บทที่ 2.1 ห้ามรู้สึก
ห้ามเธอรู้สึกอะไรกับเขา…
งั้นหรือ ?
อยากจะย้อนถามเหลือเกินว่าแล้วทำไมเธอจะต้องรู้สึกอะไรกับเขาด้วยล่ะ ในเมื่อเราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกัน การที่เธอเข้ามาอยู่ที่นี่ก็เพราะบิดาฝากฝังเอาไว้กับเขา และผู้เป็นพ่อก็คงตระหนักดีแล้วว่าการมีเขาเป็นผู้ดูแลนั้นเป็นเรื่องดีที่สุดแล้ว
ณ เวลานี้..
“ทำไมทำหน้าแบบนั้น หรือไม่ชอบวิธีเก็บค่าเช่าของฉันเหรอ”
ธีรภัทร์เอ่ยถามหยอกเย้า แววตาที่หล่อนใช้มองเขามันคาดเดาได้ไม่ยากนักหรอก นอกจากเรื่องธุรกิจแล้วความสามารถพิเศษอีกหนึ่งข้อที่
ธีรภัทร์มี ก็คือการมองคนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ใครดีใครเลว ปลอมหรือแท้
ธีรภัทร์กล้าพูดอย่างเต็มปากว่าเขามองออกแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ เฉกเช่นกับสาวน้อยตรงหน้าที่สายตาของหล่อนปกปิดไม่มิดว่าไม่พอใจคำพูดของเขา
“เปล่าค่ะ”
ถึงไม่ชอบก็ต้องปฏิเสธเอาไว้ก่อน นาทีนี้เธอต้องรู้จักอยู่ให้เป็นเย็นให้พอ อะไรยอมได้ก็ต้องยอม ไม่อยากมีปัญหาในช่วงที่ชีวิตกำลังแพแตก
ธีรภัทร์อมยิ้ม ปากบอกเปล่าแต่แววตากลับมีคำถามมากมาย
“เอ่อ..ประทานโทษนะคะ”
เขมมิกาใช้สายตาบอกเป็นนัย ๆ ให้เขาถอยห่างจากร่างของเธอ
อยู่ใกล้กันมากเกินไปแล้ว หัวใจดวงน้อยพานจะขาดเลือด รู้สึกหน้ามืดมือสั่น หัวใจเบาหวิวไปหมด ไม่ปฏิเสธหรอกนะ ว่าความหล่อเหลาของเจ้านายพ่อกำลังทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหว
หวั่นไหวทั้ง ๆ ที่เขาเพิ่งออกคำสั่งว่า ‘ห้ามเธอรู้สึกอะไรกับเขา’
แต่ยังไม่ทันจะข้ามคืนเจ้าก้อนเนื้อตรงอกข้างซ้ายก็ก่อเรื่องเสียแล้ว
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
เขมมิกากัดริมฝีปากด้วยความหงุดหงิด อยากจะควักหัวใจตัวเองโยนทิ้งออกนอกหน้าต่างให้รู้แล้วรู้รอด
“อืม”
ร่างสูงสง่าค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น ถอยห่างจากร่างบางที่รีบจัดแจงท่านั่งตัวเองใหม่ แม้ใบหน้าเล็กจะเบือนไปทางอื่นเพื่อแอบสูดเอาออกซิเจน แต่ก็ยังไม่พ้นสายตาคมที่มองเห็นการกระทำนั้นผ่านหางตาเรียวเข้ม
ธีรภัทร์กระตุกยิ้มมุมปากโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันเห็น เขากลับไปนั่งไขว่ห้างตรงที่เดิม ที่ที่มองเห็นทุกการเคลื่อนไหวของหล่อน
“ตอนนี้เรียนอยู่ปีอะไรแล้ว”
เสียงทุ้มเข้มเอ่ยถาม
“ปีหนึ่งเทอมสองค่ะ”
สติของเขมมิกายังมาไม่เต็มร้อย แต่เมื่อหัวข้อบทสนทนาเปลี่ยนไปเธอก็เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น
“อีกนานอยู่กว่าจะจบ”
เขาพยักหน้ารับรู้ในคำตอบนั้น
“ฉันทำงานพาร์ทไทม์หลังเลิกเรียนทุกวัน ปิดเทอมก็ทำ ระหว่างอยู่ที่นี่ฉันจะเก็บรวบรวมเงินให้ได้มากที่สุด”
“เพื่อ…?”
“เพื่อที่จะได้ยืนด้วยลำแข้งของตัวเองให้เร็วที่สุดค่ะ”
ตอบออกไปแล้วก็มองดูปฏิกิริยาของเขาว่าจะสะท้อนสิ่งใดกลับมา ทว่าธีรภัทร์กลับนิ่งเงียบอยู่นานหลายนาที ระยะเวลาที่ไม่มีเสียงพูดคุยใด ๆ เขมมิกาได้ยินเสียงลมหายใจประหม่าของตัวเองชัดเจน
ทำไมนะ…
ทำไมพ่อของเธอถึงกล้าฝากฝังให้เธออยู่ภายใต้การดูแลของเขาคนนี้
“การยืนด้วยลำแข้งของตัวเองเป็นสิ่งที่ดีนะ แต่เธอยังไม่ต้องคิดไปไกลถึงขั้นนั้นหรอก”
เหมือนจะเป็นคำพูดที่ดี แต่ทำไมฟังแล้วกลับรู้สึกว่ากำลังจะถูกขังให้อยู่ในกรงทองนี้ไปอีกนานแสนนาน
“เอาล่ะ ฉันไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของเธอแล้ว”
ร่างสูงลุกขึ้นยืน เขมมิกาผวาตัวลุกตามอัตโนมัติ นัยน์ตาสีดำสนิทมองคนตัวเล็กที่ยืนกุมมือประสานไว้ที่หน้าท้องแบนราบอย่างสุภาพ เห็นแล้วก็อดชื่นชมในการวางตัวดีของอีกฝ่ายไม่ได้
“เธอพักที่นี่ให้สบายใจเถอะ ยังไม่ต้องคิดเรื่องอะไรทั้งนั้น”
เขาหันมาบอกก่อนที่จะเดินเข้าลิฟต์
“ขอบคุณค่ะ”
ยกมือไหว้ขอบคุณในความเมตตาของเขา ชายหนุ่มพยักหน้ารับไหว้เล็กน้อย ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในลิฟต์หรู และทันที่ประตูลิฟต์สีทองเงาวาวจะปิดลง น้ำเสียงมีเสน่ห์ก็ตอกย้ำกลับมาอีกครั้ง
“หวังว่าเธอจะไม่ลืมคำพูดของฉันนะ”
“...”