07

2754 Words
โม่เฟยหรงที่ใช้เวลาทั้งคืนในการรวบรวมลมปราณเซียนจนกระทั่งเต็มอิ่มแล้ว โม่เฟยหรงก็ลุกออกมาเดินในจวนยามค่ำคืนที่ร้างราผู้คนแล้ว นางเดินไปหยุดอยู่ที่สวนกลางน้ำ พลังปราณที่นี่ค่อนข้างมีมาก เนื่องจากมีพลังของน้ำกับสายลม ทั้งยังเป็นจุดที่ดีที่สุดภายในจวน “หรงเอ๋อร์ของตานอนไม่หลับหรือ” จ้าวหลงที่เดินทางมาตลอด เขานอนพักผ่อนมาพอสมควรตั้งแต่ก่อนเข้าเมืองแล้ว ทำให้ค่ำคืนนี้ก็มองไม่หลับเหมือนกัน หลานสาวเมื่อตอนกลางวันสวมชุดสีชมพูหวาน ทำผมประดับเครื่องทองงดงาม แต่ยามนี้นางกลับสวมชุดบุรุษสีชาอย่างง่าย ดูไม่ค่อยเรียบร้อย แต่ก็ทะมัดทะแมงพอตัว “ข้าไม่เคยนอนเจ้าค่ะ ส่วนใหญ่ก็อยู่ในสมาธิมากกว่า” โม่เฟยหรงกล่าว นางไม่ค่อยหย่อนยานเรื่องการดึงพลังลมปราณ ยิ่งอายุน้อยยิ่งต้องใช้พลังลมปราณให้มาก วันหน้าจะได้แข็งแกร่งกว่านี้ และอีกไม่นานระดับของนางก็จะเข้าสู่เขตระดับสี่ที่ยากมากกว่าจะไปถึงระดับห้า “ไหนลองร่ายกระบี่ให้ตาดูหน่อยสิ ว่าเจ้านั้นเก่งจริงหรือไม่" “ไม่เอา ท่านไม่เชื่อข้า ข้าจะเสียเวลาพิสูจน์ตัวเองให้ท่านเห็นทำไมกัน” โม่เฟยหรงกล่าว แต่ท่านแม่ทัพจ้าวเห็นสายตาที่ไม่ปกปิดของนางก็พลันหัวเราะออกมา นางเหมือนลูกเสือตัวน้อยจอมพยศเลย ยิ่งเห็นก็ชวนเอ็นดู เหมือนจ้าวเหลียนฮวา แต่เป็นอีกแบบ “เช่นนั้นขอตาลองดูหน่อยแล้วกัน” จ้าวหลงกล่าว เขาไม่แน่ใจว่าเจ้าลูกเขยคนนี้สั่งสอนหลานสาวอย่างไร อาจจะแค่ให้นางเพียงร่ายรำกระบี่เท่านั้น เขาคิดว่าบนโลกใบนี้ใครจะสั่งสอนกระบี่บุตรสาวด้วย ยิ่งนางอายุเท่านี้จะรู้วิชามากสักเท่าใด แต่เหมือนจ้าวหลงจะเข้าใจผิดไปมาก โม่เฟยหรงเหยียดยิ้มเล็กน้อย นางไม่เคยได้ต่อสู้อย่างจริงจังสักครั้ง นางหลบมือของท่านตาได้ จ้าวหลงหัวเราะ เขาพยายามจับนางด้วยมือ แต่นางกลับเบี่ยงตัวล้มลง ก่อนจะลุกขึ้นมาแตะแขนของท่านตา ทั้งสองต่อสู้กันโดยใช้ฝ่ามือเปล่า จ้าวหลงขมวดคิ้วเล็กน้อย เด็กสาวตัวน้อย แต่กลับรับแรงของเขาที่เป็นคนชรา แต่แข็งแกร่งได้เช่นนี้เก่งกาจยิ่งนัก เขาเริ่มไม่ออมแรงเพื่อทดสอบหลานสาว แต่ฝ่ามือต่อฝ่ามือ การต่อสู้ของทั้งสองพัวพันไร้สุ้มเสียง ฝ่าเท้าของโม่เฟยหรงเบาจนแทบไม่มีเสียง สีหน้าของนางเรียบนิ่งยามต่อสู้ ร่างกายของนางพลิ้วไหวดั่งสายน้ำ พลังกระสายหนึ่งวิ่งในกายของนางจนเกิดเป็นขุมพลังที่แข็งแกร่ง โม่เฟยหรงไม่มีทางยอมแพ้ นางฝึกฝนตนเองอย่างหนักมาตลอด การต่อสู้ของสองตาหลานเป็นไปท่ามกลางความเงียบ โม่เฟยหรงที่ใช้พลังเกินกว่ากำลังของร่างกาย เหงื่อของนางผุดพรายทั่วร่างด้วยความเหนื่อยอ่อน จ้าวหลงเองก็เช่นกัน หลานสาวคนนี้ฝีมือแข็งแกร่งน่ากลัวราวกับไม่ใช่เด็กน้อยเลยสักนิด โม่ชุนเฉิงจะเก่งกาจถึงขนาดสอนบุตรสาวเช่นนี้ได้อย่างไร “พอเถอะ ร่างกายเจ้าไม่ไหวแล้ว” จ้างหลงกล่าวก่อนจะหยุดมือ โม่เฟยหรงที่หยุดการต่อสู้นางก็รีบปรับพลังสมดุลในร่างกายของนาง เหงื่อของนางผุดพรายร่างกายหอบเหนื่อย นางไม่ชอบความเป็นเด็กเลยแม้แต่น้อย อายุสิบขวบแม้จะได้รับการฝึกฝนมาพอสมควร แต่พื้นฐานร่างกายก็ยังทำได้ไม่ดีแบบที่นางเคยเป็น “ขอบคุณท่านตา” “เจ้าเก่งมาก เก่งจนข้าไม่คิดว่าบิดาเจ้าจะเป็นอาจารย์ให้เจ้าได้” “ท่านพ่อไม่เคยสอนข้าอย่างจริงจัง เขาให้อาจารย์มาสอนแต่โม่เหว่ยเฉิง ส่วนข้าเพียงได้จับกระบี่เล่นกับ(255, 255, 255); font-family: tahoma; font-size: 14px; text-indent: 0px;">โม่เหว่ยเฉิงเท่านั้น” โม่เฟยหรงกล่าว บิดาสนับสนุนก็แค่ยอมนางเล็กน้อยเท่านั้น คุณค่าในใจของนางก็ยังเทียบเท่ากับบุตรคนอื่นไม่ได้อยู่ดี “แล้วอาจารย์เจ้าเป็นใคร เหตุใดถึงได้สั่งสอนอย่างดีเยี่ยมเช่นนี้” จ้าวหลงกล่าว เขายังมีหลานชายอีกหลายคน หากว่าได้เรียนรู้ และเคารพอาจารย์คนเดียวกับโม่เฟยหรง คงจะเก่งได้สักครึ่งของนาง ทุกวันนี้เจ้าเด็กพวกนั้นอายุมากกว่าโม่เฟยหรง แต่ยังไม่ได้ความ วันทั้งวันเอาแต่เล่น ไม่เป็นโล้เป็นหาย “อาจารย์ข้าไม่บอกแซ่ ไม่บอกนาม มาแล้วก็ไป ไม่มีใครรู้ ขอท่านตาอย่าเก็บเป็นความลับด้วย” โม่เฟยหรงกล่าว จ้าวหลงถอนหายใจด้วยความเสียดาย ก่อนจะยิ้ม เห็นหลานสาวมีความสามารถเช่นนี้เขาก็รู้สึกภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก นางเป็นเด็กสาววัยสิบขวบที่นิ่งสงบ และไม่ยอมแพ้ “เจ้าเก่งมาก ตาภูมิใจในตัวเจ้านัก” “แต่ท่านพึ่งบอกว่าไม่อยากให้ข้าจับกระบี่” “ไปนั่งกับตาในศาลานั้นดีกว่า” จ้าวหลงกล่าวก่อนจะพาหลานสาวไปในศาลาในสวน “ตาไม่อยากให้เจ้าจับกระบี่เพราะสังคมเป็นเช่นไร ตาคิดว่าเจ้าเองก็รู้ดี ตาถึงได้เป็นห่วง” “ข้าทราบเจ้าค่ะ แต่ข้าไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นสตรีเช่นนั้น ข้าไม่ชอบ ข้ามีเรื่องที่อยากทำอยู่แล้วเจ้าค่ะท่านตา” โม่เฟยหรงกล่าวออกไปตามตรง จ้าวหลงเห็นสายตาเช่นนี้แล้วก็อดชื่นชมไม่ได้ที่อายุเท่านี้ แต่กลับมีปณิธาน และมั่นคงเช่นนี้ หากเป็นบุรุษเขาคงสนับสนุนไม่น้อย “แล้วเจ้าคิดจะทำอะไร” “บอกไม่ได้เจ้าค่ะ” “เช่นนั้นก็จงทำทั้งสองอย่างให้ดี อย่างไรเจ้าก็เป็นบุตรสาวชนชั้นสูง อย่าทำให้บิดามารดาต้องอับอายขายหน้าเจ้ารู้หรือไม่” ท่านตากล่าว โม่เฟยหรงที่คิดมาหลายชั่วยามก็เข้าใจความหวังดีของท่านตา หากคิดย้อนกลับไปแล้ว ท่านพ่อมากกว่าที่ไม่ได้หวังดีกับนางเลย หากนางไม่เก่งศาสตร์ศิลป์ของสตรี โม่ซินอ้ายย่อมได้เปรียบ ส่วนวิชากระบี่ศิลปะการต่อสู้นางไม่มีทางเทียบกับบุตรชายได้ แท้จริงแล้วนางล้วนเข้าใจอะไรผิดไปเสียหมด “ขอบคุณท่านตา หลานเข้าใจความเป็นห่วงของท่านแล้ว ต่อไปหลานจะทำให้ดีเจ้าค่ะ” “ดีแล้ว ตาพูดไม่เก่ง เอาใจเจ้าไม่เก่งนัก แต่ตานั้นหวังดีกับเจ้าจริงๆ อดีตตาก็ไม่ค่อยได้พูดมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นยายเจ้าพูดกับลูกมากกว่า บรรดาลุงและแม่ของเจ้านั่นแหละ” จ้าวหลงกล่าว เขาเติบโตมากับความยากลำบาก อยู่ในกองทัพที่มีแต่บุรุษแข็งกร้าว แต่ละวันเอาแต่ใช้กำลังกับอ่านหนังสือร่ำเรียนเป็นหลัก เขาแทบไม่รู้หลักการ ความอ่อนโยนที่ควรปฏิบัตินัก เพราะโชคดีได้ฮูหยินที่ดีอย่างหม่าเสี่ยนอี้ และกวนเถาหรู เขาจึงสามารถคุยกับพวกนางเพื่อให้พวกนางแปลงสารความหมายของเขาไปยังเหล่าลูกหลานได้ “ข้าเข้าใจเจ้าค่ะท่านตา ขออภัยที่ข้าน้อยใจท่านโดยไม่ทันนึกคิด” “เจ้ายังเด็ก เรื่องราวในโลกไม่ง่ายดาย ยิ่งสังคมชนชั้นขุนนาง มีแต่คนหน้าไหว้หลังหลอก เบื้องหน้าเคารพเจ้า เบื้องหลังตั้งกลุ่มนินทาว่าร้ายเจ้า ตาก็ไม่ได้อยากให้แม่เจ้าเข้าเมืองหลวงนัก แต่นางกลับมาชอบคนแบบบิดาเจ้าเสียดาย บุรุษที่ดีมีแต่กลับไม่มอง” จ้าวหลงกล่าว ในตอนนั้นบุรุษที่ดีที่หลงรักบุตรสาวเขาก็มีอยู่หนึ่งคน เป็นคนที่ดีมากทีเดียว แต่ตอนนั้นเขาไม่ได้สนับสนุนนัก เพราะอีกฝ่ายนั้นสูงส่งเกินไป แต่พอมาได้บุตรเขยเช่นโม่ชุนเฉิงก็นับว่าเป็นเรื่องที่แย่กว่าอย่างมาก “เจ้าค่ะ” “เอ้านี่ ตาให้เจ้า” จ้าวหลงกล่าวก่อนจะมอบป้ายหยกสีขาวมันแพะอย่างดีให้กับหลานสาว ป้ายหยกชิ้นนี้เป็นป้ายหยกประจำตัวของตระกูลจ้าว เดิมทีเขามีพี่ชายอยู่หนึ่งคน แต่ก็อายุสั้นตายในสงครามไปก่อนที่จะมีครอบครัว ป้ายหยกมันแพะชิ้นนี้มีคู่กันสองชิ้น คนอื่นไม่มีใครทราบ แต่เขาทราบดี ตอนแรกตั้งใจจะยกให้กับจ้าวเหลียนฮวา แต่เพราะนางแต่งกับตระกูลฝ่ายบุ๋นจึงไม่ได้มอบให้ แต่เห็นหลานสาวคนนี้แล้วทำไมก็ไม่รู้ เขานึกเอ็นดูจนอยากจะมอบหยกชิ้นนี้ให้ “อะไรหรือเจ้าคะ” “หยกประจำตัวของท่านตาของเจ้าอีกคน อย่าไปบอกใครล่ะ ข้าและเจ้าต่างจะได้มีความลับที่กุมกันเอาไว้" จ้าวหลงกล่าว โม่เฟยหรงจับหยกชิ้นนี้นางก็รับรู้ได้ถึงกระแสปราณบริสุทธิ์ หยกบนพื้นแผ่นดินโลกมนุษย์มีมากมายนัก และแต่ละอย่างล้วนเป็นผนึกปราณบริสุทธิ์ “ท่านตาอีกคน” “ตาเคยมีพี่ชายคนหนึ่ง แต่ยังไม่ทันโตก็ตายจากไป” “อ๋อ…. แสดงว่าหยกชิ้นนี้เป็นของคู่กันหรือเปล่าเจ้าคะ” “ใช่แล้ว แต่ไม่มีใครรู้ เจ้าก็เก็บไว้ หยกชิ้นนี้เป็นหยกแทนตัวของข้า เจ้าสามารถใช้ได้ยามมีภัย” จ้าวหลงกล่าว โม่เฟยหรงยิ้มออกมาทันที ของมีค่าเช่นนี้จะไม่น่าสนใจได้อย่างไร แม่ทัพจ้าวมีชื่อเสียงขนาดไหน ทำไมนางจะไม่รู้ แม้จะไม่ค่อยชอบออกไปงานกับมารดา แต่ก็ได้ยินคนพูดคุยสรรเสริญถึงความเกรียงไกรของท่านตาบ่อยครั้ง แสดงว่าป้ายนี้ย่อมมีอำนาจของท่านตาอยู่ด้วย “ขอบคุณท่านตาเจ้าค่ะ” โม่เฟยหรงยิ้มออกมาหน้าบาน นางได้ของดีมาจากท่านตาเช่นนี้ย่อมดีต่อตัวนางไม่น้อย ก่อนจะโถมตัวเข้าไปกอดท่านตาท่าทางออดอ้อน จ้าวหลงที่อายุมากแล้วก็อดยิ้มออกมาอย่างภูมิใจไม่ได้ “ดึกมากแล้ว ไปนอนเถอะหลาน จะฝึกยุทธ์อย่างไรก็ต้องหลับนอนบ้าง” “เจ้าค่ะท่านตา” เช้าอีกวันหนึ่งจ้าวเหลียนฮวาตื่นมาเตรียมอาหารแต่เช้า เพราะแขกคนสำคัญของนางมา ทำให้นางต้องเตรียมตัวอย่างดี แม้โม่ชุนเฉิงจะบ่นนางอยู่บ้าง แต่การที่นางท้องไม่ได้หมายความว่านางพิการ นางสามารถทำงานได้ปกติดั่งคนทั่วไป ตอนที่นางท้องโม่เฟยหรง นางทำงานหนักกว่านี้เสียอีก ทั้งดูแลจวนทั้งต้องทนเห็นสามีเมินเฉยต่อนาง ทุกข์กว่านี้ไม่รู้กี่เท่า แต่บุตรสาวตัวน้อยยังเติบโตและคลอดออกมาด้วยสภาพร่างกายแข็งแรง แม้จะไม่ค่อยร้องไห้จนนางก็ใจเสียหลายต่อหลายครั้งก็เถอะ “ฮูหยินท่านพักก่อนเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจัดเตรียมโต๊ะอาหารเอง” เจินเจินกล่าวด้วยความเป็นห่วง จ้าวเหลียนฮวายอมรามือก่อนจะมานั่งพักเหนื่อยมองจานอาหารที่นั่งตั้งใจทำตั้งแต่เช้ามืดด้วยรอยยิ้ม ไม่ว่าจะเป็นเต้าหู้เหวินซี ไก่ตุ๋นเต๋อโจว ไก่เหล้าแดง “โอ้โห้ อาหารอะไรเยอะแยะเต็มไปหมด ท่านแม่นี่มื้อเช้านะเจ้าคะ” โม่เฟยหรงที่วิ่งมาหาแต่เช้า นางสวมชุดตามสบายอีกครั้งเมื่อไม่จำเป็นต้องสร้างภาพสตรีแน่งน้อยแสนอ่อนหวาน จ้าวเหลียนฮวามองบุตรสาวพลางถอนหายใจ แต่พอเห็นหน้าตาของบุตรสาวที่จ้องมองอาหารท่าทางอยากกินก็อดเอ็นดูไม่ได้ “เจ้าแต่งตัวอะไรแบบนี้อีกแล้ว ท่านตาเจ้าจะบ่นเอานะ” “ไม่บ่นหรอกท่านแม่” “แน่ใจหรือ" “แน่ใจเจ้าค่ะ” “เห็นข้าเป็นตาแก่ขี้บ่นหรือยังไง ทำไมข้าจะต้องดุหลานข้าด้วย นางจะแต่งตัวยังไงก็เรื่องของนางสิ” จ้าวหลงที่เดินมาพร้อมบุตรชายทั้งสองคน พวกเขาทั้งสามสวมชุดอย่างง่าย จ้าวเหลียนฮวาเห็นทุกคนก็พาลคิดถึงจวนตระกูลจ้าวที่แดนตะวันตกเมืองสุ่ยโจว ทุกคนในจวนต่างก็มักจะแต่งกายเรียบง่ายกันทั้งนั้น “แอบไปดีกันตอนไหนเจ้าคะ เมื่อวานยังเห็นทะเลาะกันอยู่เลย” จ้าวเหลียนฮวากล่าว โม่เฟยหรงแลบลิ้นก่อนจะรีบไปนั่งที่เก้าอี้ของตนเอง แขกทั้งสามของจวนก็เช่นกัน “อ่าวแล้วท่านพ่อไปไหนล่ะ” “วันนี้นายท่านไปที่เรือนเล็กเจ้าค่ะ อนุไป๋ป่วยไม่สบายเจ้าค่ะ” สาวใช้คนหนึ่งกล่าว โม่เฟยหรงแบะปากเล็กน้อยก่อนจะเริ่มลงมือทานอาหาร นี่เป็นเรื่องปกติภายในจวนตระกูลโม่อยู่แล้ว นางจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก และเพราะนางยังเด็ก จึงไม่รู้ว่าท่านแม่ของนางต้องอับอายขนาดไหนที่สามีทิ้งไปอยู่กับอนุ ทั้งที่ครอบครัวของฮูหยินเอกมาเยี่ยมเยือนที่จวน “ทำไมถึงทำอะไรไม่ให้เกียรติเจ้าขนาดนี้กัน” จ้าวมู่ผู้เป็นพี่ชายคนโตกล่าว จ้าวเหลียนฮวาได้แต่ก้มหน้า นางเองก็รู้สึกแย่ไม่แพ้กัน จ้าวสุนที่ได้เห็นน้องสาวรู้สึกแย่ก็ไม่อยากให้ทั้งพี่ชาย และพ่อโมโห “ช่างเถอะ ช่างเถอะ กินข้าวกันเถอะท่านพ่อ น้องสาวอุตส่าห์ตื่นมาทำแต่เช้า” “อืม” จ้าวหลงยอมลงให้ เพราะบุตรสาวของเขากำลังตั้งครรภ์อยู่จึงไม่อยากให้นางเสียใจ จนเกิดผลกระทบกับหลานในครรภ์ อีกอย่างเรื่องราวพวกนี้ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ คนของเขาในจวนตระกูลโม่ก็คอยรายงานอยู่หลายครั้งเรื่องนี้ โม่ชุนเฉิงรักไป๋หลินซูขนาดที่คนเมืองหลวงยังรับรู้กันทั้งนั้น ตอนนั้นบุตรสาวของเขาแทบจะกลายเป็นนางร้ายของความรักครั้งนี้เลยด้วยซ้ำ “จริงเจ้าค่ะ อาหารท่านแม่อร่อยทุกอย่าง” “อาหารจากท่านยายเจ้าอร่อยกว่านี้อีกหรงเอ๋อร์” ท่านลุงรองกล่าว โม่เฟยหรงขมวดคิ้ว ท่านแม่ของนางทำอาหารอร่อยกว่าเหลาอาหารเสียอีก ยังมีคนที่ทำอาหารรสเลิศกว่านี้อีกด้วยหรือ “มีอร่อยกว่านี้อีกด้วยหรือเจ้าคะ” “แน่นอนว่าอร่อยมาก ลูกพี่ลูกน้องเจ้าทุกคนอ้วนเป็นหมูตอนเชียว โดยเฉพาะลูกชายคนโตของลุงใหญ่เจ้า ตัวเขาแทบจะเท่ากับวัวทีเดียว” ท่านลุงรองเปรียบเปรยพลางพาดพิงถึงจ้าวจื่อหาน หลานชายคนโตของตระกูลจ้าวที่กินเก่ง เป็นที่รักเหลือเกินของท่านย่า กินทุกอย่างที่ขวางหน้าจนน้องคนอื่นหวาดกลัวกับการกินของเขา “เจ้าไปล้อเลียนหลาน ระวังจื่อหานจะกินเจ้าเข้าไปอีกคน” จ้าวมู่กล่าวเมื่อนึกถึงบุตรชายของตนเอง จื่อหานนั้นน่ากลัวมากจริงๆ “หลานชายคนนี้ โตขนาดไหนแล้วเจ้าคะ ข้าจำได้ว่าตอนนั้นเขายังเด็กอยู่มาก” จ้าวเหลียนฮวาถามด้วยความคิดถึง ตอนพี่สะใภ้คลอดหลานคนนี้ นางไปหาพี่สะใภ้แทบทุกวันเพื่อช่วยเลี้ยงหลานคนนี้ ตอนที่เขาเกิดมาก็ตัวใหญ่มากแล้ว “ข้าจำได้ว่าเจ้าชอบเลี้ยงเขา แต่ถ้าเจอตอนนี้เจ้าคงไม่อยากเลี้ยงเขาเป็นแน่” จ้าวสุนพี่รองกล่าวด้วยน้ำเสียงขบขัน เจ้าหลานคนนี้กินจุมากจริงๆ บ่าวโรงครัวต้องหุงข้าวเป็นถังให้เขากิน “ท่านก็พูดเกินไป” จ้าวเหลียนฮวากล่าว “เป็นเรื่องจริง จ้าวจื่อหานกินเก่งจนน่ากลัวทีเดียว แต่แรงของเขาก็เยอะนัก” จ้าวหลงกล่าวออกมา จ้าวเหลียนฮวาจึงได้รู้ว่าพี่ใหญ่ และพี่รองไม่ได้นินทาลูกหลานเล่นแบบขบขัน แต่พูดแล้วนางก็คิดถึงบ้านนัก คิดถึงท่านแม่ พี่สาม พี่สี่ และพี่ห้า ทั้งยังบรรดาพี่สะใภ้ และหลานของนางอีก “ข้าคิดถึงบ้านนักเจ้าค่ะ” “สักวันก็คงมีโอกาสได้ไปเยี่ยม แต่หลานชายคนนี้เกิด พ่อจะพาแม่เจ้ามาเยี่ยม” จ้าวหลงกล่าวก่อนจะลูบหัวจ้าวเหลียนฮวาด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเริ่มรับประทานอาหารกันภายในครอบครัวอย่างมีความสุข
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD