บทที่ 1.1 ราคาที่ต้องจ่าย

1101 Words
บทที่ 1.1 ราคาที่ต้องจ่าย  เขมมิกากลับมาบ้านด้วยความรู้สึกโหวงเหวง สายตาคู่สวยมองไปรอบ ๆ บริเวณที่เต็มไปด้วยความทรงจำของเธอกับพ่อ สวนหย่อมหน้าบ้านที่เราสองคนพ่อลูกมักชอบปลูกต้นไม้ด้วยกันในวันหยุด ห้องโถงกลางบ้านที่มีโซฟาตัวยาวอยู่หน้าทีวีขนาดใหญ่ ภาพที่เธอและพ่อนั่งดูหนังเรื่องโปรดด้วยกัน เสียงหัวเราะของพ่อที่ดังข้างหู ความรู้สึกพวกนั้นมันเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่ความจริงแล้ว... ...ความสุขในวันวานนั้นผ่านมาเป็นแรมปีแล้ว ก่อนที่พ่อของเธอจะตรวจพบว่าเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย บ้านหลังนี้เงียบเหงาไม่เหมือนเคย มองไปทางไหนก็อบอวลไปด้วยความเศร้า เอกสารยึดทรัพย์ของทางธนาคารติดอยู่ที่ประตูรั้วเหล็กหน้าบ้าน แน่นอนว่านั่นไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความอัปยศอดสู ยังมีจดหมายทวงหนี้อีกหลากหลายฉบับที่เธอเก็บมาวางไว้บนโต๊ะ เขมมิกานั่งกอดกรอบรูปของพ่อที่นำกลับมาจากหลังโปรยอัฐิด้วยหัวใจบอบช้ำ โลกใบนี้ไม่น่าอยู่อีกต่อไป ถ้าเลือกได้ก็อยากจะตายตามบิดาไปเสีย แต่การกระทำเช่นนั้นไม่ใช่หนทางที่นำไปสู่ทางออกที่แท้จริง พ่อไม่ได้เลี้ยงให้เธออ่อนแอถึงขนาดคิดฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตัวเอง ท่านสอนให้เธอเข้มแข็งอยู่เสมอ “พ่อจ๋า… บ้านหลังนี้กำลังจะถูกธนาคารยึด ขิมคงอยู่บ้านของเราต่อไม่ได้แล้ว แต่พ่อไม่ต้องเป็นห่วงนะจ๊ะ ขิมได้ที่อยู่ใหม่แล้ว เป็นหอพักเล็ก ๆ ดูปลอดภัย เงียบสงบ ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน พ่อไปอยู่กับขิมนะจ๊ะ” มือเรียวยาวลูบใบหน้าของผู้มีพระคุณผ่านกรอบรูป น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าตกกระทบแผ่นกระจก ไหลเปรอะใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นของพ่อ เธอรีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดให้อย่างอ่อนโยน ไม่อยากให้รอยยิ้มนั้นมีรอยคราบความโศกเศร้าแม้แต่น้อย เขมมิกาสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อเรียกสติให้ตัวเอง เธอมองไปรอบ ๆ บ้านอีกครั้งเพื่อวางแผนว่าจะเก็บของส่วนไหนก่อนเป็นอันดับแรก แต่แล้วทุกความคิดทั้งหมดก็ต้องหยุดชะงักลง เมื่อได้ยินเสียงประตูรั้วเหล็กหน้าบ้านที่ถูกเปิดออกจากใครสักคน เวลาแบบนี้ใครกันจะมา นี่มันไม่ปกติ! เขมมิกาค่อย ๆ แง้มผ้าม่านสีฟ้าออกเล็กน้อย พอให้สายตาได้สอดส่องผู้มาเยือนยามวิกาล ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเข้มที่มองปราดเดียวก็รู้ว่ามาจากห้องเสื้อแบรนด์ดัง กำลังสาวเท้าเข้ามาใกล้บริเวณบ้านของเธอ “คุณภีม” เสียงหวานพึมพำในลำคอ ความตื่นกลัวเมื่อครู่หายไปจนหมด ด้วยบุคคลตรงหน้าเธอรู้จักเป็นอย่างดี เขมมิกาเป่าลมหายใจฟู่โล่งอกที่เขาไม่ใช่โจรผู้ร้าย หญิงสาวสะบัดใบหน้าขับไล่ความกลัวเมื่อครู่ออกไป ธีรภัทร์ ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาคมคาย เจ้าของความสูง 190 เซนติเมตร เขาเป็นคนที่มีรูปร่างอกผายไหล่ผึ่ง กำยำสมส่วน โครงหน้าเข้มเด่นชัด นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยว จมูกโด่งรับกับริมฝีปากหยักลึก สง่าผ่าเผยดุจราชสีห์ เขมมิกาเปิดประตูกระจกออกมายืนรอต้อนรับ เปลือกตาสองคู่บวมช้ำหนักเนื่องจากผ่านการร้องไห้มาตลอดหลายวันติด มันชัดพอที่จะดึงดูดความสนใจของเขาให้มองจ้องกระบอกตาคู่งาม พลันอดคิดไม่ได้ว่า.. ...เธอต้องจมปลักอยู่กับความเศร้ามากแค่ไหนกันนะ ถึงได้มีสภาพอิดโรยถึงเพียงนี้ “สวัสดีค่ะคุณธีรภัทร์” หญิงสาวยกมือไหว้เขาแบบที่เคยทำ ยังคงคาดไม่ถึงว่าจะเห็นเขายืนอยู่ตรงหน้าในบริเวณบ้านของเธอ “คุณมาหาฉันดึกดื่นป่านนี้ มะ มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?” หล่อนเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยทันที… ธีรภัทร์ถอนหายใจยาวเหยียด มือใหญ่สอดล้วงกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง สายตากวาดมองไปรอบ ๆ บ้านก่อนจะหยุดนัยน์ตาคมเข้มสีดำสนิทจ้องไปที่ใบหน้าหวาน “ฉันมารับเธอไปอยู่กับฉัน” เสียงเข้มเอ่ยด้วยท่าทีนิ่งขรึม มันยากที่จะให้เดาว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ “หมายความว่ายังไงคะ?” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด “พ่อของเธอฝากฝังให้ฉันดูแลเธอก่อนตาย ฉันรับปากไปแล้วก็เลยมาทำหน้าที่ที่ได้ลั่นวาจาเอาไว้” ธีรภัทร์ไหวไหล่ขึ้นเล็กน้อยขณะบอกเหตุผล “แต่ ฉะ ฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีค่ะ” ร่างสูงพ่นลมหายใจออกมาอีกครั้ง เขารู้อยู่แล้วว่าหล่อนจะต้องไม่เชื่อ “ทำไมพ่อต้องฝากฉันไว้กับคุณด้วยคะ?” ไม่เห็นมีความจำเป็นที่บิดาต้องทำแบบนั้น ธีรภัทร์คือคนนอก ไม่ได้มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดเลยสักนิด แม้แต่คนที่สนิทสนมด้วยเขาก็ไม่ได้ใกล้เคียงเลย “คงเพราะเห็นว่าฉันเป็นเจ้านาย และฉันน่าจะเป็นคนเดียวที่เธอจะพึ่งพาได้” “....” ก่อนที่จะล้มป่วยด้วยโรคร้าย บิดาของเขมมิกาเคยทำงานเป็นคนขับรถส่วนตัวให้กับธีรภัทร์มาหลายปี เขมมิกาเห็นเขาครั้งแรกตอนที่เธอเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่ห้า วันนั้นพ่อขับรถหรูที่มีเจ้านายมาดขรึมอย่างธีรภัทร์นั่งอยู่ในรถ เธอยังจำได้ว่าตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นมากแค่ไหนที่ต้องนั่งเคียงข้างเขา สำหรับหล่อน ในความทรงจำเขาคือผู้ชายที่น่าเกรงขามมากที่สุดคนหนึ่ง “ไปอยู่กับฉัน อย่าทำให้พ่อต้องเป็นห่วง” น้ำเสียงแกมดุกึ่งบังคับกลาย ๆ ไม่ได้ฟังดูคุกคามแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างแปลกประหลาด เขาที่เป็นเพียงเจ้านายของพ่อแต่ยังดูห่วงใยเธอมากกว่าแม่บังเกิดเกล้าแท้ ๆ ที่ทอดทิ้งเธอไปอยู่กับสามีใหม่ บางทีพ่ออาจจะคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วที่ฝากฝังเธอไว้กับธีรภัทร์ ทั้งคู่รู้จักกันมานาน และท่านก็เคยเล่าให้เธอฟังอยู่บ่อย ๆ ว่าชายหนุ่มเป็นคนดีมีเมตตา “ค่ะ” เขมมิกาพยักหน้าเบา ๆ สบนัยน์ตาสีดำสนิทพร้อมเอ่ยรับไมตรีจากเขา “ฉันจะไปอยู่กับคุณ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD