๖. ถึงเวลา

1777 Words
“ไปกันใหญ่แล้วมึง เห็นกูเป็นพระถังซัมจั๋งเหรอถึงได้คิดว่ามันเคารพกูน่ะ” นรินทร์พูดตอบนิลนนท์ด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงอย่างยิ้มๆ ก่อนจะหันมาส่ายหน้าไปมากับสิ่งที่นิลนนท์พูด “แต่กูเชื่ออย่างนั้นนะ...” นิลนนท์ตอบพร้อมกับรอยยิ้มขี้เล่น นรินทร์จึงหัวเราะออกมาเบาๆ คิดว่านิลนนท์คงพูดหยอกล้อต่อมุขเธอเล่น เธอจึงไม่ได้ตอบอะไรออกไปก่อนจะมีเพื่อนรุ่นน้องในทีมจะกล่าวเสริม “พี่นิลนนท์พูดเหมือนกับอ่านใจงูได้อย่างนั้นแหละ” มินตราที่นั่งติดกระจกรถข้างๆนิลนนท์พูดขึ้นแล้วมองนิลนนท์อย่างสงสัย เพราะเธอก็เห็นเขาจ้องมองงูเหมือนกับกำลังคุยกับมันอย่างไรอย่างนั้น “มินตรา มึงเชื่อเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ...สาวคลั่งเทคโนโลยีอย่างมึงเนี่ยนะ” เทวินที่นั่งอยู่ข้างหลังกับภากรณ์พูดขึ้นและมองมินตราอย่างไม่อยากเชื่อ คนอื่นๆก็มองเทวินก่อนจะหันกลับมามองมินตราเช่นกัน “เปรียบเปรยจ้ะ เขาเรียกว่าเรียกว่าเปรียบเปรย” มินตราตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “อาจจะคุยรู้เรื่องก็ได้ พวกอสรพิษ…เลี้ยงไม่เชื่องอยู่แล้ว…พวกมันชอบสุ่มเงียบแล้วค่อยแอบฉกเหยื่อที่จ้องไว้ซะด้วยสิ...” ภากรณ์ที่นั่งเงียบอยู่นานพูดขึ้นเขาตั้งใจจะจิกกัดนิลนนท์ ทุกคนต่างหันไปมองภากรณ์อย่างไม่สบอารมณ์นักและทุกคนก็ต่างสงสัยว่าเขาตามนรินทร์มาทำไมที่นี่ อีกอย่างใครจะชอบนรินทร์หรือมาจีบเธอก็ไม่ผิดเสียหน่อย เพราะเธอนั้นเซ็นใบหย่าเรียบร้อยแล้วเท่ากับว่าเป็นหม้ายเนื้อหอม “งูไปหมดแล้วครับ…ผมนี่ตกใจแทบแย่” ลุงคนขับรถร้องบอกคนในรถอย่างนึกโล่งอกก่อนจะเช็ดเหงื่อในมือกับกางเกงยีนส์เกิดมาเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นงูตัวใหญ่ขนาดนี้หากว่าไม่ได้อยู่บนรถเขาคงจะทำอะไรไม่ถูก นรินทร์เองก็รู้สึกไม่ต่างจากลุงคนขับรถเธอเห็นด้วยในใจแต่ไม่แสดงออกเพราะไม่อยากให้คนในทีมใจเสีย “งั้นเราก็ไปกันต่อเถอะค่ะ” หนทางยังอีกยาวไกลกว่าจะถึงที่หมายนรินทร์ตัดบทเพื่อให้ถึงที่หมายก่อนมืดค่ำ ลุงคนขับทำใจแข็งจับพวงมาลัยไปต่อพลางสายตามองสอดส่องสองข้างทางอย่างระแวดระวัง กลัวจะเจออย่างเมื่อครู่ที่ทำเอาใจหายใจคว่ำไปเสียหมด ไม่เกินอึดใจรถตู้กระจกทึบก็แล่นเข้ามาในเขตของหมู่บ้านบูรบุรี หมู่บ้านที่ตั้งอยู่หลังภูเขาลูกหนึ่งของภาคตะวันออก เส้นทางเข้าคดเคี้ยวลำบากยากเข็ญจนไม่คิดว่ารถยนต์จะเข้ามาได้ เพราะเหตุนี้หมู่บ้านนี้จึงถูลืมเลือนราวกับว่าไม่มีอยู่ในแผนที่ประเทศไทยและเป็นหมู่บ้านที่ความเจริญเข้าไม่ถึงแม้ว่าโลกภายนอกจะพัฒนาไปไกลแค่ไหนก็ตาม รถตู้แล่นเข้ามาจอดหน้าที่ว่าการผู้ใหญ่บ้านสถานที่สำคัญของชุมชนที่คอยคุมกฏระเบียบของคนในหมู่บ้านเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ทีมนิตยสารของสำนักพิมพ์ชื่อดังลงจากรถมาทักทายผู้ใหญ่บ้านที่ยืนรอต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ใส่แค่โสร่งพันรอบเอว ด้านบนถอดเสื้อพาดผ้าขาม้าบนบ่าเนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยสักราวกับชายยุคโบราณยกมือรับไหว้พวกเธอ แม้แต่ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านก็ดูสวยสง่าในชุดผ้าซิ่นแบบพื้นบ้านเสื้อคอจีนสีขาวพอดีตัวแขนสามส่วนส่งเสริมให้บุคลิกของเธอดูมีราศีกว่าชาวบ้านทั่วไป หน้าตายังดูสะสวยอายุอานามของเธอคงจะห่างกับผู้ใหญ่บ้านหลายปี “สวัสดีพวกคนเมือง นึกว่าจะพากันมาไม่ถูกเสียแล้ว” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยทักทายขึ้นด้วยรอยยิ้มก่อนจะหันหน้าไปมองนรินทร์นิ่งค้างไปชั่วขณะแล้วพยักหน้ากลมใหญ่นั้น ไม่ต่างจากภรรยาของผู้ใหญ่บ้านที่เธอเองก็กำลังจ้องมองนรินทร์อย่างไม่ละสายตามาได้พักใหญ่ “เกือบจะมาไม่ถึงแล้วผู้ใหญ่ ระหว่างทางมีงูตัวเบ่อเร่อขวางรถเอาไว้ ใจผมนี่ตกไปถึงตาตุ่มเลยเชียว” คนขับรถอดไม่ได้ที่พูดถึงเรื่องที่น่าระทึกใจยังจำได้ติดตาอยู่เลย รีบฟ้องผู้ใหญ่บ้านทันที “งั้นรึ? …บ้านป่าเมืองเถื่อนก็เป็นอย่างนี้แหละ เอาล่ะ…ข้าเตรียมบ้านไว้ให้แล้ว เดี๋ยวแม่สายเมียข้าจะนำทางไป” ผู้ใหญ่บ้านพูดแค่นั้นก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ภรรยาที่ยืนอยู่ข้างกาย แม่สายภรรยาผู้ใหญ่ก็พยักหน้าก่อนจะเดินนำทางเหล่าคณะทีมของนรินทร์ไปด้านหลังบ้านของผู้ใหญ่บ้าน แอบเดินชะลอคอยให้หญิงสาวที่เจ้าหล่อนได้จ้องมองไว้เดินตามมาได้ทันก่อนจะเอียงหน้าไปถามชื่อแส้บ้านเกิดเมืองนอน “คุณมาจากที่ไหนเหรอ?” แม่สายเอ่ยถามนรินทร์ที่เดินอยู่ข้างหลังเธอเพียงเล็กน้อยใกล้ๆ “กรุงเทพค่ะ…” “ไม่ใช่ ข้าหมายถึงบ้านเกิด” “อ๋อ…เป็นคนทางเหนือค่ะ นครพล...เมืองแพรก” “จริงรึนี่…ไม่น่าเชื่อ” แม่สายทำท่าทางตกใจไม่น้อยราวกับไม่เชื่อหูที่ได้ยิน นรินทร์ขมวดคิ้วเล็กน้อยมองเอียงหน้ามองแม่สายอย่างไม่เข้าใจแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อแม้จะอยากรู้เสียเต็มประดาว่าทำไมแม่สายภรรยาผู้ใหญ่บ้านที่เธอไม่รู้จักถึงได้มีท่าทีแบบนั้น “เก็บข้าวของเรียบร้อยข้าจะพาทีมคุณนรินทร์ไปไหว้ศาลเจ้าปู่ประจำหมู่บ้านเสียก่อนค่อยหาข้าวปลากินกัน” “ทำไมต้อง…อะ...อ้าว” นรินทร์ไม่ทันได้ถามแม่สายก็ชิงเดินนำหน้าไปก่อนเสียแล้ว ทิ้งความสงสัยว่าทำไมแม่สายถึงได้รู้ชื่อของเธอไว้ในใจ นรินทร์ตั้งท่าที่จะเดินตามแม่สายให้ทันแต่ก็ถูกมือหนาของเทวินคว้าแขนไว้เสียก่อน “หัวหน้าคุยอะไรกันหรือครับ? ท่าทางดูตกใจขนาดนั้น” เทวินเอ่ยถาม “ไม่” “หือ? อะไรนะครับ” “ไม่ยุ่งสักเรื่องได้มะ?” เอ่ยตอบพร้อมยักคิ้วอย่างกวนๆ “โห่…หัว…” ไม่ทันได้ตอบภากรณ์ก็เดินเข้ามาแทรกกลางทั้งสองทำเอาเทวินถึงกับยอมละมือที่คว้าจับแขนของนรินทร์เอาไว้ออกแทบจะทันที เทวินหันไปมองตามหลังภากรณ์ขบเคี้ยวเขี้ยวฟันอย่างไม่พอใจกับการกระทำของภากรณ์นัก “รีบไปกันเถอะ แม่สายบอกว่าจะพาเราไปไหว้ศาลเจ้าปู่ของหมู่บ้าน” นรินทร์บอกเทวินก่อนจะหันไปทางรุ่นน้องในทีมที่เดินเหนื่อยหอบตามมาติดๆด้านหลัง ทุกคนพยักหน้ารับอย่างเหนื่อยล้า คำว่าไม่ไกลของคนบ้านป่านั้นไม่เท่ากันกับคนในเมืองเอาเสียเลย ทุกคนแบกเป้แบ็คแพ็คใบใหญ่สำหรับใส่สัมภาระของตนเดินตามแม่สายไปจนในที่สุดก็ถึงบ้านที่ผู้ใหญ่บ้านจัดเตรียมไว้ให้ บ้านไม้หลังใหญ่ยกสูงใต้ถุนบ้านโล่งโปร่งมีไม้ไผ่คาดไว้คาดว่าน่าจะเอาไว้ตากผ้าผ่อน มีแคร่ใหญ่ตั้งอยู่หน้าบ้านเอาไว้ให้มานั่งกินข้าวกินปลารับแขกกัน ห้องน้ำอยู่หลังบ้านแยกออกจากตัวบ้านชัดเจนแต่ที่น่ารื่นรมย์ใจคือหน้าบ้านหันไปทางทะเล บ้านนี้ติดกับทะเลเดินออกไปไม่กี่อึดใจก็ถึงชายหาด ลมทะเลโกรกตลอดเวลาทำให้ไม่รู้สึกร้อน นรินทร์หันไปตามทิศทางลมก็เห็นทะเลกว้างสุดลูกหูลูกตาอยู่ไม่ไกลนัก แววตาเธอเป็นประกายขึ้นมาอย่างอึ้งทึ่งกับภาพตรงหน้า แม้จะเป็นเหมือนบ้านชนบทในยุค80 แต่ก็ถือปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรยากาศมันสวยงามเหมือนกับมีหาดส่วนตัวอย่างไรอย่างนั้นเธออดใจไม่ได้ที่จะยกกล้องขึ้นมาบันทึกภาพตรงหน้าไว้ตามนิสัยคนทำนิตยาสาร ถ้าหากภาพเบื้องหน้าเธอถูกเผยแพร่สู่สายตาชาวโลกทุกคนคงรู้สึกทึ่งในความสวยงามของที่นี่เหมือนกันกับเธอ “พี่นรินทร์ เอาของไปเก็บก่อนเถอะค่ะ” มินตราเดินเข้ามาหาเธอด้วยรอยยิ้มร่าหลังจากที่ถอดเป้ที่แบกมาตลอดทางไปเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว “งั้นเดี๋ยวพี่ไปเก็บกระเป๋าแล้วเราไปสถานที่สำคัญของที่นี่กันเลยโชคดีจริงๆที่คุณสายแนะนำ” นรินทร์ชะงักไปเมื่อเห็นมินตรามองค้างไปอีกทาง เธอจึงหันไปตามสายตาของรุ่นน้องก่อนจะอึ้งค้างเช่นกันเงาดำที่ทอดผ่านร่างแม่สายเมื่อครู่นั้นราวกับไม่ใช่เงามนุษย์มินตรา มินตราและนรินทร์มองตากันอยู่เสี้ยววินาทีก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติต่างคนก็ต่างพยายามคิดว่าแค่ตาฝาดไปโดยไม่ได้นัดหมาย “คุณนรินทร์ชอบที่นี่ไหมคะ?” เสียงของแม่สายพูดขึ้นก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาสองสาวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มจางๆ นรินทร์หันไปตามเสียงก่อนจะยิ้มเจื่อนแล้วพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้น…ก็อยู่ที่นี่…หมายถึงอยู่นานๆนะคะ” “คะ? อ๋อ…อยู่สักพักเลยล่ะค่ะ” นรินทร์ตอบอย่างเสียไม่ได้ในใจยังคงหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาหักล้างภาพที่เห็นนี่กลางวันแสกๆคงไม่น่าจะเป็นเรื่องลี้ลับไปได้ “แม่สายจะพาพวกเราไปไหว้ศาลเจ้าปู่ใช่ไหมคะ?” มินตรารีบตัดบทมาถามแม่สายเพราะตอนนี้เธอเริ่มต้องการสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์ไหนก็ได้ให้มาคุ้มครองโดยด่วนไม่ว่าสิ่งที่เห็นจะตาฝาดหรือเปล่าก็เถอะ “นั่นสิคะ ว่าแต่…เจ้าปู่ที่แม่สายพูดถึงนี่คือ….” นรินทร์อดสงสัยไม่ได้ที่เห็นแม่สายเอาแต่เรียกเจ้าปู่ๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นเจ้าปู่ที่เธอศึกษามาไหม มินตราแอบคิดอยู่ในใจว่าจะน่ากลัวเหมือนในหนังผีหรือเปล่า คนชนบทชอบนับถือผีถือสางน่ากลัวๆ “เจ้าปู่คือ…พญานาคราชน่ะค่ะ คนในหมู่บ้านนับถือกันมานานหลายชั่วคน เจ้าปู่ปกปักรักษาคนที่นี่” แม่สายตอบพร้อมรอยยิ้มดวงตาเป็นประกายเต็มไปด้วยความศรัทธาออกมาจากคำพูดที่กล่าวถึงเจ้าปู่ที่ว่า
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD