ไอเย็นอันหนาวเหน็บจากเครื่องปรับอากาศชั้นดี ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อคนที่นอนคว่ำหน้าเปลือยท่อนบนอยู่บนเตียง ริคคาโดเมามายไม่ได้สติ รู้สึกตัวอีกทีเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือดังกระหน่ำไม่หยุด เขาเอื้อมมือกดปิดอย่างไร้เยื่อใย ไม่แม้แต่จะลืมตาดูรายชื่อคนโทร. เข้า ตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะสนทนากับใครทั้งสิ้น หัวสมองหนักอึ้งยังไม่พร้อมเปิดรับเรื่องราวใดๆ นอกจากหลับตานึกถึงภาพของหยาดน้ำค้างเท่านั้น
“อะไรอีกวะ!” เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมาอีกครั้ง ริคคาโดกัดฟันกรอด กดรับแล้วกรอกเสียงเหี้ยมลงไป
“ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญฉันเอาตายแน่!” วาจาเลือดร้อนสมกับเป็น
มาเฟียร้ายแห่งอิตาลี
“อะไรกันเพื่อนรัก… โทร. หาแค่นี้ทำไมต้องหงุดหงิดด้วยวะ” น้ำเสียงยียวนแบบนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร
“มึงโทร. มาทำไม”
“พูดกับเพื่อนรักแบบนี้ได้ไงวะ กูอุตส่าห์ให้ที่อยู่น้ำค้างไปนะเว้ย หัดสำนึกบุญคุณกันบ้าง”
ปลายสายตอบกลับมาพร้อมกับเสียงหัวเราะในลำคอ ดวงตาสีเทาเข้มลุกวาว รีบเด้งตัวลุกนั่งพิงหัวเตียงอย่างไว
“มึงหุบปากไปเลยไอ้ทัพ!”
บุญคุณงั้นเหรอ เหอะ! น้ำเน่าสิ้นดี
“มึงเจอน้ำค้างไหม”
น้ำเสียงของจอมทัพจริงจังเมื่อเอ่ยถึงหยาดน้ำค้าง ริคคาโดกำหมัดแน่น กรอกดวงตาไปมาอย่างเจ็บปวด
“เจอ” เขาเลือกที่จะไม่บอกความจริงเพราะไม่ต้องการอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น
“น้ำค้างเป็นยังไงบ้าง” ริคคาโดสัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่จอมทัพมีต่อผู้หญิงของเขา
“ก็ดี”
“งั้นเหรอ” ริคคาโดได้ยินเสียงถอนหายใจโล่งอก ก่อนที่อีกฝ่ายจะเอ่ยประโยคถัดมา “แล้วมึงจะพาน้ำค้างไปอยู่กับมึงที่อิตาลีเหรอ”
“กูจะพาไปหรือไม่มันก็เรื่องของกู มึงเสือกอะไรด้วยไม่ทราบ”
ริคคาโดชักเริ่มหงุดหงิด ต่อให้มันเป็นคนช่วยพาหยาดน้ำค้างหนีไปจากพ่อของเขา ก็ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนทรยศที่โกหกเพื่อนร่วมสาบานมาตลอดห้าปีอย่างมันจะมีสิทธิ์มาก้าวก่ายชีวิต ความผิดข้อนี้เขายังไม่หายโกรธ อาจจะอโหสิแต่ไม่มีทางลืมง่ายๆ แน่นอน
“ถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่หยาดน้ำค้างกูจะไม่ยุ่งเรื่องของมึงเลยไอ้ริค แต่ที่กูต้องยุ่งเพราะกูเป็นห่วงเธอ”
จอมทัพเองก็เริ่มเดือดปุดๆ เช่นกัน ทำอย่างกับว่าเขาอยากรู้เรื่องของมันนักนิ ที่ถามเพราะห่วงใยหยาดน้ำค้างล้วนๆ
“เมียกู! ให้กูห่วงคนเดียวพอ มึงไม่ต้องเสือก!”
พูดจบก็ตัดสายจอมทัพทิ้งทันที เขวี้ยงมือถือไปที่ปลายเตียงแล้วตวัดผ้านวมเหวี่ยงลงพื้นแรงๆ พาร่างกายสูงใหญ่เดินเข้าห้องน้ำ จ้องมองกระจกเงาที่ส่องสะท้อนสภาพของตัวเองพลางถอนหายใจพรืดใหญ่ เท้ามือลงบนอ่างล้างหน้าขณะหลับตาสะกดกลั้นอารมณ์อ่อนไหว ดวงตาสีเทาเข้มค่อยๆ ปรือขึ้นช้าๆ ทอดมองผู้ชายคนหนึ่งที่เจ็บปวดทรมานกับความรักที่ไม่สมหวัง ริคคาโดกระตุกยิ้มมุมปากสมเพชตัวเอง เขาในเวลานี้ไม่ต่างไปจากพวกขี้แพ้ที่สิ้นหวังในชีวิต หมดแรงไขว่คว้าปรารถนาหาบางสิ่ง เปรียบดั่งวิญญาณที่ล่องลอยออกจากร่าง เหลือไว้เพียงกายที่ทำหน้าที่หายใจทิ้งไปวันๆ
“น้ำค้าง ฉันคิดถึงเธอ”
อีกนานแค่ไหนกว่าหัวใจดวงนี้จะยอมรับ ว่าผู้หญิงที่ชื่อหยาดน้ำค้างไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว
“จอดตรงนี้ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวพราวเดินเข้าไปเอง” พราวน้ำฟ้าบอกกับสารถีหนุ่มด้วยรอยยิ้ม
“แล้วเย็นนี้จะให้พี่มารับไหม” พอลเอ่ยถามอย่างมีหวัง ได้มาส่งทั้งทีเขาก็อยากมารับเธอกลับบ้านพร้อมกัน
“ค่ะ” พราวน้ำฟ้าพยักหน้าสอดประสานนิ้วเรียวทั้งสิบเข้าด้วยกัน เธอนั่งหลังตรงพร้อมกับสูดลมหายใจทำสมาธิ
“พราวมีเรื่องอะไรหรือเปล่า พี่เห็นเรานั่งเงียบมาตลอดทาง”
พอลแอบสังเกตสาวเจ้าอยู่เป็นระยะๆ พราวน้ำฟ้าดูไม่สดใสร่าเริงเหมือนเช่นเคย เหมือนคนกำลังมีความทุกข์อยู่ในใจ
“ความจริงที่พราวขอให้พี่มาส่ง ก็เพราะว่าพราวมีเรื่องสำคัญอยากปรึกษาพี่ค่ะ” พอลเป็นคนเดียวที่สามารถให้คำปรึกษาเธอได้ เขามีวุฒิภาวะของความเป็นผู้นำและผู้รับฟังที่ดี
“มีเรื่องอะไรครับ” พอลรู้สึกเจ็บแปลบในอก ที่เธอยอมขึ้นรถมากับเขาก็เพียงต้องการแค่คำปรึกษาสินะ
“เมื่อคืน… สามีของพี่น้ำค้างมาหาพราวที่บ้านค่ะ”
“สามี?” พอลมีสีหน้าตกใจ เขารีบตั้งสติและเอ่ยถามต่อว่า “พราวแน่ใจนะว่าผู้ชายที่มาหาพราวเป็นสามีของน้ำค้างจริงๆ”
“ทีแรกก็ไม่แน่ใจค่ะ แต่ดูจากลักษณะท่าทางรวมไปถึงตอนที่เขารู้ว่าพี่น้ำค้างจากไปแล้ว เขาก็เสียใจมากถึงขั้น…”
เสียงหวานหยุดชะงัก พอลตั้งหน้าตั้งตารอฟังอย่างใจจดใจจ่อ
“แย่งโกศบรรจุอัฐิของพี่น้ำค้าง พราวก็เริ่มแน่ใจแล้วว่าเขาคือสามีของพี่น้ำค้างจริงๆ” พฤติกรรมที่เขาแสดงออกในคืนนั้นทำให้พราวน้ำฟ้ามั่นใจว่าผู้ชายคนนั้นรักพี่สาวของเธอมาก แววตาของเขาถ่ายทอดออกมาทุกความรู้สึก
เจ็บปวด สิ้นหวัง ทุกข์ทรมาน
เขาทำให้เธอเชื่อสนิทใจว่าหยาดน้ำค้างคือทุกอย่างในชีวิต…
“แล้วพราวให้เขาไปหรือเปล่า” พราวน้ำฟ้าพยักหน้าเบาๆ พอลแทบไม่อยากเชื่อ ด้วยนิสัยของหญิงสาวไม่ใช่คนยอมใครง่ายๆ แต่ทำไมถึงยอมให้ของสำคัญถูกยื้อแย่งไปต่อหน้าต่อตา
“ทำไมล่ะพราว เขาขู่บังคับเอาไปใช่ไหม” กลายเป็นพอลที่เดือดเนื้อร้อนใจแทนเธอ
“ไม่ใช่ค่ะพี่พอล ที่พราวยอมให้เขาได้อัฐิของพี่หยาดน้ำค้างไป เป็นเพราะว่าพราวไม่ต้องการให้เขากลับมาที่บ้านอีก พราวกลัวว่าเขาจะสงสัยเรื่องน้องต้นน้ำ”
ประโยคสุดท้ายหางเสียงแผ่วเบา พราวน้ำฟ้าอ่อนไหวง่ายกับเรื่องในครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องของหลานชายตัวน้อยที่เลี้ยงดูฟูมฟักมาแต่อ้อนแต่ออก
“พราว…” พอลรู้ดีว่าคนตรงหน้ากำลังรู้สึกเช่นไร
“ถึงพราวไม่เคยรู้ว่าพ่อของต้นน้ำเป็นใคร แต่คืนนั้นที่พราวได้เจอเขา พราวมั่นใจว่าเขาต้องเป็นพ่อของต้นน้ำแน่ๆ เขาสองคนหน้าตาเหมือนกันมาก”
ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว กลัวคนที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาบังเกิดเกล้าจะใช้สิทธิ์อันชอบธรรมพรากหลานชายสุดที่รักไปจากอก
“พราวจะทำยังไงดีคะพี่พอล ถ้าเกิดเขานึกสงสัยหรือคลางแคลงใจขึ้นมาจริงๆ พราวจะทำยังไง”
พราวน้ำฟ้าร้องถามทั้งน้ำตา ไม่บ่อยนักที่หญิงสาวผู้เข้มแข็งจะร้องไห้ให้ใครเห็น ต่อให้มีเรื่องหนักหนาเพียงใดพราวน้ำฟ้าก็ไม่เคยทำตัวอ่อนแอต่อหน้าใคร
แสดงให้เห็นชัดว่าเรื่องของต้นน้ำมีความสำคัญต่อเธอมากจริงๆ
“พราวใจเย็นๆ นะ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ อย่าเพิ่งหวาดกลัวกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น” พอลแตะบ่าให้กำลังใจ
“แต่พราวกลัว” ดวงตากลมโตสั่นระริก เหมือนลูกแมวน้อยหลงทิศทาง “พราวกลัวเขาเอาต้นน้ำไปจากพราว”
“คิดในแง่ดีนะพราว บางทีผู้ชายคนนั้นอาจไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของต้นน้ำก็ได้นะครับ” พราวน้ำฟ้าเริ่มตั้งสติคิดตามพอล
“อีกอย่างผู้ชายคนนั้นก็ได้อัฐิของน้ำค้างไปแล้ว พี่ว่าเขาคงไม่มายุ่งกับพราวและต้นน้ำอีกแล้วล่ะ” พอลคิดเช่นไรก็เอ่ยออกไป เขาเพียงแต่พูดไปตามความรู้สึก ไม่คิดซับซ้อนเหมือนพราวน้ำฟ้า
“นั่นสิ” ในเมื่อเขาได้สิ่งที่ต้องการกลับไปแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องหวนกลับมาอีก
“ดีขึ้นแล้วใช่ไหม” พอลถามยิ้มๆ พราวน้ำฟ้าพยักหน้า
“ค่ะ พอตั้งสติคิดตามที่พี่พอลพูด จิตใจมันก็ไม่ฟุ้งซ่านเหมือนตอนแรก” เจ้าหล่อนพูดเสียงกลั้วหัวเราะ พอลเอื้อมมือเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มนุ่ม แววตาอาทรทอดมองอย่างลึกซึ้ง
“พราวขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ” พราวน้ำฟ้าค่อยๆ ผละตัวออกห่างโดยไม่ให้น่าเกลียด พอลรู้ดีว่านั่นคือการกระทำเพื่อรักษาน้ำใจ
“เย็นนี้พี่มารับนะครับ” เขาฝืนยิ้มกลบเกลื่อน พยายามเก็บซ่อนความน้อยเนื้อต่ำใจเอาไว้ให้ลึกที่สุด
เฝ้ามองจนกระทั่งคนตัวเล็กเดินหายเข้าไปในตึกใหญ่จึงขับรถกลับไป…