สองสัปดาห์ต่อมา…
หลังจากคิดทบทวนเรื่องของหยาดน้ำค้างมาตลอดหลายคืน ริคคาโดก็ทำใจได้ในระดับหนึ่ง เขายอมรับความจริงว่าหยาดน้ำค้างผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจได้จากเขาไปตลอดกาลแล้ว เหลือเพียงความทรงจำที่เธอและเขาร่วมกันสร้างในวันวาน ริคคาโดเลือกที่จะเก็บความทรงจำอันสวยงามเอาไว้ อย่างน้อยสิ่งเหล่านั้นก็ช่วยให้เขามีกำลังใจใช้ชีวิตต่อในวันข้างหน้า
“ไหนแม่จ๋าดูสิ โอ้โห! ลูกชายของแม่หล่อที่สุดเลย”
ทุกๆ เช้าพราวน้ำฟ้าจะไม่พลาดสำรวจความเรียบร้อยบนเรือนร่างของเด็กชายตัวน้อย หญิงสาวจับปกเสื้อนักเรียนให้เข้าที่ขณะทอดมองหลานรักด้วยความปลื้มปริ่ม เด็กชายธีรเมธเติบโตขึ้นทุกวัน หากตอนนี้หยาดน้ำค้างยังมีชีวิตอยู่ เธอเชื่อว่าพี่สาวจะต้องมีความสุขกับการเฝ้ามองการเจริญเติบโตของบุตรชาย
แต่ถึงแม้วันนี้จะไม่มีหยาดน้ำค้างอยู่เคียงข้าง เธอก็จะขอทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ให้กำเนิดที่แท้จริง เธอจะดูแลน้องต้นน้ำไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่
“วันนี้แม่จ๋าพาต้นน้ำไปซื้อของเล่นได้ไหมครับ” ร้องขอของเล่นจากคนเป็นแม่ พราวน้ำฟ้ามีสีหน้าลำบากใจขึ้นมาทันที
“เอาไว้ก่อนได้ไหมลูก เดือนนี้แม่จ๋ามีรายจ่ายเยอะมากเลย”
บริษัทฯ ของพราวน้ำฟ้ากำลังประสบสภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ในฐานะพนักงานคนหนึ่งก็พลอยถูกลดเงินเดือนไปด้วย เธอยินยอมรับนโยบายนี้เพราะคิดว่าอย่างไรเสียก็ยังดีกว่าถูกไล่ออกเหมือนคนอื่นๆ ตอนนี้ยังไม่อยากขึ้นชื่อว่าเป็นคนตกงาน ยุคข้าวยากหมากแพงให้หางานใหม่ก็คงไม่ง่ายนัก ครั้นจะอาศัยใช้ความสามารถที่มีทำขนมขายอย่างเต็มที่กำไรก็ไม่มากพอให้ลงทุน สู้ยึดงานประจำเอาไว้แม้รายได้จะหดหายไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้พอลืมตาอ้าปาก มีเงินใช้จ่ายภายในบ้านและจ่ายค่าเทอมของต้นน้ำทุกปี
พอถูกปฏิเสธรอยยิ้มสดใสก็ถูกแทนที่ด้วยสีหน้าเศร้าหม่น พราวน้ำฟ้าไม่ชอบแววตาผิดหวังของต้นน้ำในเวลานี้เลย เธอชอบเห็นเขายิ้มและหัวเราะ สิ่งเหล่านั้นคือแรงผลักดันให้เธอมีกำลังใจลุกขึ้นต่อสู้กับปัญหาต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต
“ก็ได้ครับ ต้นน้ำเป็นเด็กดี ต้นน้ำเชื่อฟังแม่จ๋าเสมอ” หนูน้อยรับฟังเหตุผลอย่างไม่เกี่ยงงอน
“ดีมากครับ ไหนคนเก่ง มาให้แม่จ๋าหอมทีสิ” พราวน้ำฟ้าดึงต้นน้ำมากอดหอมจนชื่นใจ
บทสนทนาของสองแม่ลูกเรียกรอยยิ้มของใครบางคนที่ยืนล้วงกระเป๋าแอบฟังหลบอยู่ข้างรั้ว ริคคาโดยอมรับว่าหญิงสาวเลี้ยงลูกได้ดี เด็กวัยแค่นี้รู้จักรับฟังเหตุผลของผู้ใหญ่โดยไม่ร้องไห้งอแงก็นับว่าฉลาดพอสมควร
“ไปครับ ไปโรงเรียนกัน”
พราวน้ำฟ้าเดินจูงมือต้นน้ำมาที่หน้าประตูรั้ว เธอก้มลงไขกุญแจปลดล็อคประตูเลื่อนออกทางซ้าย ต้นน้ำรู้หน้าที่รีบออกไปยืนรอแม่ เมื่อจัดการล็อคประตูรั้วเสร็จสิ้น พราวน้ำฟ้าก็หันมาจับมือต้นน้ำ เตรียมมุ่งหน้าไปยังหน้าปากซอย รถประจำทางที่สองแม่ลูกใช้โดยสารอยู่ทุกวันคงใกล้ได้เวลามาถึงแล้ว พราวน้ำฟ้าต้องรีบเร่งฝีเท้าเพื่อจะไปให้ทันขึ้นรถ
“รถใครน่ะ”
หญิงสาวเพ่งมองรถสปอร์ตเปิดประทุนคันหรูที่จอดเทียบข้างรั้วบ้าน ช่างไม่คุ้นตาเอาเสียเลย น่ากลัวจะไม่ใช่รถของคนแถวนี้
“ให้ไปส่งไหม” ริคคาโดที่แอบอยู่ตรงพุ่มไม้รีบแสดงตัวก่อนที่สองแม่ลูกจะพากันเดินผ่านหน้าเขาไป
“คุณ!” พราวน้ำฟ้าหน้าถอดสี ไม่คิดว่าจะเจอเขา ไม่คิดว่าเขาจะย้อนกลับมาที่นี่อีก
“แม่จ๋า คุณลุงเป็นใครหรือครับ” คำถามไร้เดียงสาเรียกสติที่หลุดลอยกลับคืนสู่ร่างอีกครั้ง มือที่จับน้องต้นน้ำเริ่มชื้นเหงื่อ
“เราไปกันเถอะ แม่ไม่รู้จักเขา”
พราวน้ำฟ้าดึงตัวเด็กชายวัยห้าขวบย้ายมาเดินฝั่งขวา ไม่ต้องการให้ลูกตกเป็นเป้าสายตาของคนที่นั่งอยู่บนรถ ริคคาโดกระตุกยิ้มมุมปาก ท่าทีหวงแหนราวกับจงอางหวงไข่ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าเด็กคนนี้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา ไม่เสียแรงที่คิดเอะใจตั้งแต่คืนนั้น ยิ่งได้มองใบหน้ากลมจิ้มลิ้มของหนูน้อยในระยะใกล้ เขาก็ยิ่งแน่ใจว่านี่แหละคือสายเลือดแห่งเจอรัลล์โซ่ เด็กถอดแบบเขาราวกับแกะ หากเอารูปตอนวัยเยาว์ของชายหนุ่มมาเทียบจะยิ่งเห็นชัด เขาเพิ่งตระหนักกับประโยคที่ว่า ดีเอ็นเออยู่บนหน้าลูก ก็วันนี้
ริคคาโดขับรถตามสองแม่ลูกไปเรื่อยๆ กดดันให้พราวน้ำฟ้าต้องหันหลังมองอยู่เป็นระยะๆ จนกระทั่งไม่สามารถเก็บอารมณ์ความหงุดหงิดได้อีกต่อไป เธอหยุดเดินแล้วหันมาเผชิญหน้ากับเขาตรงๆ
“คุณต้องการอะไรกันแน่ มาตามเราทำไม”
หัวใจของพราวน้ำฟ้าเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ แผดเสียงใส่ผู้ชายที่เธอไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวตลอดชีวิต
“แล้วเธอคิดว่าฉันต้องการอะไรล่ะ” ริคคาโดแสร้งถาม เขาประเมินแล้วว่าผู้หญิงอย่างพราวน้ำฟ้าไม่ใช่คนที่จะยอมรับอะไรง่ายๆ หากเขาต้องการลูก เขาไม่ควรวู่วามหรือบุ่มบ่ามเอาดื้อๆ
“จะไปส่งลูกที่โรงเรียนไม่ใช่เหรอ ขึ้นรถสิ” เมื่อไม่ได้รับคำตอบเขาจึงเชื้อเชิญสองแม่ลูกขึ้นรถ
“ฉันไปเองได้!” พราวน้ำฟ้าสะบัดหน้าไม่รับน้ำใจจากเขา รีบพาน้องต้นน้ำเดินจ้ำอ้าวเพื่อไปให้ถึงหน้าปากซอยไวๆ
“แม่จ๋า ลุงคนนั้นเขาเป็นใครเหรอครับ”