บทที่ 3 เด็กดื้อ
หลังจากแยกย้ายกับพลอยใสเขมมิกาก็ขับรถกลับคอนโดฯ ทันที หล่อนไม่ได้แวะที่ไหนต่อ ด้วยธีรภัทร์ส่งข้อความมาบอกว่า..วันนี้จะมาทานมื้อค่ำด้วย แต่อาจจะเลทสักสองชั่วโมงเพราะเขาติดภารกิจรับรองลูกค้า VVIP ของบริษัทฯ
หน้าที่การงานของเขาเรื่องเวลามักไม่แน่นอน ทุกอย่างต้องเผื่อเวลาเอาไว้เสมอ ด้วยไม่อยากให้เขาต้องมานั่งรอนาน ๆ เขมิกาจึงเข้าครัวทำอาหารรอเขาตั้งแต่เนิ่น ๆ
เมนูเด็ดของค่ำคืนนี้ก็คือ สเต๊กเนื้อพรีเมียม ที่เธออุตส่าห์เข้าคอร์ส เรียนเพื่อชายหนุ่มโดยเฉพาะ ด้วยมันเป็นเมนูโปรดของเขา ชนิดที่ว่าให้กินมันทั้งสัปดาห์เขาก็ไม่บ่น ดวงตากลมเหลือบไปมองขวดไวน์แดงที่หมักบ่มมาอย่างดี ก่อนจะหันกลับมาโฟกัสตะกร้าผักตรงหน้าอีกครั้ง
ฮืมม..
เสียงฮัมเพลงดังคลอไปทั้งพื้นที่ห้องครัว บ่งบอกถึงอารมณ์ของเจ้าของเสียงหวานนั้นว่ากำลังมีความสุขมากขนาดไหน
ร่างสูงในชุดสูทสีกรมท่าแบรนด์ดังเดินเข้ามาเงียบเชียบและหยุดยืนมมองคนตัวเล็กที่กำลังสาละวนกับการเตรียมผักสลัด
เสียงหวานใสดุจระฆังแก้วของหล่อนช่วยให้ความเหนื่อยล้าของเขาหายเป็นปลิดทิ้ง ธีรภัทร์ถอดเสื้อสูทวางพาดที่พนักโซฟาห้องรับแขก มือใหญ่ปลดเนกไทออกจากลำคอแกร่ง พับแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวทั้งสองข้างขึ้นเหนือศอก ปล่อยชายเสื้อคลุมขอบกางเกง ทันใดนั้นเองเสียงหวานกังวานก็เงียบลง
“.....”
หล่อนรับรู้การมาถึงของเขาเสียแล้ว ให้ตายเถอะ กะจะตีเนียนไปสวมกอดจากทางด้านหลังเสียหน่อย
“โอ๊ะ..คุณภีมมานานแล้วหรือคะ”
“สักพัก”
ตอบแบบไร้อารมณ์เหมือนทุกครั้ง ซึ่งหล่อนชินชาเสียแล้ว
“หิวมั้ยคะ ขิมทำเสร็จพอดี”
เขมมิกาส่งยิ้มหวานให้ชายหนุ่ม หลังจากได้อยู่คลุกคลีกับเขานานแรมปี แน่นอนว่าระหว่างกันย่อมมีการเปลี่ยนแปลง สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือสรรพนามที่เรียกกัน และแน่นอนการจะกระทำเช่นนั้นได้ ล้วนผ่านการอนุญาตจากธีรภัทร์แล้วทั้งสิ้น
“หิวมาก แทบจะกินควายได้ทั้งตัวแล้ว”
“หืม คุณภีมไปเอาคำพูดพวกนี้มาจากไหนคะ”
ไม่อยากจะเชื่อว่าจะได้ยินประโยคทำนองนี้หลุดออกจากปากผู้ดีของเขา
“ทำไม แปลกเหรอ?”
“ไม่แปลกหรอกค่ะ คำพูดแบบนี้เขาพูดกันมาเป็นชาติแล้ว แต่สำหรับคุณภีม…”
เขมมิกาเงียบแล้วกลั้นยิ้มขบขัน เล่นเอาความมั่นใจของชายหนุ่มหดเหลือเท่านิ้วก้อย ธีรภัทร์รีบฟอร์มตีหน้าขรึมว่าเสียงเข้ม
“ฉันก็แค่พูดตามเธอ”
“....”
ยอมรับว่าตอนได้ยินคำพูดพวกนี้จากปากอีกฝ่ายครั้งแรก ค่อนข้างตกใจอยู่เหมือนกัน ด้วยคิดว่าหล่อนมีรสนิยมการกินเหนือขั้นไปอีก
กินควายงั้นเหรอ?
กระทั่งกระจ่างว่ามันก็แค่การเปรียบเปรยเท่านั้นเอง
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง ขิมนี่เป็นตัวอย่างไม่ดีเอามาก ๆ เลยนะคะ”
พยายามกลั้นขำอย่างที่สุด ก่อนที่ชายหน้าขรึมจะเสียฟอร์มไปมากกว่านี้ เขมมิกาคลี่ยิ้มหวานให้เขาไปหนึ่งกรุบ เผื่อว่าอีกฝ่ายจะอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง
“เชิญค่ะ”
มือเล็กผายเชิญให้เขานั่งตรงหัวโต๊ะ ก่อนเริ่มเสิร์ฟสเต๊กเนื้อฝีมือของเชฟฝึกหัด สลัดผักปลอดสารพิษที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีถูกวางเคียงพร้อมด้วยไวน์แดงรสเลิศ บรรยากาศตรงหน้าราวกับนั่งอยู่ในภัตตาคารหรูก็ไม่ปาน
“อร่อยมั้ยคะ?”
เมื่อธีรภัทร์หั่นสเต๊กเนื้อชุ่มฉ่ำ ละมุนลิ้นเข้าปาก เสียงหวานของอีกฝ่ายก็ถามขึ้นด้วยท่าทางลุ้นกับคำตอบ
“อร่อยดี เหมือนกินที่ร้านดัง”
“จริงหรือคะ”
นัยน์ตาเป็นประกาย ปากอิ่มยิ้มกว้างจนตาหยี ไม่เสียแรงที่ลงทุนไปร่ำเรียนมา ความรู้สึกมันล้นปรี่กับอีแค่เขาชมว่า อร่อย...
“อืม ฉันจะโกหกทำไมล่ะ”
ว่าแล้วก็หั่นอีกชิ้นเข้าปาก เขาที่กำลังหิวอย่างกับกินควายได้จริง ๆ ก็ก้มหน้าก้มตาทานอย่างเอร็ดอร่อย
ภาพตรงหน้าทำเขมมิกายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่หยุด…
“รับอีกชิ้นมั้ยคะ เดี๋ยวขิมทำให้ แป๊บเดียวค่ะ”
“ไม่ต้อง”
หมับ!
มือหนารีบคว้าแขนเรียวเอาไว้ก่อนที่เธอจะลุกจากเก้าอี้
“เธออิ่มแล้วเหรอ”
“คะ?”
เขมมิกาเหลือบมองจานตัวเองที่พร่องไปไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ ก่อนเงยหน้าสบตาเขา
“อิ่มแล้วค่ะ”
“แน่นะ”
“แน่ค่ะ ปกติขิมไม่ทานมื้อเย็น ยกเว้นตอนที่คุณภีมบอกว่าจะมาทานด้วยกัน”
หล่อนพูดแบบไม่ได้คิดอะไร หมายความไปตามนั้น ทว่าคนฟังกลับรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างประหลาด
มะ..หมายความว่าที่ยอมทานด้วย ก็เพราะเขาสินะ
“งั้นฉันขอ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า แววตาที่จ้องมองกันมันเหมือนจะขอมากกว่าเนื้อจานนี้
“ชะ เชิญค่ะ”
เขมมิกากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอกับสายตาของเขา จนลืมไปเสียสนิทว่าสิ่งที่เขากำลังขอเป็นของที่เธอกินเหลือ กว่าจะนึกขึ้นได้ก็ตอนที่ มือหนาหั่นสเต๊กเนื้อแสนอร่อยออกเป็นชิ้นพร้อมส่งเข้าปาก
“เดี๋ยวค่ะ!”
หล่อนยกมือร้องห้าม คนกำลังหิวชะงักมือพร้อมส่งสายตาแกมดุ
“มีอะไร?”
ทว่าถามจบเขาก็จิ้มมันเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ ทันที โดยไม่มีท่าทีรังเกียจอาหารเหลือจากเธอแม้แต่น้อย ดวงตาคมสบมองมาจนเขมิการู้สึกหน้าร้อนผ่าวไปหมด
มันต้องสนิทกันถึงขั้นไหน ถึงจะทานของเหลือจากอีกฝ่ายได้โดยไม่รังเกียจ ก็ไม่อยากคิดไปไกลหรอกนะ แต่..ไหนจะรอยยิ้มกริ่มกับแววตาเจ้าเล่ห์นั้นอีก มันชวนให้หวิวท้องน้อยจริง ๆ
นอกจากควบคุมความคิดตนเองไม่ได้แล้ว ใบหน้าของเธอก็กำลังประจานความคิดทะลึ่งในหัวของตนเองให้เขารับรู้
ทำไมจะต้องหน้าแดงด้วยนะ..
เขมมิกาเบือนหน้าหนีไปทางอื่น พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกไม่ให้ถูกจับได้ แต่มีหรือที่การกระทำของกระต่ายน้อยจะรอดพ้นสายตาของราชสีห์ผู้ยิ่งใหญ่ ธีรภัทร์รู้เห็นทุกอย่าง...
...และเขาก็รู้สึกมานานแล้ว ว่าเขมมิกากำลังทลายกฎเหล็กที่เขาขีดเส้นเอาไว้
เธอจะข้ามเส้นมาเหรอเขมมิกา..
เธอกำลังรู้สึกกับเขามากเกินกว่าผู้ปกครองจำเป็น..
หลังมื้อค่ำ…
ธีรภัทร์ทิ้งตัวนอนเหยียดกายเต็มความสูง อยู่ที่โซฟาตัวยาวกลางห้องรับแขก เปลือกตาบางปิดสนิท มือข้างหนึ่งยกขึ้นก่ายหน้าผาก ขาข้างหนึ่งชันขึ้น ภาพตรงหน้าช่างงดงามราวกับเทพบุตร ทำเอาคนตัวเล็กเผลอลอบมองอยู่นาน เมื่อสังเกตว่าจังหวะการหายใจของเขาสม่ำเสมอ เขมมิกาจึงค่อย ๆ ย่องเข้าใกล้แล้วประคองผ้าห่มผืนหนาวางคลุมตัวเขา ทว่า...
หมับ!
“อุ้ย!”
จังหวะที่กำลังจะชักมือออกจากผ้าห่ม ร่างเล็กก็ถูกมือใหญ่ดึงลงไปกอดแนบแน่น
“คุณภีม ปล่อยขิมค่ะ”
ดวงตากลมเบิกโพลงด้วยตกใจ เมื่อตอนนี้เธอนอนทาบทับอยู่บนตัวของธีรภัทร์ เขากระตุกลำแขนแกร่งกระชับกอดแนบแน่นไม่ยอมปล่อย ร่างเล็กดิ้นขลุกขลักในอ้อมอกเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการ ทว่าชายหนุ่มกลับพลิกตัวขึ้น ตวัดร่างบางให้จมอยู่ภายใต้อาณัติของเขาแทน
ดวงตาสวยเบิกโพลงแทบถลนเมื่อแผ่นหลังสัมผัสเข้ากับเบาะนุ่มของโซฟา ใบหน้าของคนด้านบนอยู่ห่างจากใบหน้าของเธอเพียงแค่ฝ่ามือกั้น สัมผัสได้ถึงลมหายใจกลิ่นมิ้นท์ผสานกับกลิ่นบุหรี่ยี่ห้อโปรดของเขา ดวงตาเข้มจัดมองเธออย่างคาดโทษ
“บอกแล้วใช่มั้ย ว่าห้ามรู้สึกอะไรกับฉัน!”
ธีรภัทร์กดเสียงต่ำในลำคอ สันกรามกัดกรอดจนขึ้นสันนูน ดวงตาสีดำสนิทสบมองนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มอย่างไม่ละ เขมมิกาหัวใจเต้นระรัวราวกลองชุด ท้องน้อยปั่นป่วนเหมือนมีคลื่นทะเลคลั่งพัดวนอยู่ข้างใน ขนกายลุกเกรียวชูชันไปทั้งร่าง ริมฝีปากอวบอิ่มแห้งผาก สั่นระริก ไหนจะแพขนตางอนที่กะพริบถี่ ทั้งหมดทั้งมวลแทบกลืนลมหายใจของชีวิตเธอไปได้เลย
“คะ คุณภีม”
“....”
เรียกชื่อเขาตะกุกตะกัก ดวงตากะพริบถี่อย่างกริ่งเกรงที่สุด
“ขิมขะ…”
คำขอโทษถูกกลืนหายไป เมื่อร่างกายรับสัมผัสหยาบโลนจากเขา ฝ่ามือหนาลูบไล้เรียวขาด้านในเหนือหัวเข่าขึ้นมา
ขึ้นมา..
“คุณภีม!”
ร้องออกไปเสียงหลง หน้าท้องแบนราบหดเกร็งไปหมด นี่มันความรู้สึกแบบใดกัน ผิดกับอีกฝ่ายที่จ้องเธอราวจะกลืนกิน ปากบางกระตุกยิ้มอย่างร้ายกาจ
“เด็กดื้อ จะต้องถูกลงโทษนะรู้มั้ย!”
“!!!”