“.....เจ้า”
คันศรเรียกเจ้าจันทร์เอาไว้ หลังจากที่เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะเปิดประตูห้อง มือบางของหญิงสาวที่กำลังจับลูกบิดอยู่ชะงักค้าง พลางหันมาถามกลับสั้นๆ ในจังหวะนั้นว่า
“มีไรวะ?” ถามแค่นั้นแล้วก็ดันประตูเข้าไปยืนอยู่ด้านใน
ส่วนคันศรไม่ได้ตอบคำถามแต่เดินตามเจ้าจันทร์เข้าห้องไป แล้วใช้แผ่นหลังของมันดันประตูปิดลง
“แกจะเดินตามฉันเข้ามาทำไมวะ? ถ้ามีอะไรเราก็ค่อยคุยกันพรุ่งนี้สิ ฉันจะอาบน้ำนอนละ....ง่วงว่ะ” เจ้าจันทร์ว่าก่อนจะยกมือขึ้นมาปิดปากหาวราวกับเจ้าตัวนั้นง่วงนักหนา
แต่ก็ใช่ว่าจะมีความรู้สึกตามที่บอกมันออกมา ความจริงที่ว่านั่นเป็นเพราะเจ้าจันทร์ยังไม่พร้อมจะตอบคำถามของมันต่างหากละ...
“แกมีอะไรวะ? ทำไมถึงไม่พูดกับฉันออกมาตรงๆ เหมือนกับทุกๆ ที” คันศรต่อว่าในขณะที่เคลื่อนร่างหนาเข้ามาใกล้เจ้าจันทร์ในระยะประชิดจนแทบจะติดร่างบาง เพราะมันเว้นระยะห่างแค่ช่วงทางมดผ่าน
”..แกอย่าทำแบบนี้ดิวะเจ้า?”
คนตรงหน้าเอ่ยออกมาเสียงเบา แต่หญิงสาวก็ยังได้ยินมันอย่างชัดเจน
กระทั่งกลิ่นลมหายใจร้อนผ่าวที่กำลังเป่ารดใบหน้า จนทำให้ไม่กล้าเงยองศาขึ้นไปสบตากับมัน
“......”
“.แกเปลี่ยนไปนะเจ้า...”
‘เพราะแกไม่เคยเปลี่ยนไง เป็นงั้นฉันก็เลยต้องเป็นคนเปลี่ยนเอง’
เจ้าจันทร์ช้อนนัยน์ตาขึ้นมอง เมื่อได้ยินประโยคนี้ของอีกคน
“ฉัน...ไม่เคยเปลี่ยน”
แล้วมันก็ทำให้คันศรจำเป็นต้องมองสบตากับมันอย่างนั้นสักพักใหญ่ ก่อนที่อีกฝ่ายจะเลื่อนสายตาลงไปที่เดิม
“แกเปลี่ยน!”
คำพูดเชิงย้ำ ทำให้ร่างบางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นไปมองใบหน้าคมคายอีกครั้ง แล้วตอบออกไปเสียงดังว่า
“เออ!ฉันยอมรับว่าเปลี่ยนก็ได้วะ แต่มันก็เป็นแค่เพียงบางอย่าง เช่นการแต่งตัว หรือกระทั่งการคบหาผู้ชาย แต่สิ่งที่เปลี่ยนฉันไม่ได้นั่นก็คือความเป็นเพื่อนระหว่างเรา แกพอจะเข้าใจที่ฉันอธิบายใช่มั๊ย?”
'นั่นก็อาจจะเป็นเพราะว่า ฉันมันมีความสามารถไม่พอ ที่จะขอเลื่อนสถานะของตัวเองให้เป็นได้มากกว่านั้นไง...'
“ไหนเหตุผล.?..” คันศรพยายามเซ้าซี้ถามเธออีกที
“ฉันอยากจะลองคบหาผู้ชายที่ไม่ใช่เพื่อนดูบ้างไม่ได้รึไงวะ? ทีพวกแกยังคบหากับใครก็ได้มั๊ย?” เจ้าจันทร์อธิบายเหตุผลตามที่อีกคนหนึ่งต้องการ แต่คันศรก็ยังย้อนกลับมาให้อีกว่า
“มันไม่เหมือนกันนะเจ้า แกเป็นผู้หญิงมีแต่เสียกับเสียนะโว๊ย!”
คันศรเริ่มออกอาการฮึดฮัดเหมือนเด็กถูกขัดใจ เจ้าจันทร์จึงใช้มือบางดันอกมันออกห่าง พลางเดินไปเปิดตู้แล้วหยิบผ้าขนหนูออกมา ก่อนจะหันมาพูดกับคันศรตอนที่เห็นมันนั่งลงบนที่นอนของเธอว่า
“แกพูดเหมือนแกเกิดในยุคกรุงศรียังงั้นละ สมัยนี้เขามีอิสระในการคบหากันจะตายแกก็เห็นไม่ใช่? แล้วฉันก็ไม่เคยคิดด้วยว่าตัวเองจะต้องเสียอะไร? แต่ในทางกลับกัน ฉันกลับคิดว่าฉันน่าจะได้มากกว่านะ แกอย่ามาหาข้ออ้างเพื่อจะเอาหักล้างกันเลยดีกว่าว่ะ...แกออกไปแล้วช่วยปิดล็อคประตูห้องให้ฉันด้วยละ” เจ้าจันทร์เดินเข้าไปในห้องน้ำหลังจากที่พูดทุกอย่างจบลง
ส่วนคันศรก็ยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น....
จนกระทั่ง....
เจ้าจันทร์ที่เดินออกมาจากห้องน้ำในชุดผ้าขนหนูพันกายเพียงแค่ผืนเดียวยืนชะงักค้าง พลางทอดสายตาไปมองร่างหนาของคันศรที่กำลังนอนหลับตาเหยียดยาวอยู่บนที่นอน พลางถอนลมหายใจออกมายืดยาว ก่อนจะรีบสาวเท้าก้าวเดินไปหยิบเสื้อผ้าในตู้ออกมาใส่ เพื่อปิดบังร่างกายให้มันดูมิดชิด...เพราะไม่ต้องการให้เพื่อนสนิท ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นเธอในสภาพน่าหวาดเสียวที่มีผ้าขนหนูพันกายไว้แค่เพียงผืนเดียว
ถึงแม้จะสนิทกันมากแค่ไหน แต่เมื่อทั้งคู่เริ่มเข้าสู่วัยของหนุ่มสาว ตั้งแต่นั้นมาเจ้าจันทร์ก็ต้องระวังเรื่องการถึงเนื้อถึงตัวกับคันศร มากกว่าที่เคยเป็นอย่างเช่น เรื่องของการกอดสัมผัสกัน ซึ่งมันก็มีบ้างแต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ร่างกายของทั้งคู่ก็ต้องมีเสื้อผ้าอยู่ครบถ้วน ทุกอย่างล้วนเกี่ยวพันไปถึงสภาวะทางด้านอารมณ์ และความรู้สึกทางร่างกายระหว่างกันมันก็เริ่มจะเปลี่ยนไป
คำเตือนของผู้ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นพี่ชายหรือคนเป็นมารดา ที่ฝังหัวเจ้าจันทร์มาตลอดนั่นก็คือ ท่านต้องการให้หญิงสาวรู้จักรักนวลสงวนตัว ห้ามมีผัวจนกว่าจะเรียนจบ ห้ามคบผู้ชายที่ดูแล้วไม่น่าไว้วางใจ ห้ามให้ผู้ชายเห็นขาอ่อน...และอีกมากมายจนจำได้แทบไม่หมดเหอะ!
แล้วคิดเหรอว่าคนอย่างเจ้าจันทร์จะทำตาม...
ก็แค่ฟังหูซ้ายแล้วพยักหน้ารับ กับปล่อยผ่านให้มันทะลุประตูออกทางหูขวาเท่านั้นละ
ถึงตอนนี้จะย้อนเวลากลับไปนึกถึงคำสอนนั้น มันก็ไม่น่าจะทัน!...
“.....เจ้า”
เมื่อมีเสียงเรียกชื่อเจ้าจันทร์ดังออกมาจากร่างหนาที่ปรือตาตื่นขึ้นมามองในจังหวะนั้นเข้าพอดี
“เฮ้ย!...ไอ้ลูกศรแกอย่าเพิ่งมองฉัน...แล้วแกช่วยหันไปทางอื่นก่อนดี้...”
เจ้าจันทร์หันไปบอกคันศรคีย์สูง ในขณะที่ยังนุ่งผ้าขนหนูอยู่เพียงผืนเดียว แล้วด้วยความรีบร้อนบวกกับลนลาน มันก็เลยทำให้เสื้อผ้าบางส่วนที่อยู่ในตู้ไหลลงมากองรวมกันอยู่บนพื้น แต่เจ้าจันทร์ก็ไม่มีเวลามาสนใจ เพราะมัวแต่รีบใส่เสื้อผ้าแต่ทว่ามันดันเสือกใส่กลับทาง ก่อนจะถอดออกมาอย่างทุลักทุเล แล้วสวมกลับเข้าไปใหม่โดยไม่ระวัง...
จนกระทั่ง....
ทำให้ปมผ้าขนหนูที่อยู่บนร่างกายได้คลายออกจากกันอย่างไม่ทันได้ตั้วตัว
“ว๊าย!...อ๊ะ!”
เจ้าของร่างบางร้องเสียงหลง ก่อนจะคว้าจับชายผ้าขนหนูที่กำลังร่วงลงสู่พื้นไว้ได้ทัน จากนั้นจึงรวบมันขึ้นมาพันกาย
แต่เพราะต้องการจะหลบสายตาของร่างใหญ่ ขาที่ทำท่าจะก้าวไปข้างหน้า ดันไปสะดุดกับกองผ้าที่อยู่บนพื้นห้อง ขาของเจ้าจันทร์จึงพันกันเอง จนหน้าเกือบจะทิ่มลงไปที่พื้น หากไม่มีมือของอีกฝ่ายยื่นมาคว้าเอวเธอไว้ได้ แล้วมันก็ทำให้ทั้งคู่ล้มลงไปกองรวมกันอยู่บนที่นอน โดยมีคันศรเป็นคนที่อยู่ด้านบน