9:อย่าพึ่งทุ่มเทให้ฉันเลย

2503 Words
อย่าพึ่งทุ่มเทให้ฉันเลย : ฝนที่เทกระหนำเหลือเพียงสายฝนพรำที่ทำเอาชายร่างสูงหงุดหงิด จอดรถมอไซค์รุ่นที่เคยฮิตในอดีตนอกตัวบ้านตบขาตั้งลงลุกจากการนั่งคร่อมเดินหลบน้ำที่ขังตามพื้นดินเป็นหลุมต่างขนาดกันเข้าในที่ใต้ชายคาบ้านปัดเม็ดฝนที่เกาะตามเสื้อผ้าอย่างเหนื่อยหน่าย ฝนแปดแดดสี่คือวิถีของภูมิประเทศภาคนี้ใช่มั้ย ผมไม่ชอบฝนเท่าไหร่ยิ่งมองฟ้าหม่นๆ กับสายฝนที่โปรยปรายแล้วมันรู้สึกเศร้าเหงาข้างในหัวใจขึ้นมาได้อย่างประหลาด เหงา… เพราะชีวิตผมขาดใครคนนึงไปใช่มั้ย? คนที่ทำตัววุ่นวายแถมยังกวนตีนให้ผมต้องหงุดหงิดอารมณ์เสียได้ตลอดหลายปีตั้งแต่วันแรกที่เรารู้จักกัน แต่พอไม่มีมันให้ผมคอยบ่นคอยด่าก็รู้ตัวครับว่าสิ่งที่ผมตัดสินใจลงไปมันไม่ส่งผลดีกับใครเลย คงไม่ต้องสงสัยว่าผมรู้สึกยังไงกับมันถ้าไม่รู้สึกก็คงไล่มันออกจากบ้านอยู่ให้ห่างกันที่สุดไปแล้วครับตอนนี้สิ่งที่ทำได้คือ ทำใจ… ทำตัวให้ชินเข้าไว้มันเสียใจผมเองก็เสียใจแต่จะให้ทำไงได้ก็ผมอุทิศชีวิตให้กับงานและนายใหญ่ไปแล้วครับ ไม่กล้าจะใช้คำว่า ‘คิดถึง’ กับช่วงเวลาที่อึมครึมไม่ต่างจากฟ้าที่ครึ้มฝน ผมมันก็แค่ผู้ชายขี้ขลาดที่ไม่กล้าซื่อตรงกับใจตัวเอง ‘มึงคงสบายดีนะไอ้ดิม…’ ถามออกไปกับฝนกับฟ้าเพราะไม่ได้ติดต่อกันเลยตั้งแต่วันนั้น ไม่ใช่ไม่อยากติดต่อแต่ผมคิดว่าถ้าผมทำแบบนั้นจะไม่เป็นผลดีกับมันเท่าไหร่ ผมไม่ควรทำร้ายมันซ้ำๆ ในเมื่อผมเลือกจะใจร้ายทำร้ายมันตั้งแต่ต้น แต่คนใจร้ายอย่างผมเองมันก็ได้แต่โทษตัวเองที่ไร้ความกล้า โทษตัวเองที่คิดถี่ถ้วนทุกอย่างยกเว้นความรู้สึกของตัวเองสุดท้ายผมคงเป็นไอ้ขี้ขลาด…ที่ต้องจมอยู่กับความผิดพลาดของตัวเองตลอดไป ดีแล้ว… ให้มันเป็นแบบนี้ล่ะ… ปลอบใจตัวเองทุกวันและเฝ้ารอวันที่เราจะเป็นพี่น้องกันได้สาบานว่าผมจะเป็นพี่ชายที่ดีที่สุดสำหรับมัน เราจะเป็นพี่น้องกันตลอดไป… ยีหัวปัดไล่เม็ดฝนก่อนจะดึงผ้าข้าวม้าที่ตากไว้มาเช็ดหัวพร้อมกับทอดสายตามองท้องฟ้าที่ยังอึมครึมไร้แสงสว่าง สามอาทิตย์แล้วที่ผมต้องอยู่กับอะไรที่ไม่คุ้นชินทั้งเรื่องส่วนตัวของตัวเองและเรื่องงาน มาเช่าบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนเก่าๆ ฝังตัวอยู่ในพื้นที่ซึ่งห่างออกมาจากชุมชนไม่มากนักแต่ก็เหมือนจะถูกจับตามองในฐานะคนต่างถิ่นจากคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นเพื่อนข้างบ้านแสนใจดีและผู้นำชุมชนที่ต้อนรับในฐานะเจ้าบ้านถูกพวกเขาซักถามประวัติด้วยความเป็นกันเอง แน่นอนว่าผมก็ต้องสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่พยามกลมกลืนไปให้ได้กับทุกคน เรื่องปรับตัวให้กลมกลืนผมว่าตัวเองไม่มีปัญหาอาบน้ำเสร็จคว้าเสื้อผ้าตัวไหนได้ก็ใส่ผมก็ไม่ต้องเซ็ทหนวดก็ไม่ต้องโกนน้ำหอมไม่ต้องใช้ออกจากบ้านได้ในเวลาไม่ถึงห้านาที กินง่ายอยู่ก็ง่ายไม่มีปัญหาอะไร สิ่งที่หนักใจคืองาน อย่างที่ผมบอกไปตอนต้นว่ามันผ่านมาสามอาทิตย์ไม่มีอะไรคืบหน้าสักนิดย่ำอยู่กับที่ใช้คนเป็นเหยื่อล่อให้ลูกน้องสองคนที่ร่วมทีมปลอมเป็นผมกับไอ้ตี๋เพื่อจับสังเกตุจากเอเย่นต์ทุกกลุ่มแก๊งค์แต่ก็ยังไม่พบคนที่น่าสงสัยเหมือนอีกฝ่ายเองก็ระวังตัวเหมือนกัน ถามหาความรับผิดชอบจากเอเย่นต์ที่เคยการันตีความเสียหายก็ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าไหร่ โบ้ยกันไปมาสุดท้ายก็ต้องเรียกว่าอยากจะปัดความรับผิดชอบโทษว่าของทีาส่งมามันล็อตใหญ่เกินไปตำรวจจมูกไวเลยไล่ตะคลุบทัน สรุปคือพวกเขาสนแค่เงิน สนแค่ผลประโยชน์ไม่ใช่พี่น้องที่ร่วมเป็นร่วมตายในยามยากผมเลยทำงานลำบากยิ่งขึ้น จะให้ส่งของล็อตใหม่มาก็ยังเสี่ยงเกินไปคนเราน้อยจับตาดูได้ไม่ทั่วถึงผมก็อาสัยสืบไปทีละคนทีละกลุ่มเข้าไปคลุกคลีทำความรู้จักด้วยการสังสรรค์วนไป ตกเย็นก็พากันไปนั่งกินเหล้าตามร้านคาราโอเกะฟังพวกเขาอวดเบ่งใส่กัน ‘มากับพี่ไม่ต้องห่วงมีปัญหาไรพี่เคลียเอง’ ฟังจนเหมือนเป็นคำพูดติดปาก เดินเข้าบ้านลงกลอนอย่างแน่นหนาแล้วก็หยิบมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ที่ชื้นฝนรายงายนายใหญ่ว่าวันนี้ยังคงไม่มีอะไรคืบหน้า รู้สึกผิดหวังกับตัวเองมากครับรู้สึกว่าผมยังใช้ความสามารถและความพยายามไม่มากพอ ทำไมท้อจังนะ… “เห้อ…” ถอนใจแล้วก็ก้มหน้าจ้องมือถือพึ่งสังเกตุว่าชื่อในข้อความแชทต่อจากนายใหญ่เป็นของใคร จ้อง… ชื่อไอ้ดิมอยู่แบบนั้น… ผมควรทักมันไปมั้ยนะ? เริ่มจากคำง่ายๆ ว่า ‘มึงเป็นไงบ้าง’ รู้สึกอยากเห็นแก่ตัวขึ้นมาบ้างเพราะความขุ่นมัวในใจทำให้ผมอยากได้พลังจากเด็กที่ผมเคยบ่นถึงความกวนตีน อยากได้ที่ปรึกษาหรือฟังเรื่องไร้สาระเผื่อจะยิ้มขึ้นมาได้ คิดถึงมึงบ่อยไปแล้ว… มึงล่ะดิมคิดถึงกูบ้างรึเปล่า… ยิ้มเหงาๆ มองรูปโปรไฟล์ที่เห็นเพียงรอยสักที่แขนแต่ในสมองและในใจผมจำหน้าเจ้าเด็กกวนตีนได้ไม่มีลืมครับ Trrr…Trrr… มือถืออีกเครื่องดังขึ้นรู้สึกใจชื้นขึ้นมาอีกนิดหน่อยเพราะมือถือเครื่องนี้มันเอาไว้ใช้สำหรับงานนี้โดยตรง มองชื่อที่ขึ้นบนหน้าจอก่อนจะกดรับสาย “ครับพี่บ่าว” ‘เย็นนี้ที่คาราโอเกะอีกมั้ยน้องบ่าว’ “ครับได้ค่ำๆ เจอกัน” ปลายสายตอบรับแล้วชวนคุยอีกสองสามคำก่อนวางสาย หวังว่าครั้งนี้จะมีอะไรคืบหน้า ที่ร้านคาราโอเกะ “อ้าวมาๆ นั่งๆ …” เดินเข้าไปร่วมวงตามคำชวนของผู้ชายผิวเข้มหน้าดุแต่ดูเป็นมิตรไม่โหดเท่าหน้า เขาชื่อเอก จะเรียกว่าเป็นลูกพี่ของพวกลูกน้องปลายแถวอีกทีก็ได้ กวาดตามองยิ้มเล็กๆ ทักทายคนที่คุ้นเคยเห็นหน้าคร่าตากันหลายครั้งจนมาสะดุดกับคนที่นั่งหลบมุมทำตัวไม่มีบทบาทสำคัญแต่สร้างความสนใจให้กับผมได้แทบจะในทันที แค่มองหน้ากันก็รู้ถึงความผิดปรกติที่อีกฝ่ายแฝงเร้นเอาไว้เรียกได้ว่าเป็นความกลมกลืนที่มีความแตกต่าง ทรงตำรวจเหมือนกันนะแม้จะแต่งตัวกลมกลืนไว้ผมยาวไว้หนวดซึ่งใครเขาก็ทำได้ผมเองยังทำแต่การนั่งกวาดตามองเหมือนสังเกตุพฤติกรรมของทุกคนและการระมัดระวังตัวทำให้ผมเริ่มมั่นใจ “คนนี้ผมไม่เคยเห็นหน้า?” “อ่อ…มันชื่อไอ่นุยังเป็นเด็กใหม่รู้จักกันไว้ไหว้พี่เขาตะ” พี่บ่าวเอกชี้ให้เด็กใหม่หันมายกมือไหว้ผม ยกมือรับไหว้จากนุที่ยกมือไหว้ผมตามคำสั่งลูกพี่อย่างว่าง่ายประสบการณ์บอกผมว่ายังไงก็มองไม่ผิด ทางฝั่งนั้นก็พยายามเก็บอาการทำตัวเป็นปรกติเช่นกัน การสังสรรค์ดื่มกินเริ่มขึ้น พี่บ่าวเขาติดสาวร้านคาราโอเกะถึงได้หาเรื่องชวนผมมาแทบทุกวันเรียกว่าคำชวนที่ไม่ได้ตั้งใจของผมในตอนต้นได้ทำให้คนหน้าโหดจริงจังกับสาวงามที่ขาวอวบหน้าหวานตาคมจนเอ่ยชมไม่ขาดปากแถมยังพูดชวนพูดหยอกว่าอยากได้เป็นแม่ของลูก การดื่มเฮฮาในวงเหล้าดำเนินต่อไปมีสาวๆ ในร้านมาเป็นเพื่อนคุยคอยดูแลชงเหล้าให้รวมถึงร้องเพลงกันอย่างสนุกสนานบางคนนั่งเบียดกันไปล้วงกันมาก็ลุกตามกันออกไป ไม่ต้องสนใจว่าพวกเขาไปไหนที่อโคจรแบบนี้มันก็มีสารพัดรูปแบบ ตอนนี้ดูจะมีแต่ผมกับไอ่นุเด็กใหม่นั่นแหล่ะที่นั่งจิบเบียร์บางๆ และยังประคองสติได้อย่างครบถ้วน ยิ่งดึกเพื่อนร่วมโต๊ะก็ยิ่งน้องลงพี่บ่าวแม้จะเมาแค่ไหนแต่ก็ยังคงนั่งเป็นประธานไม่ลุกไปไหนกอดฟัดหอมว่าที่แม่ของลูกจนช้ำไปหมด เวลาเดินล่วงเลยเข้าวันใหม่เหลือลูกค้าและสาวร้านคาราโอเกะที่นั่งอยู่จนร้านใกล้ปิดไม่กี่คน “ผมกลับก่อนนะพี่บ่าว” เด็กใหม่พูดอย่างนอบน้อมแล้วก็ลุกออกไป มองตามหลังและรู้สึกตามสัญชาตญาณว่าปล่อยผ่านไปไม่ได้ “งั้นผมก็ขอตัวเหมือนกัน” พูดจบก็เปิดกระเป๋าตังหยิบแบงค์เทาหลายใบวางบนโต๊ะแล้วก็ส่งอีกใบให้เด็กสาวที่นั่งเอาใจผมมาค่อนคืน เดินออกจากร้านสตาร์ทรถมอไซค์ขับตามไฟท้ายรถมอไซค์อีกคันที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ถนนค่อนข้างเปลี่ยวแตกต่างจากตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิงแต่อีกชั่วโมงหรือสองชั่วโมงต่อจากนี้ข้างทางที่ผมขับรถผ่านก็จะมีลูกไฟขยับวิบวับตามสวนยางพาราเพราะได้เวลาที่ชาวบ้านจะออกมากรีดยางกันครับ ขี่มอไซค์ฝ่าความมืดความเงียบในหัวก็คิดคาดเดาสถานการณ์หากว่าต้องปะทะกับเด็กใหม่ในคืนนี้เดาได้ว่ายังไงคืนนี้ก็ต้องมีเรื่อง สายตำรวจแน่ๆ … คอนเฟิร์มล้านเปอร์เซ็นต์เลยครับ รู้สึกเย็นวาบเมื่อหน้าปะทะเข้ากับเม็ดฝนเงยหน้ามองฟ้าที่มืดครึ้มจนแยกกลุ่มฝนไม่ออก “อย่ามาตกหนักตอนนี้นะมึง!” ต่อรองกับฟ้าหันไปมองทางอีกทีก็เห็นไฟท้ายรถมอไซค์คันหน้าที่เลี้ยวเข้าไปในถนนเล็กๆ ในป่ายาง ทางนั้นมันไม่มีบ้านคนจะว่าเป็นทางลัดเข้าสวนก็ไม่น่าใช่ถนนหนทางบ้านคนในย่านนี้ผมสำรวจมาครบทุกหลังเด็กใหม่คนนี้ก็สำรวจทางมาเหมือนกันสินะ ตัดสินใจเลี้ยวรถตามไปแม้รู้ว่าอาจจะอันตรายเกิดขึ้นทำตัวมีพิรุธให้ไหวตัวขนาดนี้แล้วมันก็ต้องไปให้สุดหวังแค่ว่าตัวเองจะไม่เอาชีวิตมาฝังกลบกลางสวนยางเท่านั้น ไฟท้ายรถที่เคยนำหน้าหายไปดูจะไม่มีอะไรเป็นใจสักอย่างชะลอรถให้ช้าลงพยายามกวาดสายตามองท่ามกลางความมืดและสายฝนที่เริ่มลงเม็ดหนาขึ้นเรื่อยๆ ผลัก! โครม! ... รถผมโดนถีบจนพุ่งเสียหลักล้มยังไม่ทันได้ลุกยืนก็ถูกจู่โจมจากคนที่ไม่ต้องสงสัยว่าใคร “มึงเป็นใครวะ!” เขากระชากเสียงถามพร้อมกับสาวหมัดอัดใส่หน้าใส่ตัวผม “กูก็คือกูมึงนั่นแหล่ะคือใคร!” ผลักไอ่เด็กนุออกไปจนหงายหลังการต่อสู้ชุลมุนท่ามกลางสายฝนกำลังเริ่มขึ้น ยกขากระทืบมันไปแต่ก็โดนสวนกลับมาด้วยเท้าเช่นกัน ผมกับมันกอดฟัดวัดกำลังกันยังไม่ถึงขั้นได้ใช้อาวุธ แต่… ความคิดทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วครับเพราะแสงวาววับของกุญแจมือที่ล้อกับเม็ดฝนทำให้ผมรู้ว่าไอ่นุเป็นตำรวจแน่ ว่าแต่มันหยิบกุญแจมือออกมาตั้งแต่ตอนไหน จะจับผมใช่มั้ย? เอาไง… ตะครุบกดตัวคุณตำรวจไว้กับพื้นใช้เข่ากดแขนข้างที่ถือกุญแจมือเอาไว้ล้วงปืนที่เหน็บไว้ออกมาจ่อที่หน้าผากกำลังจะลั่นไกแต่โดนผลักเสียก่อนปืนผมเลยกระเด็นหายไป “มึง!” ปืนอีกกระบอกจ่อตรงหัวผมเช่นกันสถานการณ์เดียวกับที่ผมเคยทำไว้กับเขา “ยิงดิ…” แสยะยิ้มเพราะรู้ดีว่าตำรวจต้องการจับเป็นจะทลายแก๊งค์ผู้มีอิทธิพลได้ก็ต้องจับลูกกระจ๊อกตัวเล็กตัวกระจอกเพื่อสาวเข้าไปจับตัวใหญ่ “กูเก็บมึงแน่แล้วจะตามไปเก็บลูกน้องมึงอีกสองตัว!” ลูกน้อง? ... ผมฟังไม่ผิดใช่มั้ย! นี่มัน…รู้ว่าผมเป็นใครงั้นเหรอ! ใจเต้นโครมครามในหัวคิดข้ามไปเป็นฉากในอนาคตไม่ยอมให้จบแบบที่ตำรวจต้องการหรอกนะ “ลุกขึ้น!” เสียงข่มขู่ดูมีอำนาจบังคับสั่งพร้อมกับมือที่กระชากบังคับให้ผมลุกขึ้นตามเขา “ทำไมไม่ยิงวะ!” “หุบปาก” คุณตำรวจมันตวาดบังคับให้ผมเดินนำหน้าโดยมีปืนกดจ่อมาที่หลัง เราสองคนค่อยๆ เดินออกมายังถนนที่ขับมอไซค์เข้ามา ทุกอย่างเงียบไปมีเพียงเสียงฝีเท้าที่ย่ำอยู่บนใบไม้ชุ่มฝนและเสียงหัวใจผมที่กำลังตื่นเต้นเป็นกังวลไม่มีทางที่ผมจะยอมโดนจับ “ครับนายได้ตัวแล้วครับ” เสียงคนคุยดังขัดอยู่ข้างหลังดูเหมือนตำรวจคนนี้จะรายงานผู้บังคับบัญชา “ไม่ผิดครับนายโตจริงๆ” ได้ยินชัดว่ามันรายงานว่าจับผมได้ ผมที่อยู่ในฐานะของมือขวาแก๊งค์มาเฟียใหญ่จากกรุงเทพตอนนี้เวลาเร่งเร้าบีบให้ผมตัดสินใจ ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้มั้ยว่าผมโดนจับไม่ได้เด็ดขาดหากพวกตำรวจไม่รู้ว่าผมเป็นใครอาจจะยังใช้เวลาสืบและสอบปากคำแต่นี่เหมือนพวกเขาก็รอหมายหัวพวกผมเช่นกัน ไม่แน่ใจว่านี่จะใช่หลุมพลางที่ล่อหลอกผมเพื่อสาวไปถึงนายใหญ่รึเปล่า เขาเป็นสายจากปปส.รึเปล่า? ตอนนี้ผมคาดเดาอะไรไม่ออกทั้งนั้นสิ่งที่รู้ตอนนี้คือต้องปกป้องทุกคนไว้แบกทีมน่ะของง่ายผมถนัดแผนสองที่เตรียมไว้คงต้องใช้ตอนนี้ ปึก! กระแทกตัวคุณตำรวจจนเสียหลักรีบเข้าไปแย่งปืนจากมือผู้มีอำนาจที่พยายามหันมาจ่อข่มขู่ผมให้เกิดความเกรงกลัว ปัง! ... กระสุนหนึ่งนัดฝังหรือทะลุผ่านไหปลาร้าผมไปก็ไม่มั่นใจนัก ผมต้องเลือกระหว่างฆ่าตำรวจซะหรือว่าจะยิงตัวเองตาย อันไหนง่ายกว่า? ... พยายามสู้แรงหันกระบอกปืนมาในตำแหน่งที่ต้องการ ปัง!!!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD