Prologue『Rewrited✅』
เคยมีใครบางคนกล่าวไว้ว่า ‘เวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่ง’ แต่ประโยคนี้กลับไม่สามารถใช้กับ ‘เขา’ ได้เลย ร่างหนาของชายหนุ่มเจ้าของร่างสูง 180 เซนติเมตร ที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ท่อนบนเปลือยเปล่าปราศจากเสื้อผ้า ท่อนล่างสวมเพียงกางเกงขายาวเพียงตัวเดียว เขากำลังนอนกอด ‘แฟนสาวคนใหม่’ ที่กำลังอยู่ในห้วงนิทราภายในห้องนอนของเธอ ในขณะที่ร่างสูงของชายหนุ่มนาม ‘เหมราช’ ยังไม่สามารถหลับตาลงได้
ภายในห้วงความคิดของเหมราชยังคงนึกถึงเรื่องราวของเขาและ ‘เธอ’ ผู้เป็นความรักที่ยังติดอยู่ภายในความทรงจำ ภาพวันวานที่เคยใช้เวลาร่วมกันยังคงลอยเข้ามาในหัวราวกับวิดีโอที่ถูกตั้งค่าเอาไว้ให้เล่นซ้ำ ๆ
เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่ร่างหนาพยายามข่มตาลงให้หลับ แต่ทว่าก็หลับตาไม่ลงจริงๆ ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นทำให้เขาไม่สามารถเข้าสู่ห้วงแห่งการพักผ่อนลงได้ สุดท้ายก็ตัดสินใจคว้าโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูสีดำสนิทแล้วโทรหาเพื่อนสนิท
(ว่า) รอเพียงไม่นาน ปลายสายก็รับสายและตอบกลับอย่างรวดเร็ว
“ออกมากินเหล้าเป็นเพื่อนกูหน่อย”
(มึงคิดถึงร่มเกล้าอีกแล้ว?)
“เสือก”
(ถามแค่นี้ทำด่า เออๆ เดี๋ยวกูเรียกไอ้เจกับไอ้เซนก่อน)
“เออ มึงรีบมา”
(ร้านเดิมป่ะ)
“เออ โซน VVIP นะ”
ตู๊ดๆ ...
ทันทีที่วางสายจาก ‘เพลิงกัลป์’ เพื่อนสนิทในกลุ่มที่คบกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมจวบจนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็ยังเรียนที่เดียวกัน คณะเดียวกัน สาขาเดียวกัน อีกทั้งยังเซคชั่นเดียวกันอีกด้วย ก็อาจจะเป็นเพราะว่าฐานะ สถานภาพทางสังคม รสนิยม อุปนิสัย ความชั่วเรื่องผู้หญิงที่อยู่ในระดับเดียวกันทำให้พวกเขาสามารถเป็นเพื่อนกันมาได้อย่างยาวนาน
นอกเหนือจากเพลิงกัลป์แล้ว ยังมี ‘เจเดน’ หนุ่มนักธุรกิจลูกครึ่งเจ้าของบริษัทนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีมูลค่าทรัพย์สินมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ และ ‘เซน’ หนุ่มนักลงทุนผู้ถือหุ้นในบริษัทใหญ่หลายๆ แห่ง
@ Aspire Club 23:00
(เหมราช’ s Part)
“มาเร็วกันจังนะพวกมึง” ผมกล่าวทักทายพวกเพื่อนเวรที่มาถึงร้านก่อนหลังจากผมโทรเรียกไอ้เพลิงออกมากินเหล้าด้วยกัน
“ใครจะช้าเหมือนมึง” เพลิงกัลป์
“เป็นคนนัดพวกกูออกมาแต่ถึงช้าชิบหาย” เจเดน
“นัดพวกกูออกมานี่ คิดถึงแฟนเก่าอีกแล้ว?” เซน
“…”
ผมชะงักเล็กน้อยกับประโยคคำถามสุดแสนจะแทงใจของไอ้เซน เลยเลือกที่จะไม่ตอบอะไรกับคำถามของมัน หันมาสนใจขวดเหล้าที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้าแล้วจัดการเทเหล้าใส่แก้วตัวเอง
“มึงเลิกกันมาสามปีแล้วนะเว้ย”
“เออ ทำไมยังไม่ลืมอีก”
“มึงจมปลักไปป่ะ?”
“...”
ผมยังคงแค่นยิ้มและไม่ตอบอะไรกับคำถามของพวกมันและกระดกเหล้าเข้าปากอยู่เหมือนเดิม ปล่อยให้พวกมันรุมด่าเรียกสติให้ผมอยู่อย่างนั้น
ก็อย่างที่พวกมันพูด ผมเลิกกับ ‘ร่มเกล้า’ มาได้ 3 ปีแล้ว ถ้าเป็นคนปกติเลิกกันได้สักสองสามเดือนก็คงมีใหม่ได้แล้วล่ะมั้ง ผมก็คนปกติคนหนึ่ง หลังจากเลิกรากับเธอได้ไม่นาน ผมก็เปลี่ยนแฟนใหม่ไปเรื่อย ๆ คบคนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง บางคนก็คบนานเป็นเดือน บางคนคบแค่ไม่กี่อาทิตย์ก็เลิกไป
ผมไม่เคยจริงจังกับความสัมพันธ์ไหนอีกเลยหลังจากที่เลิกกับร่มเกล้า เธอเป็นเหมือนกับความทรงจำตามหลอกหลอนผมอยู่ตลอดเวลา อาจเป็นเพราะความผูกพันหรืออะไรก็ตามที่ทำให้ผมยังคิดถึงเธอ ยังจำทุกๆ อย่างเกี่ยวกับเธอได้ เราเคยใช้เวลาร่วมกัน เคยใช้คำว่า ‘แฟน’ กันเป็นปี
แต่แล้วความสัมพันธ์ของผมและเธอก็ต้องจบลงเพราะความเบื่อ ผมเริ่มใช้เวลากับกลุ่มเพื่อนมากขึ้น สนใจเธอน้อยลง ให้เวลาเธอน้อยลง เปิดโอกาสให้ผู้หญิงคนอื่นเข้ามาในความสัมพันธ์ของเรา จนสุดท้ายเมื่อเธอทนไม่ไหว...
‘ที่พี่เคยพูดว่าอยากเลิกกัน พี่พูดจริงๆ ใช่ไหม?’
‘อืม’
‘ค่ะ เราเลิกกัน’
‘แน่ใจ?’
‘แน่ใจค่ะ’
เสี้ยววินาทีที่เธอบอกเลิกกันตามที่ผมเคยพร่ำบอกว่าอยากจะเลิกกับเธอมาตลอด ความรู้สึกเจ็บปวดตรงอกข้างซ้ายแล่นเข้ามาเหมือนมีคนเข้ามารุมกระทืบหัวใจของผม แต่มันก็แค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น หลังจากนั้นผมก็ใช้ชีวิตอิสระอย่างที่ต้องการมาตลอด
...จากวันเป็นสัปดาห์...
...จากสัปดาห์เป็นเดือน...
ผ่านไปร่วมเดือนหลังจากจบความสัมพันธ์กับเธอ ผมกลับเริ่มรู้สึกขาดหาย เมื่อกลับมาคอนโดมิเนียมที่ผมและเธอเคยอาศัยอยู่ร่วมกัน มันกลับว่างเปล่า เธอเก็บข้าวของทุกอย่างของตัวเองออกไปไม่เหลือไว้ให้ดูต่างหน้าสักชิ้นเดียว ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ แม้แต่แปรงสีฟันที่เคยวางอยู่คู่กันเธอก็เก็บเอาของเธอไปเหลือทิ้งไว้แค่ของผม มีเพียงเสื้อผ้าบางส่วนของเธอที่อยู่ระหว่างส่งซักเท่านั้นที่ไม่ได้ถูกเอาไปด้วย
เคยคิดว่าผมอาจจะแค่เหงาเลยคิดถึงเธอ เลยลองคบหากับผู้หญิงหลายๆ คนที่เข้ามาในชีวิต แต่ทุกอย่างกลับยิ่งชัดเจนเมื่อผมยิ่งคิดถึงเธอมากกว่าเดิม มองภาพซ้อนของผู้หญิงเหล่านั้นเป็นร่มเกล้า
ส่วนร่มเกล้านั้น หลังจากเลิกกับผมไป เธอได้ทำการตัดขาดช่องทางการติดต่อของผมทุกช่องทาง ไม่เคยผ่านมาให้ผมเห็น แม้จะบังเอิญเดินผ่านก็ไม่เคยหันมามอง เธอใช้ชีวิตของเธอได้ดี ไม่ฟูมฟาย ไม่เพ้อ แถมไม่โพสต์อะไรเศร้าๆ ลงบนโซเชียลมีเดียเลย เธอยังไม่เริ่มต้นใหม่ ยังไม่ได้คบใคร แม้จะผ่านไปสามปีแล้ว ผมจึงแอบคิดอย่างคนเข้าข้างตัวเองว่า ลึกๆ แล้วเธออาจจะยังรักผมอยู่
ถ้าถามว่าผมรู้เรื่องราวของเธอได้ยังไงนั้น ค่อนข้างจะน่าอายนิดหน่อยที่ผมรับฟังเอาเรื่องราวของเธอมาจากไอ้พวกเพื่อนๆ เวรของตัวเอง เพราะเธอดันบล็อกแค่ผมแต่ยังมีไอ้พวกนี้เป็นเพื่อนบนรูดซิปและยังมีเพื่อนของผมติดตามอยู่ในอินสตาแกรม
“ไอ้เหม”
“ไอ้เหม!”
“ไอ้เชี่ยเหม!”
เสียงของไอ้เจปลุกให้ผมหลุดออกมาจากความคิดของตัวเองก่อนจะหันไปมองหน้ามันอย่างเคืองๆ อยู่ใกล้แค่นี้ จะแหกปากทำไมวะ
“มึงจะแหกปากเพื่อ?” ผมถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กๆ
“ไอ้เจเรียกมึงจนคอจะแตกแล้วเถอะ” เพลิงกัลป์
“ลืมปากไว้ที่ห้อง?” ไอ้เซนเลิกคิ้วถามพร้อมกับคำพูดหมาๆ ออกมาจากปากมัน
“แล้วสรุปมีไร?” ผมตัดบทคำพูดไร้สาระของพวกมัน
“มึงได้บอกนิด้าก่อนออกมาป่าว?” ผมขมวดคิ้วลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อ ‘แฟนคนล่าสุด’ ของตัวเองจากประโยคคำถามของไอ้เซน
“ไม่ได้บอก ทำไม?” ผมถามกลับ
“พนักงานข้างล่างโทรมาบอกกูว่านิด้ามาโวยวายตามมึงกลับ” ลืมบอกไป ไอ้เซนถือหุ้นใหญ่ของร้านนี้ซึ่งลงทุนร่วมกับเพื่อนกลุ่มอื่นๆ ของมัน จึงไม่แปลกที่พนักงานจะรายงานมันและค่อนข้างให้เกียรติพวกผมเป็นพิเศษ
ยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงโวยวายจากข้างนอกห้องทำให้ผมถอนหายใจออกมาด้วยความรำคาญแล้วหันไปกระดกเหล้าเข้าปากต่อด้วยความเซ็ง
ได้เวลาอีกแล้วสินะ...
ปึง!
เสียงประตูห้อง VVIP ถูกกระชากตามแรงอารมณ์ของสาวขี้เหวี่ยงอย่างนิด้า ที่กำลังบ่งบอกพวกผมทางอ้อมว่าคนเปิดนั้นกำลังโมโหแค่ไหน
“เหม! ออกมาเที่ยวทำไมไม่บอกนิด้าเลยคะ” เสียงแหลมถามปนตะคอก
“จำเป็น?” ผมเลิกคิ้วมองเป็นเชิงถามพลางเอาเหล้าเข้าปาก
“ไปไหนก็บอกกันบ้างสิคะ! นิด้าเป็นแฟนคุณนะ!” ผมวางแก้วเหล้าลงพร้อมกับเหยียดยิ้ม
“งั้นเราเลิกกันเถอะครับ” ผมบอกออกไป
“นะ...นิด้าขอโทษค่ะ เราไม่เลิกกันนะคะเหม” เสียงแหลมของเธออ่อนลงอย่างชัดเจน
“ผมไม่ชอบให้โอกาสใครครับ”
“เหมคะ นิด้าไม่อยากเลิกกับเหมค่ะ”
“พาเธอออกไปด้วยครับ” ผมเอ่ยบอกกับพนักงานรักษาความปลอดภัยของร้านด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ก่อนจะหันมากระดกเหล้าเข้าปากโดยที่ไม่สนใจเสียงกรีดร้องโวยวายด้านนอกที่ค่อยๆ ไกลออกไป
“มึงแม่งทำแบบนี้อีกแล้ว” ไอ้เพลิงพูดพร้อมส่ายหน้าช้าๆ ไปมาอย่างเอือมระอากับเหตุการณ์ตรงหน้า
“เพื่อไรวะ” ไอ้เจเดนมองผมอย่างไม่เข้าใจ
“นิด้ายังไม่ใช่” ผมตอบ
“ไม่ใช่อะไร?” ไอ้เซน
“เธอไม่เหมือนร่มเกล้า” ผมยังไม่ทันได้ตอบอะไร คนที่รู้ทุกอย่างดีอย่างไอ้เพลิงก็อธิบายทุกอย่างแทนผม
“ไหนมึงบอกว่านิด้าเหมือนร่มเกล้า” ไอ้เจถามอีกครั้งด้วยความไม่เข้าใจ เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยบอกว่านิด้าเธอคล้ายๆ กับร่มเกล้า
“แค่คล้าย แต่ยิ่งคบยิ่งไม่เหมือนว่ะ” ผมตอบนิ่งๆ
“แล้วไง มึงจะคบคนนั้น คนนี้ไปทั่วเพื่อลืมร่มเกล้า?” เซน
“กูเปล่า”
“มึงเปล่า แต่มึงแค่คบคนอื่นเพื่อให้ตัวเองยังรู้สึกถึงเธอ” เพลิง
“ไม่ใช่มึงลืมเธอไม่ได้ แต่มึงทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตัวเองลืมเธอ” เจเดน
“ไม่กลับไปง้อเลยอ่ะ มึงทำขนาดนี้แล้ว” ไอ้เซนประชดผมด้วยท่าท่างนิ่งๆ ของมัน
ผมนิ่งไปเล็กน้อยกับคำพูดของมันแล้วคิดตามก่อนจะสะบัดหัวเอาความคิดโง่ๆ ออกไป ขืนกลับไปตอนนี้กูเสียศักดิ์ศรีหมดครับ เลิกกันไปตั้งสามปี ถ้ากลับไปง้อตอนนี้ ที่ผ่านมามันจะมีประโยชน์อะไร ผมกับเธอจบกันไปตั้งนานแล้ว ผ่านมาก็ใช้ชีวิตได้ ไม่เห็นต้องกลับไป ที่เผลอคิดตามคำพูดไอ้เซนต้องเป็นเพราะผมเมาแล้วแน่ ๆ
กูเมาแล้วแน่ ๆ!
“แล้วยังไงคืนนี้ ไม่สนสักคน?” หลังจากเงียบไปสักพัก ไอเดียจังไรๆ จากไอ้เพลิงที่กำลังเชิญชวนให้พวกผมออกล่าเหยื่อในคืนนี้
“ไม่มีอารมณ์ว่ะ” เจเดน
“สักคนสองคนก็ดี” เซน
“แล้วมึงอ่ะ ยังไง” ตัวต้นคิดอย่างไอ้เพลิงหันมาถามเพื่อรอฟังความเห็นจากผมเป็นคนสุดท้าย
“ก็...”
“…”
“เอาดิ”
“มันต้องแบบนี้ดิวะ!”
ว่าแล้วผม เพลิงกัลป์ เซน ก็เดินลงไปชั้นล่างเพื่อมองหาสาวๆ ที่จะมาสนุกด้วยกันในคืนนี้ ทิ้งไอ้เจเดนไว้ในห้อง VVIP ชั้นบนเอาไว้คนเดียวที่ไม่ยอมมองหาสาวๆ เพราะกลัวว่าจะมีปัญหากับแฟนเด็กของมัน
พวกกลัวเมีย หึ!
แสงไฟนีออนหลากหลายสีบวกกับเสียงเพลงแดนซ์ที่ผ่านการรีมิกซ์มาแล้วจากดีเจเบอร์ต้นๆ และฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ผู้คนดื่มกันเข้าไปเพื่อปลดปล่อยอีกด้านในตัวเองออกมา ไอ้เพลิงและไอ้เซนที่ตอนนี้ได้หายไปจากสายตาของผมแล้ว ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคงลากผู้หญิงไปกินในมุมลับตาคนส่วนไหนสักส่วนในผับ
ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อมองหาเหยื่อของตัวเอง สายตาหยุดที่กลุ่มสาวๆ กลุ่มหนึ่งที่กำลังโยกย้ายร่างกายไปตามจังหวะของเสียงเพลงอย่างเย้ายวน และหนึ่งในนั้นกำลังส่งสายตาเชิญชวนให้ผมอยู่
ผมยกยิ้มมุมปากมองเธอเล็กน้อยก่อนจะหันมาสนใจแก้วเหล้าในมือของตัวเองเพื่อหลอกล่อให้เธอเป็นฝ่ายเดินมาและเข้าหาผมเอง หางตามองพบว่าเจ้าหล่อนกำลังเดินมาทางผม
เข้าทางกู!
“มาคนเดียวเหรอคะ?” เธอคนนั้นเข้ามาทักทายผมตามแผนที่ผมล่อให้เธอเดินมาหา
“มากับเพื่อนครับ” ผมตอบ
“แล้วเพื่อนไปไหนกันหมดคะ?” เธอถาม
“ไม่รู้สิครับ” ผมมองแก้วเหล้าในมือก่อนจะส่งสายตาเจ้าเล่ห์ให้เธอ
“ไปหาที่เงียบๆ คุยกันไหมคะ” ไม่พูดเปล่า มือของเธอลูบไล้ไปทั่วร่างกายส่วนบนของผม และเกือบ... จะลงไปส่วนล่าง
“เอาสิครับ” ผมตอบพลางเดินนำเธอไปแถวๆ ห้องน้ำและจุดสูบบุหรี่ เพื่อไป ‘ทำความรู้จักกัน’ เงียบๆ แบบสองต่อสอง
ทันทีที่มาถึงห้องน้ำ สาวเจ้าจัดการล็อกประตูและเริ่มประกบปากลงบนต้นคอผมทันที ริมฝีปากของเธอขบเม้มต้นคอผมเบาๆ และเริ่มไล้ลิ้นลงมา เธอเลิกเสื้อผมขึ้นแล้วละเลงริมฝีปากและลิ้นร้อนทั่วอกของผม ลงมาหน้าท้อง ขณะที่มือของเธอกำลังปลดเข็มขัดและกระดุมกางเกงผมอยู่
รีบจังวะ!
ลูกชายที่มีขนาดใหญ่กว่ามาตรฐานชายไทยของผมเริ่มแข็งตัวผงาดดุนดันเป้ากางเกงขึ้นมา เหมือนเธอจะรู้แล้วจัดการดึงกางเกงและชั้นในของผมลงเพื่อที่จะสัมผัสกับลูกชายของผมแบบ ‘เนื้อแนบเนื้อ’
มือของเธอเริ่มสัมผัสส่วนหัวของผมเบาๆ ก่อนที่จะไล้ลงมาและชักขึ้นชักลงช้าๆ และเริ่มส่งริมฝีปากของเธอเข้ามาครอบครองส่วนหัว ค่อยๆ ขยับหัวแล้วครอบครองแก่นกายใหญ่ของผม
ซี๊ดด... เสียวหัว
ผมครางเสียงต่ำในลำคอ มือหนาของผมรวบผมยาวของเธอขึ้นแล้วกดหัวของเธอขึ้นลงตามจังหวะและแรงอารมณ์ของผม สาวสวยตรงหน้าส่งเสียงครางในลำคอเป็นเชิงประท้วงเนื่องจากผมกดหัวของเธอลงมาลึกเกินไป กำปั้นของเธอทุบหน้าขาของผมเบาๆ เพื่อส่งสัญญาณว่าเธอไม่ไหวแล้ว
อ่อนไป...
ปล่อยมือออกจากผมยาวให้เธอผละริมฝีปากออกจากส่วนกลางกายของผม ก่อนจะดึงเธอให้ลุกขึ้นมายืนเต็มความสูง ผมจัดท่าทางให้เธอยืนในท่าโก้งโค้ง มือเรียวยันกับชักโครกเอาไว้เพื่อไม่ให้ล้ม
แม่x น่าเอาชิบหาย!
ผมล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบเอาถุงยางอนามัยขนาด 62 มิลลิเมตรนำเข้าจากต่างประเทศออกมา แต่ก่อนที่จะได้ฉีกซองถุงยางและสวมเข้าไปก็ดันดวงซวยทำถุงยางตก แล้วแม่งถุงยางดันเคลื่อนไปทางห้องข้างๆ ที่มีคนอยู่
“โทษครับ หยิบถุงให้หน่อยได้ป่ะ” ผมตะโกนบอกหญิงสาวเจ้าของรองเท้าส้นสูง 6 นิ้ว สีดำ ที่กำลังทำธุระส่วนตัวของตัวเองในห้องน้ำ
“...” ไร้เสียงตอบกลับจากคนที่อยู่ห้องข้าง แถมยังไม่ขยับตัวก้มลงมาเก็บถุงให้กูอีก
เมื่อเห็นว่าห้องข้างๆ ยังนิ่งอยู่ ผมจึงถือวิสาสะยื่นมือลงไปหยิบถุงยางของตัวเองที่ตกลงพื้นไป แต่ก่อนที่จะได้หยิบขึ้นมาและทำ ‘กิจกาม’ ต่อ เจ้าของเท้าขาวๆ นั่นก็เหยียบส้นรองเท้าส้นเข็มแหลมๆ ของเธอลงมาบนหลังมือของผมเต็มตีน
“อ๊ากกก!!! เจ็บๆๆ” ผมร้องออกมาอย่างเจ็บปวดเมื่อถูกส้นรองเท้าของสาวข้างห้องเหยียบลงมาบนหลังมือ
เมื่อเหยียบและขยี้ส้นรองเท้าแหลมๆ ลงมาบนหลังมือของผมจนพอใจแล้ว เท้าเล็กๆ นั้นก็ยกออก ผมจึงจัดการรีบแต่งตัวให้เรียบร้อย เก็บลูกชายที่หดตัวลงจากความเจ็บปวดเข้าไปในกางเกงและรูดซิป ก่อนจะวิ่งไปเคาะห้องข้างๆ อย่างโมโห
เย็บก็ไม่ได้เย็บ ยังต้องมาเจ็บมืออีก
แม่งเป็นเจ้ากรรมนายเวรกูหรือไงวะ!
กริ๊ก!
ก่อนที่จะได้สบถด่าถ้อยคำหยาบคายในใจไปมากกว่านี้ เสียงปลดกลอนประตูห้องน้ำจากตัวขัดอารมณ์ด้านในก็เปิดออกมา และยังไม่ทันได้ด่าอะไร ก็ทำกูช็อกเหมือนโดนฟ้าผ่าลงกลางหัวอีกรอบ เมื่อคนที่เปิดประตูห้องน้ำออกมาคือเธอคนนั้น คนที่เคยเป็น ‘คนรัก’ ของผมเอง
ร่มเกล้า...
เธอมาทำอะไรที่นี่?
เธอดูเปลี่ยนไปเยอะมาก...
เธอสบายดีไหม?
เธอจะยังคิดถึงกันบ้างไหม?
เธอยังจำเรื่องของเราได้หรือเปล่า?
จังหวะที่ผมยืนนิ่งมองเธอ ดวงตากลมโตก็มองกลับมาที่ผมด้วยเช่นกัน มันไม่ใช่สายตาแบบที่คนรักใช้มองกัน แล้วก็ไม่ใช่สายตาแบบคนรักเก่ามองกันด้วย สายตาของเธอมันดู...
ว่างเปล่า...
“หลบหน่อยได้ไหมคะ?” เสียงหวานเอ่ยขึ้นมาเรียกสติของผมให้กลับมาลงประทับร่าง ใบหน้าสวยหวานราบเรียบไม่แสดงสีหน้าใดๆ ทั้งที่เพิ่งจะสร้างเรื่องไปหยก ๆ
“เดี๋ยวดิ! ก่อเรื่องแล้วจะหนี?” ผมยืนขวางเธอไว้พร้อมกับมองหน้าเธออย่างเอาเรื่อง
“ขอโทษด้วยค่ะ”
“...”
“นึกว่าเหี้xผสมพันธุ์กัน เลยเผลอเหยียบไปเต็มตีน😊”
“!!!”
(เหมราช’ s End)
…To be continued…