06

2556 Words
“แม่เจ้าคงบ่นเจ้าน่าดูเลยสินะ” ท่านตากล่าวด้วยความเมตตาเอ็นดู ก่อนจะจับมือสองข้างของหลานสาวขึ้นมาดู ฝ่ามือที่ควรนุ่มนิ่มของนางกลับมีความด้านอยู่ไม่น้อย ทั้งที่เป็นเด็กสาว จ้าวหลงรักและเอ็นดูจ้าวเหลียนฮวามากที่สุด เขาย่อมไม่อยากให้นางจับดาบ จับไม้ ไม่อยากให้นางระคายเคืองผิวแม้แต่น้อย แค่นางหกล้ม เขาก็โบยตีบ่าวที่ไม่ดูแลนางให้ดีแล้ว พอเห็นหลานสาวจับกระบี่ไม้ก็อดรู้สึกเสียใจไม่ได้ที่ฝ่ามือของนางจะไม่นุ่มนิ่ม “ท่านตาไม่ชอบหรือเจ้าคะ หลานเก่งนะ ท่านพ่อ หรือท่านอาจารย์ก็ชมหลานด้วย” โม่เฟยหรงกล่าว แม้นางจะเป็นเสวียนหนี่ว์เจิน แต่นางก็ยังเป็นเพียงเด็กที่อยากให้คนรัก และเห็นด้วยกับสิ่งที่นางทำ “ไหนมาให้ลุงดูหน่อยสิ ว่าตาเจ้ามองมือเจ้าทำไม” ท่านลุงสามกล่าว เขาจับไหล่ของหลานสาวก่อนจะพบว่านางมีกระแสปราณในร่างกายที่ไหลไปตามตัว เขาหรี่ตามองนางเล็กน้อย โม่เฟยหรงเองก็ทราบว่าท่านลุงสามผู้นี้มีวิชาฝ่ามือเซียนไท่ซาง วิชานี้เป็นวิชาพื้นฐานอย่างหนึ่งของพวกเซียนรักษา ที่ถ่ายทอดมายังลูกหลานไว้ตรวจชีพจรในกายของมนุษย์ “ทำไม…” “ท่านลุงสามดูมือหลานสิเจ้าคะ” โม่เฟยหรงกล่าวตัดบทท่านลุงสาม เขามองหลานสาวก่อนจะพยักหน้าด้วยความเข้าใจ ก่อนจะยกมือหลานสาวขึ้นมาดู “มือของหลานนั้นไม่เหมือนมือสตรีในห้องหอมั้ง ท่านตาของเจ้าเลยรู้สึกแย่” จ้าวสุนกล่าว เขาดึงร่างสาวมาพิจารณาด้วยความสงสัย เขาเป็นหมอ วิชาของเขาล้วนถ่ายทอดมาจากหมอระดับปรมาจารย์ตันฮวน สายวิชาแพทย์นี้สืบทอดกันมานานนับร้อยปี แต่ปราณเซียนเมื่อครู่เป็นระดับปราณเซียนขั้นที่สามที่มนุษย์จะฝึกฝนได้ …ทำไมหลานของเขาจึงมีสายปราณเช่นนี้ได้กัน “มือของข้าจับกระบี่ทุกวัน จะไม่ด้านได้อย่างไร” “เช่นนั้นวันพรุ่งนี้ร่ายกระบี่ให้ท่านลุงดูได้หรือไม่” “ย่อมได้เจ้าค่ะ” โม่เฟยหรงเอ่ยด้วยความยินดี ลุงใหญ่จ้าวมู่ลูบศีรษะหลานสาวด้วยความเอ็นดู เขามีบุตรสาวแต่ละคนก็เอาแต่ใจ นิสัยขี้โวยวายกันทุกนาง แม้จะวัยไล่เลี่ยกับโม่เฟยหรง แต่ดูแล้วหลานสาวคนนี้จะพูดรู้เรื่องกว่ามาก ทั้งนางยังเหมือนกับน้องสาวของเขาในวัยเยาว์ไม่มีผิด ความเอื้อเอ็นดูที่มีจึงมีมากนัก “ตาไม่อยากให้เจ้าหยิบจับอาวุธ เป็นสตรีก็ควรเรียนรู้ในวิถีที่สมควร” “แต่ข้าไม่ชอบ ข้าไม่เข้าใจ ท่านก็เป็นแม่ทัพเหมือนท่านพ่อ แต่ทำไมถึงไม่สนับสนุนข้า ข้าคิดว่าท่านตามาหาข้าจะชอบที่ข้าเป็นแบบนี้เสียอีก” โม่เฟยหรงเริ่มรู้สึกแย่ นางอยากจะร้องไห้ออกมาด้วยความน้อยใจ จ้าวเหลียนฮวามองบุตรสาวหวังจะดึงนางมาโอบกอด แต่โม่เฟยหรงกลับวิ่งไปหาบิดาของนาง คนเดียวที่สนับสนุนนางเรื่องนี้ แม่ทัพโม่ชุนเฉิงไม่เคยเห็นบุตรสาวเป็นเช่นนี้ นางแทบไม่เคยร้องไห้ด้วยซ้ำตั้งแต่นางเกิดมา แต่คราวนี้นางกลับมาสะอื้ืนที่อกของเขาจนอดไม่ได้ที่จะต้องกอดปลอบ “ไม่ร้องลูก อย่าร้องเลย” ท่านแม่ทัพที่ไม่เคยกอดปลอบบุตรสาว เขาก็ได้แต่กอดนางตบหลังเบาๆ ท่านตาจ้าวหลงมองหลานสาวก็พลันโมโหเจ้าลูกเขยที่ตามใจหลานสาวของเขาจนกลายเป็นเช่นนี้ “เจ้าตามใจนางจนเป็นเช่นนี้ นางเป็นสตรี ควรจะเรียนรู้ให้เหมาะสม” จ้าวหลงกล่าวตำหนิทั้งบุตรสาวของตน และลูกเขย โม่เฟยหรงได้แต่ร้องไห้ด้วยความเสียใจ นางคิดว่าท่านตาจะดีใจกับการที่ได้เจอนาง ยินดีกับการที่มีลูกหลานที่มีความสามารถ โม่เฟยหรงไม่เคยน้อยใจใครเช่นนี้มาก่อนเลย แม้กระทั่งโม่ชุนเฉิงที่เป็นบิดา ยังรักษาน้ำใจนางมากกว่านี้ด้วยซ้ำ “ท่านพ่อ หรงเอ๋อร์เป็นเด็กมีความสามารถเจ้าค่ะ นางมีพรสวรรค์ในด้านนี้นัก ลูกเห็นว่านางเก่งกาจ จึงไม่ได้ห้ามปรามอะไร” “เจ้าก็อีกคนเป็นสตรีในห้องหอ ได้รับการเลี้ยงดูอบรมมาอย่างดี แต่กลับปล่อยให้บุตรสาวที่มีอยู่คนเดียวไปจับกระบี่เช่นนี้มันได้หรือ” “ท่านพ่อตาอย่าเพิ่งโมโหไปเลย” แม่ทัพโม่กล่าวตัดบท เขาเอ่ยเช่นนี้เพื่อต้องการให้ท่านพ่อตาได้รับรู้ว่าโม่เฟยหรงเป็นบุตรสาวของเขา นางจะเรียนรู้หรือชื่นชอบอะไร สำหรับเขาที่เป็นพ่อแล้ว นั่นล้วนเป็นเรื่องที่ดีทั้งสิ้น แต่เขาก็เข้าใจความไม่ชอบใจของท่านพ่อตา คราแรกเขาเพียงคิดว่าการที่โม่เฟยหรงเป็นเช่นนี้ก็ดี โม่ซินอ้ายจะได้ดูไม่ย่ำแย่นัก แต่พอเวลาผ่านไป สายสัมพันธ์พ่อลูกก็มีมากขึ้น ความรักความห่วงใยก็มีล้นไปหมดในใจของเขา เขาก็อดห่วงเรื่องนี้ไม่ได้เหมือนกัน เพราะนางเป็นสตรีชนชั้นสูง ไม่ใช่สตรีชนชั้นล่างที่นึกอยากจะทำอะไรก็สามารถทำได้ “ต่อจากนี้ให้นางเรียนตามที่สมควร อย่าได้เหลวไหลอีก” จ้าวหลงกล่าว เขาไม่อยากจะขัดใจหลานสาว แต่ดูแล้วเขาก็คงเป็นตาแก่ใจร้ายในสายตาของหลานไปเสียแล้ว “เห็นทีจะไม่ได้ขอรับ ข้าไม่อยากให้ฮวาเอ๋อร์ปวดหัว” โม่ชุนเฉิงกล่าว “ทำไม” “นางกำลังตั้งครรภ์ขอรับ” “จริงหรือ” จ้าวหลงถามด้วยความยินดี โม่เฟยหรงยิ่งรู้สึกย่ำแย่ไปใหญ่ หรือเพราะนางเป็นสตรี ท่านตาถึงได้ไม่ชอบ แต่พอรู้ว่าท่านแม่กำลังมีน้องกลับรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งเช่นนั้น ตอนที่นางเป็นเสวียนหนี่ว์เจิน การคงอยู่หรือการกำเนิดของนางล้วนมีแต่ความยินดี เหตุใดชาตินี้นางถึงต้องมาพานพบกับความรู้สึกน้อยใจเช่นนี้กัน “เจ้าค่ะท่านพ่อ ลูกกำลังตั้งครรภ์ได้เดือนกว่า” “เช่นนี้แล้วให้หมอมาตรวจอาการบ้างหรือยัง” “เจ้าค่ะ” “ดีแล้ว เจ้าจะได้มีบุตรชายเสียที กว่าจะมีได้” “เจ้าค่ะท่านพ่อ” การมาถึงของจ้าวหลงทำให้เรือนใหญ่ครึกครื้น ส่วนเรือนเล็กนั้นก็เก็บตัวตามระเบียบ โม่เฟยหรงที่กลับมาถึงเรือนนางก็สร้างเรื่องราวให้เสี่ยวซานไปบอกทุกคนว่านางป่วย ก่อนที่นางจะรวบรวมสมาธิและเข้าสู่ห้วงแห่งจิตเพื่อดึงพลังปราณอีกครั้ง นางทำทุกวันให้เป็นกิจวัตร ยิ่งวันไหนอารมณ์ของนางไม่คงที่ นางก็จะทำเพื่อให้จิตใจของนางสงบ ยิ่งระดับพลังสูงขึ้น นางจะยิ่งมีอารมณ์ที่นิ่งขึ้น “หรงเอ๋อร์เป็นอะไรเหตุใดไม่ยอมมาทานข้าว” จ้าวเหลียนฮวาถามเสี่ยวซาน นางให้คนออกไปซื้ออาหารจากเหลามา มีแต่ของอร่อยของชอบของบุตรสาวนางทั้งนั้น แต่เสี่ยวซานกลับเดินมาบอกว่าคุณหนูไม่สบาย เหลวไหลจริงๆ บุตรสาวของนางแข็งแรงขนาดวิ่งไล่ตีบิดาตัวเองได้ จะมาป่วยอะไรกันคงจะน้อยใจท่านตาของตัวเองมากกว่า “คุณหนูบอกไม่สบายตัว ปวดหัวเจ้าค่ะ” เสี่ยวซานละล่ำละลัก คุณหนูไม่เคยป่วยเลยตั้งแต่เกิดมา นางพูดเช่นนี้นายท่าน และฮูหยินก็ย่อมต้องทราบอยู่ดีว่านางโกหก “เอาเถอะ เดี๋ยวให้โรงครัวจัดอาหารแยกไปให้นาง เจ้ากลับไปดูแลนางเถอะ” ท่านแม่ทัพกล่าวด้วยรอยยิ้ม บุตรสาวเขาดื้อดึงเป็นที่สุด นางคงจะประท้วงด้วยการไม่ยอมมากินข้าวเป็นแน่ “เพราะท่านพ่อแท้ๆ มาถึงก็ว่านางเช่นนี้ หรงเอ๋อร์นางอุตส่าห์ฝึกทำความเคารพท่านอย่างว่านอนสอนง่าย ทั้งที่นางไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ด้วยซ้ำ นางพยายามอย่างมาก แล้วสุดท้ายนางได้รับคำตำหนิ” จ้าวเหลียนฮวากล่าวพลางขุ่นเคืองบิดาไปอีกคน บุตรสาวของนางมีนิสัยเป็นเช่นไรนางรู้ดีที่สุด “ช่างเถอะ กินข้าวกันเถอะ เดี๋ยวข้ากับพี่สามเจ้าไปง้อหลานสาวเอง” จ้าวมู่กล่าว ทุกคนจึงได้นั่งทานข้าวด้วยกันพูดคุยถามสารทุกข์สุกดิบกันตามประสา ที่มีความสุขที่สุดก็น่าจะเป็นจ้าวเหลียนฮวา นางได้ทานข้าวกับท่านพ่อ จ้าวหลงเป็นคนพูดน้อย แต่ก็รักบุตรสาวมาก ทั้งยังรู้สึกผิดต่อหลานสาว แต่ด้วยความเป็นผู้ใหญ่ ทำให้เขาไม่กล้าแสดงออกมานัก “พี่ใหญ่ ท่านว่าหลานสาวเราแปลกประหลาดบ้างไหม” จ้าวสุนถามผู้เป็นพี่ชายระหว่างทางไปเรือนของหลานสาวตัวน้อย จ้าวมู่เองก็ได้มองน้องสามด้วยความแปลกใจ น้องสามผู้นี้มีอาจารย์เป็นระดับปรมาจารย์ความสามารถในด้านการแพทย์นั้นสูงส่งกว่าผู้อื่นมากนัก “อะไรที่เจ้าว่าแปลก” “นางมีพลังปราณเซียน ร่างกายของนางอยู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ระดับสาม” “ผู้ฝึกยุทธ์ปราณเซียน เหลวไหล ผู้ฝึกยุทธ์ปราณเซียนแทบจะไม่มีแล้ว เจ้าอย่าได้พูดเรื่อยเปื่อย โม่เฟยหรงนางอายุแค่สิบขวบเอง” “ท่านพี่ ข้ามีพลังปราณเซียนรักษา ทำไมข้าจะจับกระแสปราณในร่างกายของนางไม่ได้ ผู้ฝึกยุทธ์ปราณเซียนไม่มีได้ยังไง ก็พวกท่านทั้งสี่คนก็มีพลังปราณเซียนทั้งสิ้น” จ้าวสุนกล่าว พวกเขาได้รับสืบทอดวิชามาจากยอดยุทธ์นิรนามผู้หนึ่งที่ตอนนั้นท่านก็แก่ชรามากแล้ว ท้ายที่สุดก็จากไป “แต่ท่านอาจารย์ตายไปแล้ว” “เหอะ… ท่านไปลองดูนางก็ได้” จากนั้นทั้งสองพี่น้องก็ตรงไปทางเรือนของโม่เฟยหรง จ้าวมู่ผู้เป็นพี่ก็รู้สึกได้ถึงพลังปราณเซียนที่เบาบาง เหมือนมีคนกำลังซึมซับพลังปราณเซียน หรือว่า… จะเป็นอย่างที่จ้าวสุนกล่าว เขาจึงได้ไล่สาวใช้ไปก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในห้องของโม่เฟยหรง “นางฝึกพลังปราณเซียนจริงๆ” จ้าวมู่กล่าว ร่างของโม่เฟยหรงมีเกราะพลังสายหนึ่งที่เป็นปราณเซียน ผู้ฝึกยุทธ์ด้วยกันเท่านั้นที่จะเห็นเส้นสายพลังปราณ …ที่แท้หลานสาวคนนี้เป็นผู้ฝึกยุทธปราณเซียน “เห็นไหม ข้าบอกท่านแล้วว่าหลานสาวคนงามผู้นี้เป็นผู้ฝึกยุทธระดับสามแล้ว” “เช่นนั้นเรากลับกันเถอะ อย่ารบกวนนางเลย พรุ่งนี้ค่อยคุยกับนางก็ได้” จ้าวมู่กล่าวก่อนจะพากันกลับไป จ้าวสุนยังเสียดายและสงสัยไม่น้อยว่าใครกันเป็นอาจารย์ของนางใครกัน เท่าที่พวกเขารู้สายพลังปราณเซียน อาจารย์ไม่ได้สอนใคร ยอมสอนพวกเขาก็เพราะอาจารย์ใกล้จะดับสังขารแล้ว โม่เฟยหรงใช้เวลาทั้งคืนในการฝึกพลังปราณเซียน เพราะใจของนางไม่ค่อยสงบนัก เรื่องราวในโลกมนุษย์แต่หนหลังนี้เป็นเรื่องราวความเจ็บปวดของสตรีนัก ไม่ใช่นางไม่รู้หลักการ หรือไม่ยอมรับ แต่นางเพียงคิดว่านางมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ จำเป็นต้องใช้พลังปราณ นางไม่มีร่างเก่า เลือดเนื้อของมนุษย์ไม่มีทางเทียบเลือดเนื้อกายเนื้อของเทพกึ่งมารแบบนางในอดีต การที่นางจะกลับไปที่หุบเหวนรกเพื่อจัดการปิดประตู ไม่ใช่เรื่องง่าย มนุษย์มีอายุขัยสั้นนัก นางคิดตลอดคืนว่านางควรจะทำอย่างไร เรื่องวันนี้ทำให้นางได้สติเลยว่านางคงไม่อาจใช้ชีวิตแบบมนุษย์ทั่วไปได้ แต่จะให้นางทิ้ง และหนีครอบครัวไปตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย มารดาของนางอ่อนแอเกินไป นางคิดว่าหากท่านแม่ของนางมีน้องชาย เขาโตพอแล้ว วันนั้นก็คงจะเหมาะที่นางจะจากไป …นางคงไม่อาจใช้ชีวิตแบบนี้ได้ไปตลอด “ท่านพ่อ พรุ่งนี้ท่านต้องขอโทษหรงเอ๋อร์นะเจ้าคะ” จ้าวเหลียนฮวาที่อยู่กับบิดากล่าว นางไม่เคยทำให้บุตรสาวเจ็บช้ำน้ำใจ หรือเสียใจจนร้องไห้สักครั้ง แต่ท่านพ่อของนางมาเพียงวันเดียวก็ทำให้บุตรสาวตัวน้อยของนางร้องไห้เสียแล้ว “อืม พ่อเองก็เข้มงวดไปหน่อย ทำให้นางร้องไห้ขนาดนั้น” จ้าวหลงกล่าวด้วยความรู้สึกผิด ตั้งแต่หลานคนนี้เกิดมา เขาก็ทำได้เพียงแค่ส่งของขวัญมา พอเจอหน้ากันจริงๆ กลับทำให้นางร้องไห้เสียใจซะได้ “ท่านอย่าเข้มงวดเลยเจ้าค่ะ โม่เฟยหรงนางเป็นเด็กดีนัก นางไม่ชอบก็ไม่ได้ความหมายว่านางทำไม่ได้ แต่นางเพียงแค่ไม่อยากทำเท่านั้น ข้าเลี้ยงนางมาตั้งแต่เกิด เด็กคนนี้แทบไม่เคยร้องไห้สักครั้ง ใจดีกับนางหน่อยเถอะเจ้าค่ะ” จ้าวเหลียนฮวากล่าว ตอนเห็นบุตรสาวร้องไห้ ใจของแม่รู้สึกแย่ไม่น้อย ยิ่งนางโผเข้าไปให้โม่ชุนเฉิงกอด ทั้งที่ไม่ค่อยจะลงรอยกันนัก ย่อมหมายความว่าภายในห้องตอนนั้น มีเพียงโม่ชุนเฉิงเท่านั้นที่นางคิดว่าปลอดภัยที่สุด “เจ้าก็รู้ เป็นสตรีจะมาจับกระบี่ มีดไม่ได้อย่างไร” “แต่ว่าท่านพ่อ กับสามีข้าเป็นแม่ทัพ นางจะมีสายเลือดของนักรบ มีความชอบเช่นนี้ก็ไม่แปลกนะเจ้าคะ” “แต่พ่อก็เป็นห่วง เจ้าก็รู้ว่าสตรีชนชั้นสูงที่ไม่มีความรู้ความสามารถจะเป็นเช่นไร ขนาดเจ้าเป็นคุณหนูตระกูลจ้าว ยังไม่ได้รับเกียรติเท่าที่ควรเลยแม้แต่น้อย” จ้าวหลงกล่าว ทั้งที่เขาเป็นถึงแม่ทัพ แม้จะอยู่ห่างไกลเมืองหลวง แต่ยศชั้นขุนนางเขาไม่ได้ต่ำต้อยไปกว่าใครในเมืองหลวง ทั้งมารดาของจ้าวเหลียนฮวา เป็นคุณหนูตระกูลหม่า หม่าเสี่ยนอี้ เป็นสตรีที่มีความสามารถมากคนหนึ่งในเมืองหลวง “ท่านพ่อ เรื่องพวกนั้นเป็นเรื่องของพวกสตรีขี้อิจฉา ท้ายที่สุดแล้วลำดับชนชั้นทางสังคมก็เป็นตัวกำหนดทุกอย่างอยู่ดีนี่เจ้าคะ แม้ว่าคนอื่นจะเหยียบย่ำว่าข้าเป็นคุณหนูบ้านนอก แล้วอย่างไร สุดท้ายสมรสพระราชทานก็เกิดกับข้า แต่คุณหนูพวกนั้นไม่ได้รับเกียรติเช่นนี้เลย” “พ่อคงคิดมากเกินไป” จ้าวหลงกล่าว ในตอนนั้นที่จ้าวเหลียนฮวาเข้าเมืองหลวง เรื่องราวพวกนั้นเขาเองก็ได้ยินมาไม่น้อย บุตรสาวที่เขาเลี้ยงดูอย่างดี ได้รับเกียรติทุกอย่างกลับกลายเป็นเพียงคุณหนูบ้านนอกที่มาอาศัยตระกูลหม่าอยู่ ทั้งที่จริงหากเทียบกันตามลำดับ บุตรสาวของเขาเป็นคุณหนูชั้นสูงผู้หนึ่งด้วยซ้ำ “เช่นนั้นอย่าลืมขอโทษหรงเอ๋อร์ด้วยนะเจ้าคะ ท่านเลี้ยงข้ามาอย่างดี ข้าก็เลี้ยงบุตรสาวข้ามาอย่างดีเช่นกัน” “อืม… พ่อจะตามใจนางทุกอย่าง”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD