“พอๆ เถอะว่ะไอ้เจ้า” โชกุนเบี่ยงองศามาทางเจ้าจันทร์ ก่อนจะหันไปหาคันศร “ มึงก็เหมือนกันนะไอ้ศร ” แล้วถอนหายใจออกมาก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พวกมึงช่วยเลิกตั้งแง่ใส่กันน่าจะดีกว่ามั๊ย? ส่วนส้นตีนของพวกมึงก็เก็บเอาไว้ยืน ไม่ต้องยกขึ้นมาใส่หน้ากันนะ แล้วก็ดีกันซะทีเถ้อ กูเหนื่อยกับพวกมึงสองคนเต็มทีแล้วนะ” สีหน้าบวกกับน้ำเสียงเชิงร้องขอของเพื่อนชาย ทำให้ร่างบางเริ่มใจอ่อนก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ แล้วคว้าจับแขนมันไว้ จากนั้นจึงใช้น้ำเสียงออดอ้อนใส่อีกฝ่ายหนึ่งว่า...
“งั้นแกก็ไปส่งฉันก่อนนะโชกุน แล้วแกค่อยย้อนพามีนกลับไปนครนายกนะๆๆ..”
โชกุนหันมามองหน้าเจ้าจันทร์ ก่อนจะช้อนใบหน้าขึ้นสูงเชิงคิดตาม ใบหน้าคมคร้ามปรายหางตามองไปทางคันศร ก็เห็นมันจิกสายตามาที่เขาเชิงจะบอกใบ้ให้อย่างที่รู้ๆ กันอยู่นั่นแหละ
แต่ทว่า..
โชกุนดันพยักหน้ารับ...พร้อมกับตอบออกไปว่า...
“ก็ได้ ฉันจะไปส่งแกก่อน...”
ซะงั้น!...
แล้วคำตอบนั้น ก็ทำให้คันศรแทบอยากจะกระโดดเตะก้านคอของเพื่อนรัก ให้หักออกเป็นสองท่อนตอนได้ยิน!
ส่วนเจ้าจันทร์ก็ยิ้มจนตาหยี แต่ต้องรีบเปลี่ยนสีหน้าตอนได้ยินคันศรพูดแทรกขึ้นมาว่า
“มึงต้องรีบพามีนไปดูใจพ่อเขา ที่ตอนนี้กำลังนอนอยู่ที่โรงพยาบาล แล้วอาการก็เป็นตายเท่ากันอยู่ไม่ใช่รึไงวะ? หรือมึงไม่รีบ?”
โชกุนตวัดสายตามามองคันศรทันทีหลังจากที่ฟังประโยคนี้ของเพื่อนรักจบลง
ไอ้เพื่อนเชี่ย! มันจงใจจะแช่งเตี่ยของมนต์มีนาแฟนเขา ที่แค่ลื่นล้มกระดูกร้าวไม่ใช่เป็นตายเท่ากัน อย่างที่มันกำลังพูดออกมา
แต่นั่นมันก็ทำให้เจ้าจันทร์เลิกคิ้วขึ้นสูง พลางมองสบตากับโชกุน เพื่อรอฟังคำตอบจากมันมายืนยันอีกที
“อ่า....นั่นสิ...กูรีบ” โชกุนตอบรับ พร้อมกับมองสบตากับคันศรเชิงรู้ทันกันทุกอย่าง จนทำให้ร่างบางรู้สึกสงสัยแต่ก็ไม่ได้แทรกถามอะไรขึ้นมา
“สัด!มึงมันกวนตีน!...แล้วยังจะมายืนเสนอหน้าทำห่าอะไรอีกวะ?...จะไปไหนก็รีบไปดี๊...” คันศรกร่นด่าเพื่อนอีกรอบ เพราะเริ่มดูออกว่ามันกำลังปั่นเขากับเจ้าจันทร์ ราวกับเป็นเรื่องสนุกของมันนักหนา
ส่วนเจ้าจันทร์ที่คิดว่ามันคือเรื่องจริง หญิงสาวจึงรู้สึกผิดที่กำลังทำให้เพื่อนสนิทลำบากใจ
“งั้นแกก็รีบพามีนไปหาพ่อมันเถอะ ไม่ต้องห่วงฉัน ฉันไม่ดื้อแล้วก็ได้...” เจ้าจันทร์เอ่ยออกมาเสียงอ่อย พร้อมกับปล่อยแขนของเพื่อนชายที่จับไว้ให้เป็นอิสระ
เมื่อเห็นว่าอารมณ์ของเพื่อนทั้งสองคนกลับมาอยู่ในสภาวะปกติโชกุนจึงปล่อยให้ทั้งสองฝ่ายได้เคลียร์กันเอาเอง...
เมื่อเห็นรถของโชกุนขับออกไป เจ้าจันทร์จึงหันมาออกคำสั่งเอากับคันศรที่กำลังยืนมองเธออยู่ก่อนหน้านั้น..
“ไอ้ศร!...แกจะต้องเป็นเจ้ามือพาฉันไปกินอาหารอร่อยๆ ที่ฉันชอบ ติดกันเจ็ดวันไม่งั้นฉันก็จะไม่ยอมกลับไปกับแกแน่ๆ...”
“.......”
คันศรไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ส่ายหน้ารับ พร้อมกับหมุนตัวเดินกลับไปที่รถ อย่างคนที่หมดคำพูดไปเฉยๆ ทำให้เจ้าจันทร์ที่เดินตามหลังต้องเอ่ยถามย้ำมันอีกครั้ง เพราะต้องการคำตอบยืนยันจากมันอีกรอบหนึ่ง
“ไอ้ลูกศร...ทำไมแกถึงไม่ยอมตอบฉันสักทีวะฮะ?”
คันศรยังไม่ตอบทันที เขากดรีโมทเพื่อเปิดประตูรถค้างไว้ให้เจ้าจันทร์ ก่อนจะหันมาพูดว่า
“ไอ้เจ้าแกมันไร้สาระ! เอะอะก็เอาแต่เรื่องกินมาอ้าง อีกอย่างถ้าแกอยากจะกินอะไรแกก็บอกฉันมาสิวะ ฉันสามารถเลี้ยงแกได้ตลอดชีวิตเลยนั่นแหละ แต่ทำไมต้องมาประชดกัน?” คันศรต่อว่าด้วยน้ำเสียงอ่อนลงไป เหมือนติดจะน้อยใจนิดๆ
รึเปล่าวะ?...
หรือว่าเจ้าจันทร์เข้าใจทุกอย่างไปเองคนเดียว...
เจ้าจันทร์รู้ดีอยู่แล้วว่าเรื่องเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับคันศร เพราะก่อนหน้านั้นมันก็มักจะเลี้ยงเจ้าจันทร์อยู่เป็นประจำ
ฐานะทางบ้านของคันศรค่อนข้างจะร่ำรวย ด้วยธุรกิจมากมายหลายอย่างที่อยู่ต่างจังหวัด หากจัดลำดับกันจริงๆ หญิงสาวคิดว่าน่าจะอยู่ในระดับต้นๆ อีกทั้งยังมีอิทธิพลที่คนทั่วไปในจังหวัดต่างก็ให้ความนับถือ
มาถึงตอนนี้เจ้าจันทร์ก็อยากจะบอกกับคันศรออกไปตามตรงว่า ทุกอย่างที่เธอทำลงไปไม่ได้เป็นการประชดอะไรมันทั้งนั้น แต่นั่นมันคือความจริงต่างหาก
ความจริงที่เจ้าจันทร์ ต้องการจะอยู่ให้ห่างจากมันมากกว่านี้เลยด้วยซ้ำไป...
แล้วเธอต้องทำแบบไหน?
ในเมื่ออยู่ใกล้ก็หวั่นไหวจนไม่รู้จะห้ามใจตัวเองได้ยังไง....
ไม่อยากจะทนมอง เวลาที่ต้องเห็นมันเปลี่ยนผู้หญิงควงชนิดที่ไม่เคยซ้ำหน้า เหมือนกับเปลี่ยนเสื้อผ้ามาตั้งแต่ชั้นมอปลาย...
บางทีอาจจะต้องคิดใหม่ หรือไม่....ก็ต้องหาทางย้ายคอนโดหนีมันไปเลย...
“ลูกศร...” เจ้าจันทร์เรียกคันศรตอนที่เห็นว่าอีกฝ่ายเข้ามานั่งประจำที่ ทางด้านคนขับรถเรียบร้อยแล้ว
“หืม....” เจ้าของชื่อหันมาขานรับ ในขณะที่ค่อยๆ ขับรถเคลื่อนออกมาจากร้านเหล้า ก่อนที่มันจะหันไปมองทาง พลางปรายหางตามามองเจ้าของร่างบางที่นั่งอยู่ข้างกัน...
แต่เมื่อเห็นเจ้าจันทร์ไม่ยอมพูดอะไรอีกต่อจากนั้น คันศรจึงย้อนถามมันกลับไปเอง
“ว่าไงเจ้า...แกต้องการจะพูดอะไรกับฉันอย่างงั้นเหรอ?”
“ไม่มีอะไร?”
“.......”
พูดแค่นั้นแล้วเจ้าจันทร์ก็เงียบเสียงของตัวเองลง ไปตลอดทาง....
จนกระทั่งคันศรเดินตามมาส่งเจ้าจันทร์ถึงหน้าห้อง เพราะต้องการจะรู้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้เงียบไป ซึ่งมันไม่ใช่นิสัยอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัว
เพราะตั้งแต่เป็นเพื่อนกันมานานจนถึงปัจจุบัน คันศรรู้ดีว่าเจ้าจันทร์ต้องมีอะไรอยู่ในใจแน่ๆ แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมบอกมันออกมาเท่านั้นแหละ