“หมู่บ้านบูรบุรีเป็นหมู่บ้านที่เคยจมอยู่ใต้ทะเลตามแผนที่โลกเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ก่อนจะกลายเป็นพื้นดินตามวลาเปลี่ยนไปตามโลกที่หมุน ชาวบ้านส่วนใหญ่จะเป็นชาวป่าชาวเขาแถบนี้ที่มารวมตัวกัน ก่อนจะขึ้นทะเบียนหมู่บ้านกับทางรัฐบาล เพื่อสิทธิ์การรักษาในโรงพยาบาลและถนนหนทางน่ะครับ”
พชรเดินไปพลางอธิบายประวัติของหมู่บ้านไป ทุกคนต่างพากันจดเรื่องราวประวัติของหมู่บ้านนี้ นรินทร์ฟังแล้วก็มองไปรอบๆหมู่บ้านพร้อมขมวดคิ้วสงสัย
“นี่ขนาดทางรัฐเข้ามาแต่กลับไม่มีไฟฟ้าใช้?” นรินทร์เอ่ยขึ้นอย่างไม่เชื่อ พชรหันไปมองเธออย่างยิ้มๆก่อนจะตอบ
“อาจจะเป็นเพราะเส้นทางมันธุระกันดารเกินกว่าที่จะเคลื่อนย้ายเสาไฟฟ้าเข้ามาได้ อีกอย่างที่ทางรัฐยอมรับเรื่องเข้ามาก็เพราะโบราณสถานหรือเทวาลัยเจ้าปู่นั่นแหละครับ”
“โห ถ้าไม่มีผลประโยชน์ก็เหลียวแลสินะ” มินตราละจากสมุดจดของเธอแล้วพูดขึ้นพลางทำหน้ามุ่ย พชรและแสงศรได้แต่ปรายตามองมินตราอย่างยิ้มๆไปตอบอะไร
“พูดจาแบบนี้ระวังเข้าคุกนะเว้ยไอ้มิน” เทวินพูดไปพร้อมกับส่ายหน้าไปมากับคำพูดคำจาที่โผงผางของมินตรา
“ก็มันจริงนี่” มินตราเอ่ยย้ำ
“แน่ะ ยังไม่หยุดอีก” เทวินห้ามอีกครั้ง
“พี่ไม่หารนะมินตรา” นรินทร์เอ่ยอย่างยิ้มๆ
“พี่ก็ด้วย” นิลนนท์เสริมทัพอีกคน
“เห็นถึงความรักน้องจากใจจริงเลยล่ะค่ะ ใช่ไหมคะคุณพชร คุณแสงศร” มินตราหันไปหาพรรคพวกกับพชรและแสงศร พชรยิ้มออกมาก่อนจะหรี่ตามองหญิงสาวตรงหน้า
“ผมไม่เกี่ยวนะครับ ผมแค่บอกประวัติหมู่บ้าน” พชรกล่าว
“อะ...อ้าว งั้น....” มินตราได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มแห้งก่อนจะหันไปทางแสงศร
“ผมขอติดตามนายท่านไปตลอดแล้วกันครับ” ว่าแล้วก็ก้มหน้าหงุด มินตราถึงกับอ้าปากค้างทำเอาทุกคนต่างหัวเราะกับท่าทีของมินตราที่ยืนเกาศีรษะอย่างงุนงงที่ถูกทิ้งไว้คนเดียวไม่มีใครเห็นด้วยสักคน เว้นแต่ก็ภากรณ์ที่ยังคงยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงพลางทำหน้าไม่พอใจเท่าไหร่นักที่นรินทร์ดูจะสนิทสนมกับพชรมากขึ้นกว่าเดิม จากที่เห็นยืนหัวเราะหยอกล้อมินตราไปและลอบส่งสายตาหวานเชื่อมกันไป
“ว่าแต่คุณพชรพูดเหมือนอยู่ที่นี่มาแล้วร้อยปีเลยนะคะ” นรินทร์หันไปแซวพชรที่รู้เรื่องหมู่บ้านนี้เป็นอย่างดี พชรปรายสายตามองแสงศรที่อยู่ข้างกายตนก่อนจะหันไปยิ้มให้เธอ
“ก็ผม...เกิดที่นี่...นี่ครับ”
“ว่าแต่...คุณพชรพอรู้ไหมคะว่าเจ้าปู่ที่ชาวบ้านกราบไหว้กัน เขามูแล้วมีผลเรื่องอะไรคะ”
“มู?” พชรทำหน้างงครู่หนึ่ง ถึงแม้ว่าเขาจะพอรู้จักยุคสมัยใหม่แต่ศัพท์บางคำเขาก็ใช่ว่าจะรู้ไปเสียหมด แสงศรเองก็ไม่ต่างกัน คงจะมีเพียงนิลนนท์ที่เห็นพชรและแสงศรงุนงงเขาถึงกับหัวเราะ
“ค่ะ ก็มูแล้วดียังไงบ้างเหรอคะ?”
“มูเตลู ขอเรื่องอะไรแล้วสำเร็จน่ะครับ” นิลนนท์ตอบออกไปอย่างยิ้มๆ พชรและแสงศรพากันพยักหน้าเมื่อได้รับความรู้ใหม่ นับวันเหล่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ยุคใหม่ก็มีคำพูดแปลกๆมากขึ้นจนเขาแทบจะตามไม่ทันอยู่แล้ว เจอคำว่ามูเตลูเข้าไปทำเอาเจ้าจอมนาคาอย่างเขาถึงกับมึนตึบ
“ทุกเรื่องน่ะครับ โดยเฉพาะความรัก...” พชรพูดพร้อมจึงใจจับจ้องใบหน้าของนรินทร์ แต่ดูเหมือนว่าเธอนั้น....
“เรื่องหวยล่ะค่ะ? ปังไหม?” นรินทร์พูดขึ้นด้วยสีหน้ามีความหวัง เธอไม่ได้รับรู้สิ่งที่พชรต้องการจะสื่อเลยแม้แต่น้อย พชรหุบรอยยิ้มหวานก่อนจะทอดถอนหายใจยกมือขึ้นนวดขมับ...เขาลืมไปว่ายังไงเธอก็เป็นมนุษย์มีความโลภเป็นธรรมดา
“ก็...พอได้นะครับ แต่คุณนรินทร์คงจะไม่มีดวงเรื่องนั้น ขอยังไงไม่น่าจะถูก...” พชรเอ่ยขึ้นพยายามให้เธอตัดใจเรื่องโชคลาภทางการพนัน เพราะเขาไม่ยอมปล่อยให้เธอเข้าไปหลงผิดในวังวนพนันอยู่แล้วจึงไม่แปลกที่นรินทร์จะซื้อหวยไม่เคยถูกสักครั้งไม่ว่าจะใต้ดินหรือบนดิน
“คุณพชรรู้ได้ยังไงคะ พูดเหมือนตาเห็น...ขัดดวงกันอย่างนี้ก็แย่น่ะสิ” นรินทร์พูดอย่างเซ็งๆ ก่อนจะเดินนำหน้าไป เพื่อนๆของเธอต่างหันไปยิ้มให้พชรเจื่อนๆ เพราะหัวหน้าทีมของพวกเธอก็เป็นแบบนี้มาเสมอ เธอค่อนข้างมีความเป็นตัวของตัวเองสูง จนบางทีคนที่เข้ามาอาจจะไม่ค่อยกล้ายุ่งด้วยเสียเท่าไหร่
“เจ้าแม่นางจะอยากได้ทรัพย์สมบัติมากมายไปทำไมอีกครับ ในเมื่อทรัพย์ในเมืองบาดาลก็มีเยอะถมไป” แสงศรหันไปถามผู้เป็นเจ้านายอย่างนึกสงสัย
พชรหันไปมองหน้าลูกน้องตัวเองครู่หนึ่งก่อนจะดึงสายตากลับไปมองนรินทร์ที่เดินจากไปด้วยสีหน้าเป็นห่วง กลัวเหลือเกินว่าคนรักตนจะหลงใหลไปกับทรัพย์สมบัติในเมืองมนุษย์ที่ไม่อาจจับต้องนำไปได้เมื่อชีพวายไป
“ในเมืองมนุษย์จะอยู่รอดได้ก็ต้องใช้ทรัพย์เงินตรานั้นดำรงชีวิตเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นค่ากินค่าอยู่ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าห้อง ค่ารักษาเวลาป่วยไข้ ของใช้ต่างๆ หนี้สินภาระต่างต้องใช้เงินตราที่ไม่ยั่งยืนนี้ ไม่ได้อิ่มทิพย์อยู่สุขสบายเหมือนในโลกทิพย์หรอกนะแสงศร”
นิลนนท์พูดขึ้น พชรพยักหน้าเห็นด้วย...แต่หากให้โชคลาภแล้วมันก็ใช่ว่าจะจบเพียงเท่านั้น มนุษย์ก็อยากจะได้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมไม่มีที่สิ้นสุด ถึงขั้นบนบานศาลกล่าวซึ่งสิ่งที่บนบานนั้นอาจจะทำหรือไม่ทำเพราะลืมไปบ้างก็มีไม่ได้รักษาสัจจะอย่างที่เคยให้ทำบนบานไว้ คนไหนให้ได้ก็ให้
คนไหนบุญไม่ถึงก็ไม่ได้อย่างที่ขอ...สุดท้ายแล้วก็โทษสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าไม่ช่วย ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำบุญหรือทำทานมากนักหวังที่จะได้อย่างเดียว บางคนขอให้สำเร็จแต่ยังทำในหน้าที่ของตัวเองไม่เต็มที่ยังนั่งขี้เกียจอยู่เลย แล้วว่าโทษว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีจริงเสียอย่างนั้น นี่ละหนอมนุษย์...คิดๆแล้วพชรก็ถึงกับส่ายหน้าไปมา
“รีบตามนรินทร์...เอ่อ...เจ้าแม่นางไปเถอะครับ” นิลนนท์พูดขึ้นก่อนจะชะงักคำพูดถึงนรินทร์ครู่หนึ่ง
“ไม่เป็นไรหรอกนิลนนท์ เรียกอย่างที่เคยเรียกเถิด” พชรเอ่ยขึ้นอย่างยิ้มๆ ก่อนจะรีบเดินตามนรินทร์และเพื่อนๆที่กำลังถ่ายรูปและจดบันทึกเรื่องราวการใช้ชีวิตของคนในหมู่บ้าน
ก่อนที่ทั้งเจ็ดคนจะเดินไปถึงเทวาลัยทุกคนต่างแยกย้ายไปถ่ายรูปและจดบันทึกวาดภาพร่างเทวลัยนั้น แต่นรินทร์กลับเดินขึ้นไปบนเทวาลัยอีกครั้งทำเอาทุกคนถึงกับมองตาม
“คุณนรินทร์ครับ?” พชรค่อนข้างสงสัยจึงเดินเรียกเธอแล้วรีบเดินตามขึ้นไป ในใจเริ่มคิดแล้วว่าเธอจะมาขอพรอะไรแปลกๆอย่างที่เธอพูดไว้ก่อนหน้าหนี้หรือเปล่า...และดูเหมือนเขาจะคิดไม่ผิด
“สาธุ๊ ถ้าเจ้าปู่ที่นี่มีจริง ข้าพเจ้าขอหวยสักงวดเถอะค่ะ ขอแบบรางวัลที่หนึ่งปังๆไปเลย แล้วถ้าสำเร็จฉันจะ...”
“นี่คุณ...” พชรรับห้ามเอาไว้ก่อนพร้อมกับจับที่สองมือเล็กพนมไหว้อยู่เป็นเชิงปราม นรินทร์รีบหันขวับไปทางเขาพลางทำหน้ามุ่ย
“คุณเนี่ยขัดโชคขัดลาภฉันจริงๆเลยนะคะ” ไม่พูดเปล่าสายตาของนรินทร์กวาดมองไปทั่วเทวาลัยราวกับกำลังหาของสำคัญ
“คุณมองหาอะไรครับ” พชรอดถามไม่ได้
“เซียมซี ธูปไอไข่ หรือว่าไหจับเลข คุณไม่งั้นเจ้าปู่จะบอกเลขยังไงล่ะ”
“ที่คุณพูดนั่นมันคือการท้าทายนะคุณ ท้าทายไม่พอยังจะบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก ถ้าเป็นคุณล่ะ…มีใครก็ไม่รู้มาขอให้คุณช่วย คุณจะให้ไหม?” พชรเอ่ยถาม
“แล้ว...จะต้องขอยังไงล่ะ? ใครๆเขาก็แบบนี้ทั้งนั้น”
“จะขอพรกับสิ่งศักดิ์ที่พึ่งเจอกันครั้งแรกก็ต้องขอฝากตัวเป็นลูกเป็นหลานก่อนสิครับ แทนที่จะบนบานถ้าสำเร็จแล้วจะให้อะไร เปลี่ยนเป็นมาขอพรดีกว่าไหมครับ?”
“เฮ้อ แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะรับเป็นลูกเป็นหลานแล้วน่ะ มีตั้งหลายองค์ขอเป็นลูกหลานทุกองค์จะนับญาติกันยังไงล่ะนั่น” นรินทร์พูดไปพลางส่ายหน้า นั่นก็ขอไม่ได้นี่ก็ขอไม่ได้จะสำเร็จเมื่อไหร่แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าองค์ไหนช่วยเราจริงๆ
“นั่นสิครับ...คุณนรินทร์นี่มีแต่คำถามแปลกๆเต็มไปหมดจนผมหาคำตอบไม่ทันแล้วล่ะครับ” พชรกล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างเอ็นดูคนตรงหน้าที่ตอนนี้แม้แต่ความเชื่อความศรัทธาแทบจะไม่เหลือด้วยซ้ำ เธอไม่ได้ลบหลู่แต่แค่สงสัยไปตามประสา