“ใครมีอะไรจะถามไหมคะ ยกมือถามได้เลยนะคะ”
“ช่วงทดลองงานได้โอทีไหมคะ” พนักงานคนหนึ่งยกมือถาม
“ขึ้นอยู่กับแผนกค่ะ และก็การประเมินผลของหัวหน้าแผนกด้วย ถ้าทำงานไม่ผ่านเกณฑ์ถึงแผนกนั้นจะมีโอที หัวหน้าแผนกก็สามารถประเมินผลไม่ให้โอทีได้ค่ะ”
“สูบบุหรี่ได้ไหมครับ”
“ห้ามสูบบุหรี่ในพื้นที่บริษัทค่ะ ถ้าต้องการสามารถไปสูบส่วนอื่นของตึกได้ เช่น ลานจอดรถนะคะ แต่ขอให้เป็นช่วงเวลาพักค่ะ”
“มีอาหารกลางวันราคาไม่แพงขายไหมคะ อาหารแถวนี้แพงมากเลย”
“บริษัทมีอาหารกล่องมื้อกลางวันราคา 25 บาทบริการถึงโต๊ะทำงานค่ะ พนักงานกรุณาแจ้งที่แผนกแม่บ้านนะคะ จ่ายค่าอาหารต่ออาทิตย์ครั้งเดียวในวันจันทร์ มีแค่เมนูเดียวต่อวันเป็นสิ้นคิดทั่วไป เช่น กะเพราไก่ไข่ดาว ข้าวผัด ผัดซีอิ้วค่ะ รสชาติใช้ได้เลยค่ะ กิ๊กก็เป็นลูกค้าประจำ”
“จอดรถตรงไหนได้คะ”
“ช่วงทดลองงานทางบริษัทไม่ได้กันพื้นที่ให้พนักงานนะคะ หลังพ้นโปรบางตำแหน่งจะกันพื้นที่จอดให้ค่ะ เช่น แผนกขายและการตลาดที่จำเป็นต้องใช้รถ ส่วนพนักงานทั่วไปไม่มีค่ะ กิ๊กแนะนำให้หาที่จอดแถวสถานีและนั่ง BTS มาบริษัทค่ะ”
“ต้องทำยังไงถึงจะมีที่จอดรถแบบคุณเลขาละคะ ดิชั้นอยู่แผนกประชาสัมพันธ์ จะให้หน้ามันเปื้อนฝุ่นมาต้อนรับลูกค้าคงไม่ไหวหรอกค่ะ เสียภาพพจน์บริษัทหมด”
“กิ๊กไม่มีรถค่ะ”
“จะให้เชื่อหรือคะว่าระดับเลขารองประธานไม่มีรถ คุณนั่ง BTS มาเหมือนพนักงานคนอื่นงั้นหรือคะ”
“กิ๊กไม่มีรถจริงๆค่ะ อายุยังไม่ถึงสอบใบขับขี่ เวลาเดินทางกิ๊กเดินเท้าจากคอนโดมาบริษัทค่ะ”
“คุณกิ๊กอายุเท่าไหร่คะ ถึงสอบใบขับขี่ไม่ได้ ทำยังไงถึงจะได้พักคอนโดหรูย่านสีลมแบบคุณกิ๊กบ้างคะ คอนโดแถวนี้ราคาแพงๆทั้งนั้น ดิชั้นจ่ายไม่ไหวหรอกค่ะ ท่านรอง เอ้ย บริษัทมีงบประมาณในส่วนนี้ให้พนักงานไหมคะ” หญิงสาวคนเดิมยังไม่หยุดก่อกวน
กิ๊กหน้าตึง เริ่มเข้าใจความหมายที่ถูกถามจี้
“กิ๊กอายุ 17 ค่ะ และคอนโดที่กิ๊กอยู่ ไม่เกี่ยวกับบริษัทหรือเจ้านายค่ะ ส่วนกิ๊กเข้าไปอยู่ได้ยังไงนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของกิ๊กค่ะ คุณหงส์ภิรมย์ พรหมภักดี แผนกประชาสัมพันธ์นะคะ อายุ 26 ปี จบปริญญาตรีเอกการแสดง จากมหาวิทยาศรีนครินทรวิโรฒ ประสบการณ์การทำงาน แผนกประชาสัมพันธ์ห้างเซ็นทรัล ช่วงศึกษามหาวิทยาลัยเป็นนางแบบ พริตตี้ และนักแสดงบทสมทบ ข้อมูลถูกต้องไหมคะ”
“เออ คะ อะไรนะคะ” สาวแผนกประชาสัมพันธ์อึ้งกับประวัติของเธอที่ถูกร่ายยาวเป็นชุด
“ข้อมูลของคุณถูกต้องรึเปล่าคะ”
“ถะ ถูกค่ะ”
“ต้องการให้กิ๊กบอกส่วนสูง น้ำหนัก สัดส่วน เบอร์โทรศัพท์ เลขทะเบียนรถ ด้วยไหมคะ”
“มะ มะ ไม่ต้องค่ะ”
“จากการพูดจาของคุณ กิ๊กคิดว่าคุณไม่เหมาะกับแผนกประชาสัมพันธ์อันเป็นหน้าตาของบริษัทและต้องติดต่อลูกค้า คุณควรย้ายไปทำงานตำแหน่งที่ไม่ต้องติดต่อลูกค้านะคะ”
“คุณไม่มีสิทธิ์ย้ายชั้นนะ ท่านรองประธานเป็นคนสัมภาษณ์ชั้นคนสุดท้าย ท่านเลือกให้ชั้นเป็นประชาสัมพันธ์”
“ได้ค่ะ กิ๊กจะเรียนให้ท่านรองสั่งย้ายคุณเอง”
เงียบกันทั้งห้อง เลขาหน้าเด็กตาคมคนนี้ไม่ใช่เล่นๆซะแล้ว
“มีใครจะถามอะไรอีกไหมคะ”
“คุณกิ๊กคิดว่า อองซานซูจีชนะการเลือกตั้งของพม่าส่งผลยังไงบ้างครับ” เอกสิทธิ์ยกมือถาม
เล่นเอาคนอึ้งกันทั้งห้อง เลือกตั้งพม่ามันเกี่ยวอะไรกับปฐมนิเทศพนักงานใหม่ด้วยวะ
“กิ๊กคิดว่าพม่าจะเปิดเสรีเรื่องการค้ามากกว่านี้ค่ะ บริษัทเราสามารถส่งสื่อบันเทิงตีตลาดพม่าได้ เราไม่หวังกำไรในส่วนนี้มากนัก เราหวังให้คนพม่ารับรู้แบรนด์ของเรา ต่อจากนั้นสำรวจว่าดาราไทยคนไหนเป็นที่นิยม จัดทำโฆษณาเครื่องสำอางของบริษัทเราไปตีตลาดพม่าค่ะ
สินค้าควรผลิตที่เมืองไทยและนำเข้าไป ถึงจะเปิดประเทศแล้วแต่พม่ายังไม่พร้อมผลิตสินค้าในตอนนี้ แม้ค่าแรงจะถูกหาแรงงานง่ายแต่ต้องส่งวัตถุดิบจากโรงงานในไทยไปพม่าอีก ไหนจะสาธารณูปโภค ไฟฟ้า น้ำประปาที่ยังไม่พร้อม ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น อินเตอร์เนตก็ราคาสูงมาก เพิ่มต้นทุนของเราโดยใช่เหตุ ควรผลิตในไทยแล้วส่งไปขายที่พม่าจะดีกว่าค่ะ
ตอนนี้กิ๊กกำลังดูเรื่องภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยของพม่า แต่กฎหมายยังไม่แน่นอนเลยค่ะ ไม่รู้จะแก้ไขกฎหมายอีกเมื่อไหร่ ช่วงแรกคิดว่าสินค้าควรวางตลาดที่แม่สายและตลาดชายแดนอื่นก่อน ให้พ่อค้าคนกลางรับซื้อไปขายต่อในพม่า เราโยนภาระเรื่องภาษีนำเข้าให้คนกลางไปเลย จนกว่ากฎหมายเคลียร์เรื่องภาษีนำเข้าของพม่าได้ค่ะ”
“ปัญหาตอนนี้คือกฎหมายภาษีใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ”
“ผมเสนอให้จ้างนักกฎหมายชาวพม่าเพิ่ม 1 ตำแหน่ง บรรจุแผนกต่างประเทศครับ หาคนที่เก่งภาษาอังกฤษ จบนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยในพม่า เงินเดือนจะถูกกว่าจ้างเนติบัณฑิตหรือทนายความ เราต้องการแค่คนที่รู้กฎหมาย ไม่ใช่ว่าความได้
ถ้ามีเรื่องฟ้องร้องถึงโรงถึงศาลค่อยจ้างทนายพม่าภายหลังจะดีกว่า ถึงงานเกี่ยวกับพม่าจะน้อย เวลาที่เหลือสามารถให้พนักงานทำงานเอกสารภาษาอังกฤษได้ เรื่องอ่านเขียนภาษาไทยไม่มีปัญหา แผนกต่างประเทศใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักอยู่แล้วครับ ถ้ามีเอกสารภาษาไทยก็ให้คนไทยทำไป”
“กิ๊กเห็นกับคุณเอก.. เอ้ย เอ็ดเวิร์ดค่ะ ขอจดใส่กระดาษก่อนนะคะ ภายในอาทิตย์หน้าจะส่งเรื่องให้แผนกบุคคลเพิ่มตำแหน่งให้นะคะ”
หลังจากนั้นการปฐมนิเทศพนักงานใหม่ ส่วนใหญ่กลายเป็นการพูดคุยเสนอความเห็นของเอ็ดเวิร์ดแผนกต่างประเทศกับเลขาอันดับสองของรองประธาน
“พักเที่ยงทานอาหารกับเครื่องดื่มหน้าห้องประชุมนะคะ ช่วงบ่ายเป็นกิจกรรมสันทนาการเพิ่มความสัมพันธ์ของพนักงานใหม่ค่ะ ขอให้เข้าห้องประชุมตรงเวลาด้วยนะคะ”
...........................................
สาวผมน้ำตาลเข้าไปทักเอกสิทธิ์
“คุณเอ็ดเวิร์ดคะ ดิฉันตติยาค่ะ ส่วนเพื่อนของดิฉันชื่อสิปาง”
“มีอาราย” หนุ่มตี๋ตอบกลับแบบกวนโอ้ย
“เรามาขอโทษคุณเรื่องที่เราพูดถึงกิ๊กในทางไม่ดีค่ะ ตอนนี้เราทราบแล้วว่าคุณกิ๊กเก่งจริงๆ ได้ตำแหน่งมาด้วยความสามารถ เราไม่ทราบว่าคุณกับคุณกิ๊กรู้จักกัน”
“ถ้าผมกับกิ๊กไม่รู้จักกัน คุณจะดูถูกกิ๊กยังไงก็ได้งั้นสิ ถ้าไม่มีอะไรพูดอีก ผมขอตัว”
“คะ... คือว่า...” ตติยาอึกอัก
“เดี๋ยวก่อนสิคุณ พวกเราได้ยินเรื่องกิ๊กกับรองประธานจากคนในบริษัท เราเห็นคุณกิ๊กยังเด็ก เรียนไม่จบ เลยคิดว่าเป็นเรื่องจริง” สิปางพูดขึ้นบ้าง
“ได้ยินข่าวลือมาก็เชื่อเลยสิว่าเป็นเรื่องจริง ไม่ได้ใช้สมองพิจารณาเลยใช่ไหม กิ๊กน่ะมันเด็กอัจฉริยะ พออายุ 14 จบม.ต้น ท่านรองประธานก็ดึงตัวมาทำงานเลย มันไม่ได้เรียนต่อเพราะออกมาทำงาน ไม่ใช่สวยแต่สมองกลวงจนเรียนไม่จบ”
สองสาวสะดุ้งเฮือก ประโยคหลังเหมือนโดนด่ากระทบเลยวุ้ย
“กิ๊กเรียนกศน.ม.6 จบแล้วค่ะ พี่เอก” เสียงใสแทรกขึ้นมา
สองสาวรีบเดินหลบออกมาทันที
“ขอบคุณพี่เอกมากนะคะที่ช่วยกิ๊กวันนี้ พี่หายไปไหนมาตั้ง 2 ปี กิ๊กคิดถึง”
“พี่ไปเรียนต่อโทมา พี่ก็คิดถึงกิ๊กเหมือนกันครับ กิ๊กสูงขึ้นนะ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น”
“พี่เอกก็เช่นกันค่ะ”
สองสาวแอบอยู่มุมห้อง
“ทำไงดีอะติ หนุ่มตี๋นั่นโกรธพวกเราจริงด้วย แถมท่าทางสนิทกับเลขาด้วย เราจะมีปัญหาไหมอะ ดูผู้หญิงแผนกประชาสัมพันธ์นั่นสิ โดนย้ายแผนกเฉยเลย” สิปาง สาวผมดำกังวล
“คงไม่ขนาดนั้นมั้งสิ ขอเวลาคิดก่อนว่าจะทำยังไง” ตติยา สาวผมน้ำตาลปลอบเพื่อน
“คุณรู้จักผู้ชายคนนั้นหรือ” ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่แถวนั้นถาม
“เราเพิ่งเจอวันนี้เองค่ะ คุยกันในห้องประชุมนิดหน่อย” ตติยาตอบ
“ระวังหน่อยนะ ท่านรองไม่ชอบหมอนี่เท่าไหร่ มันโดนไล่ออกไปหลายรอบละ ยังกลับมาได้อีกเรื่อยๆ ไปสนิทกับมันมาก เดี๋ยวพวกคุณจะโดนหางเลขไปด้วย” ชายวัยกลางคนเตือน
“ผมแยกแยะได้ครับ ใครทำผิดคนนั้นรับผิด เอกสิทธิ์เป็นคนเก่ง พวกคุณสนิทด้วยหาความรู้จากเค้า ผลประโยชน์ก็ได้กับตัวคุณเอง นิสัยไหนที่ไม่ดีก็ไม่ต้องไปเลียนแบบมา คุณเองก็ควรเลียนแบบวิธีการทำงานของเอกมาบ้างนะคุณพิเชษฐ์ คุณต้องเตรียมกิจกรรมสันทนาการไม่ใช่หรือ ทำไมมัวแต่จีบสาวอยู่แถวนี้”
สามคนหันไปมองด้านหลัง รองประธานมายืนตั้งแต่เมื่อไหร่ หนาวเยือกไปตามๆกัน พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา
“ครับ ครับ ท่านรอง ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้” ชายวัยกลางคนขอตัวไปทำงานต่อ
“อยากให้เอกหายโกรธ พูดดีๆ ง้อสักหน่อยเดี๋ยวมันก็หาย มันโกรธไม่นานหรอก ข่าวลือเรื่องผมกับกิ๊ก ไอ้คนปล่อยข่าวก็มันนี่แหละ หึ ๆ ๆ” โจว่าแล้วก็เดินหายไป
สองสาวปาดเหงื่อ แหม หนุ่มตี๋คือต้นตอข่าวลือนี่เอง สมควรแล้วที่โดนไล่ออก
...........................................