากให้นางอันเป็นที่รักตกใจจนล้มพับไปอีก
“ว่าแต่...ท่านเป็นใครกันคะ? จะไม่บอกกันจริงๆเหรอ?” นรินทร์กันหน้าไปเอ่ยถามองค์เพชรแก้วด้วยความอยากรู้ แม้ในใจจะแอบคิดว่าเป็นพญานาคหรือเปล่าแต่ก็ไม่อยากคิดไปเอง ถึงได้ถามให้มันแน่ชัดไปเลย
“ถึงเวลาเจ้าจักแน่ใจเอง”
“โธ่...” นรินทร์ทำหน้ามุ่ยก่อนจะหันไปสนใจรอบๆกายตัวเอง รอบข้างเหมือนวิมานในฝันที่ไม่มีอยู่จริง แหงนมองบนท้องฟ้าก็เหมือนกับว่าเห็นแสงอาทิตย์แต่กลับมองไม่เห็นดวงอาทิตย์
หมอกหนาบดบังรอบข้างไว้จนแทบจะมองไม่ออกแต่ที่ที่เธอยืนอยู่ก็เหมือนอยู่บนดิน มีพืชพรรณแมกไม้ต่างๆนานาพื้นหญ้าสีเขียวขจี ไม่เหมือนวังบาดาลที่เธอเคยได้ยินมา เหมือนเมืองโบราณเสียมากกว่า แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ถูกเนรมิตขึ้นมาด้วยมนตราเพราะรู้อยู่แล้วเธอจะชอบมัน
นรินทร์หันสายตาไปมองสวนด้านหลังที่มีธารน้ำและดอกไม้มากมาย มีทั้งผีเสื้อและม่านรุ้ง เธอจึงรีบเดินลงไปด้วยความตื่นตาตื่นใจก่อนจะโน้มตัวลงดอมดมกลิ่นดอกมะลิที่ชื่นชอบ องค์เพชรแก้วที่เดินตามมาถึงกับยิ้มออกมา ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนเธอก็ยังคงชื่นชอบดอกมะลินี้ตามนิสัยเดิม องค์เพชรแก้วเดินเข้าใกล้โน้มตัวลงข้างหญิงสาวดอมดมกลิ่นดอกไม้เช่นกันกับเธอ
นรินทร์เบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่ใกล้กันแค่ลมหายใจ สองสายตาประสานกันนิ่งค้างใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรยังคงส่งยิ้มให้เธอใกล้ นรินทร์ได้สติก็รีบยืดตัวตรงอย่างขวยเขินยืนตัวแข็งทื่อเพราะทำอะไรไม่ถูก
“อะ...เอ่อ...”
“ชอบใช่รือไม่”
“คะ? คือ...”
“ข้าหมายความถึงดอกมะลิ”
“ชะ...ชอบสิคะ” พยายามพูดอย่างข่มใจไม่ให้สั่นไหวไปกับเทพบุตรตรงหน้า สายตาหันเหไปทางอื่นด้วยความอายไม่กล้ามองหน้าเขา องค์เพชรแก้วจึงเด็ดดอกมะลินั้นขึ้นมาดอมดมมันอีกครั้งทั้งที่สายตายังคงจับจ้องมองใบหน้าของเธอ นรินทร์ดึงสายตาไปมองเขาเล็กน้อย ใจดวงน้อยเต้นรัวเร็วทำให้เธอรู้ว่าตัวเองยังหายใจอยู่
สองขายาวย่างก้าวเข้าไปหาเธอที่ยังคงยืนนิ่งค้าง ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวไปไหน...ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรนั้นเลื่อนโน้มเข้าไปใกล้ใบหน้าของเธอ นรินทร์ค่อยๆหลับตาลงทั้งกลัวแต่ก็จำยอมเผลอคิดไปไกล แต่ทว่ากลับรู้สึกถึงสิ่งหนึ่งที่แหนบข้างใบหู
เธอจึงลืมตาขึ้นก็เห็นใบหน้าของเขาอยู่ใกล้อีกครั้ง เธอจ้องมองเขาราวกับต้องมนต์สะกด ใบหน้าที่ดูตั้งใจทัดดอกไม้ให้เธอนั้นทำให้เธอเขินไม่น้อย เธอจ้องมองเขาอยู่อย่างนั้นก่อนที่เขาจะหลุบสายตาหวานเชื่อมประสานสายตากับเธอทั้งที่มือยังคงค้างอยู่ดอกไม้ข้างหู ใกล้กันจนแทบจะทัดทานความรู้สึกที่มีไม่ได้ สายตาคมสีน้ำผึ้งนั้นเลื่อนหลุบไปมองที่ริมฝีปากอิ่มกระจับของเธออย่างหลงใหล ใบหน้าสวยนี้ยังคงเหมือนเชกเช่นเดิม...
โน้มหน้าเข้าใกล้เรื่อยๆจนปลายจมูกชิดติดกัน นรินทร์ก็ไม่ได้มีท่าทีขัดขืนซ้ำยังหลับตาพริ้มเงยหน้ารอรับสัมผัสนั้นอย่างเต็มใจ แม้ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้นแต่ก็ปฏิเสธความรู้สึกตอนนี้ของตัวเองไม่ได้เลย...