บทนำ ชีวิตต่อจากนี้
วินาทีที่เศษเถ้าธุลีถูกโปรยลงบนผืนน้ำ หยาดน้ำตาร้อนผ่าวที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้พลันรินไหลอาบแก้ม ดวงตากลมโตทอดมองกลีบดอกไม้สดค่อย ๆ ถูกสายน้ำกลืนหาย หัวใจบอบช้ำกำลังหลุดลอยไปกับสายลม
เจ้าของร่างเพรียวระหงที่สวมเดรสสีขาวแขนยาวยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่ แม้เรือไม้ขนาดใหญ่ที่นำพาทุกคนไปยังกลางแม่น้ำจะจอดเทียบท่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่คนที่ยังจมปลักอยู่ในห้วงอารมณ์แห่งความเศร้ากลับนิ่งเฉย สิ่งเดียวที่เป็นเครื่องยืนยันว่าเธอผู้นี้ไม่ใช่หุ่นไร้วิญญาณ..ก็คือเปลือกตาบวมช้ำสองคู่ที่ยังคงกะพริบถี่
น้ำตาเม็ดแล้วเม็ดเล่าร่วงพรูอย่างไม่อาจฝืนกลั้นได้อีกต่อไป
เสียงถอนหายใจจากผู้คนที่อยู่ร่วมเหตุการณ์ดังขึ้นแทบจะพร้อมเพรียงกัน ไม่มีใครกล้าเข้าไปรบกวนหญิงสาวผู้เศร้าโศกที่เอาแต่นั่งมองสายน้ำไหลนิ่งตรงเบื้องหน้า จนกระทั่งคนขับเรือหันไปพูดอะไรบางอย่างกับหญิงวัยกลางคน หล่อนพยักพเยิดให้คนที่เหลือไปรอที่ศาลาท่าน้ำ ก่อนเบือนสายตาเหนื่อยหน่ายปนเอือมระอาไปยังบุตรสาวที่นั่งเลื่อนลอยอยู่บนเรือ
แก้มเนียนขาวเปรอะไปด้วยคราบน้ำตา โดยที่เจ้าตัวไม่แม้แต่จะปาดเช็ดคราบสักครั้ง
“ขึ้นจากเรือเดี๋ยวนี้ พิธีกรรมก็เสร็จสิ้นหมดแล้ว”
ร่างสูงท้วมตามวัยแต่ยังคงเค้าโครงความสวยก้าวลงบันไดสามขั้น นั่งลงพูดคุยกับคนด้านใน น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแสดงชัดถึงความไม่พอใจ
“แกเลิกทำตัวน่ารำคาญสักทีได้มั้ย จะร้องไห้ให้มันได้อะไรขึ้นมา พ่อแกไปสบายแล้ว มีแต่แกนี่แหละที่ต้องอยู่แบบลำบาก”
หล่อนกัดฟันพูด อากาศร้อนอบอ้าวแบบนี้ไม่มีอารมณ์จะมาปลอบใจใครทั้งนั้น
“แทนที่จะเอาเวลามาอาลัยอาวรณ์คนตาย แกควรคิดหาทางทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองมีกินมีใช้ มีที่ซุกหัวนอนเหมือนตอนที่พ่อแกยังมีชีวิตอยู่ไม่ดีกว่าเหรอ”
เอมอร ไม่มีความเสียอกเสียใจต่อการจากไปของสามี หล่อนรู้สึกยินดีปรีดาด้วยซ้ำที่อีกฝ่ายตายจากโลกนี้ไปได้เสียที เพราะถ้าเขายังอยู่หล่อนก็คงไม่มีโอกาสได้แต่งเนื้อแต่งตัวสวยงาม เป็นคุณนายหรูดูแพงเฉกเช่นตอนนี้
“นั่นไง พวกคนที่จะช่วยให้แกหลุดพ้นจากความลำบาก”
พูดแล้วก็หันไปส่งยิ้มบางเบาให้บรรดาญาติสนิทมิตรสหายของสามี (เก่า) ผู้ล่วงลับ พวกเขานั่งจับกลุ่มคุยกันที่ศาลาท่าน้ำ รอเวลาให้สองแม่ลูกตามมาสมทบ
“แกควรไปคุยกับลุง ๆ ป้า ๆ ของแกเรื่องที่อยู่อาศัย พวกนั้นบอกว่ายินดีที่จะให้แกไปอยู่ด้วย ส่วนเรื่องค่าเล่าเรียนก็ไม่ต้องห่วง พวกนั้นเปรยๆ ว่าจะช่วยกันออก”
เอมอรผลักภาระที่ควรเป็นความรับผิดชอบของตัวเองไปให้ผู้อื่นอย่างหน้าไม่อาย แหงล่ะ หล่อนไม่เคยแบกรับภาระอะไรทั้งสิ้น สิ่งที่หล่อนสนใจคือความเป็นอยู่ที่ดีของชีวิตตัวเองเท่านั้น
“แม่เคยรักพ่อบ้างมั้ย”
เจ้าของเสียงสะอื้นเล็ก ๆ หันใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตามองมารดา…
แทนที่จะถามว่าแม่รักเธอบ้างไหม เขมมิกา กลับเลือกที่จะถามหาความรักความผูกพันของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยามากกว่า
“หรือนอกจากแม่จะไม่รักขิมแล้ว แม่ก็ไม่เคยรักใครทั้งนั้น แม้กระทั่งพ่อ”
ตั้งแต่เล็กจนโตเธอไม่เคยสัมผัสได้ถึงความรักความห่วงใยจากผู้ให้กำเนิด มีเพียงพ่อที่โอบอุ้มทั้งกายและใจ…
…พ่อผู้เป็นทุกอย่างให้เธอ
“มันใช่เวลาที่แกจะมาถามอะไรไร้สาระแบบนี้มั้ยฮึ”
นอกจากไม่ตอบยังมองค้อนด้วยสายตาชิงชัง
“นั่นสินะ”
เขมมิกาก้มหน้ายิ้มหยัน นึกเยาะตัวเองที่ช่างถามอะไรโง่ ๆ ออกไป
เพราะถ้าหากว่าแม่รักพ่อ แม่ก็คงไม่รีบจดทะเบียนสมรสกับสามีใหม่ทั้ง ๆ ที่ศพของพ่อยังตั้งสวดอยู่กลางศาลาวัด
“แกเลิกดราม่าเป็นนางเอกเจ้าน้ำตาได้แล้ว ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ควรทำเดี๋ยวนี้”
เอมอรกัดฟันบอกด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว หล่อนกระชับสายกระเป๋าแบรนด์เนมที่สะพายอยู่บนบ่า สลัดความไม่พอใจทิ้งไปแล้วลุกขึ้นยืน สีหน้ากริ้วโกรธเมื่อครู่ถูกฉาบเคลือบด้วยรอยยิ้มหวานจอมปลอม และมุ่งตรงไปที่ศาลาท่าน้ำเพื่อสวมบทบาทเป็นแม่ผู้แสนดีที่ได้ทำการปลอบประโลมลูกรักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ด้วยบุคลิกและความสวยที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ทำให้เอมอรได้รับความเมตตาจากบรรดาญาติพี่น้องของอดีตสามี แม้ว่าหล่อนจะจดทะเบียนสมรสกับผู้ชายคนใหม่ทันทีที่คู่ชีวิตเพิ่งลาลับจากโลกนี้ไป
แต่เพราะภาพลักษณ์อบอุ่นใจดีที่เพียรเสแสร้งมาช้านาน ก็ทำให้หลายคนเคลิบเคลิ้มไปกับเหตุผลร้อยแปดที่หญิงม่ายผู้นี้หยิบยกมากล่าวอ้างสารพัด
เขมมิกาทอดสายตาโศกเศร้ามองผิวน้ำสั่นสะเทือนเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อกล่าวลาบิดาผู้เป็นที่รักและเคารพสุดหัวใจ…
“พ่อไม่ต้องห่วงขิมนะจ๊ะ ขิมสัญญาว่าขิมจะใช้ชีวิตให้ดี จะตั้งใจเรียนหนังสือให้จบ มีหน้าที่การงานที่มั่นคงในอนาคต มีรอยยิ้มที่สดใสอีกครั้ง ขิมจะไม่ทำให้พ่อต้องผิดหวังกับลูกสาวคนนี้เป็นอันขาด”
เปลือกตาคู่สวยปิดลงอย่างเชื่องช้า ซึมซับไออุ่นแห่งรักผ่านกระแสน้ำเย็นยะเยือก ความทรงจำมากมายไหลบ่าเข้ามาเป็นฉาก ๆ
รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเธอในวัยเด็ก…
จวบจนกระทั่งถึงวันสุดท้ายที่สองมือคู่นี้มีโอกาสได้ประคองสองมือของพ่อไว้ในอ้อมอก วินาทีที่สายตาอบอุ่นของท่านมองสบนัยน์ตารื้นชื้นของบุตรสาว ผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ หางตาเรียวรีเหี่ยวย่นทิ้งหยดน้ำตาเม็ดโตเอาไว้ ก่อนที่เปลือกตาหนักอึ้งของท่านจะปิดลงตลอดกาล
เขมมิกายังจำความรู้สึกนั้นได้ไม่ลืมเลือน…
เธอร้องไห้ปิ่มจะขาดใจ ราวกับหัวใจดวงน้อยกำลังถูกอุ้งมือมัจจุราชกระชากหลุดลอยไปจากอก ความหวังเดียวในชีวิตปลิดปลิวไปกับสายลม ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร..
แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าความทุกข์ระทมที่เธอเผชิญมาตลอดหลายวันนี้ไม่ใช่สิ่งที่พ่อของเธอปรารถนาอยากจะเห็นจากลูกสาวเพียงคนเดียว
“มาแล้วเหรอลูก”
เอมอรรีบทำทีเข้ามาประคองลูกเพื่อสร้างภาพ หล่อนใช้มือที่บรรจงทาครีมบำรุงมาอย่างดีปาดเช็ดน้ำตาบนแก้มเนียนนุ่ม
“ดูสิเนี่ย ร้องไห้ตาบวมหมดเลย เฮ้อ ทำไมน่าสงสารแบบนี้ลูกสาวของแม่”
น้ำเสียงประหนึ่งว่าสงสารลูกสุดหัวใจ มืออวบลูบแผ่นหลังบอบบางปลอบประโลมคนที่กำลังร้องไห้ หากมองภายนอกจะไม่รู้เลยว่าหล่อนเป็นแม่ใจร้ายที่เพิ่งพูดจาแย่ ๆ ใส่ลูกมาหยก ๆ
ทุกคนในที่นี้คิดว่าเอมอรเป็นแม่และภรรยาที่ดี เนื่องจากสองพ่อลูกไม่เคยปริปากบอกใครถึงพฤติกรรมที่แท้จริงของผู้เป็นมารดา
“ขิม… ป้ากับลุงคุยกันแล้วนะว่าจะให้ขิมไปอยู่ด้วย พวกเรายินดีดูแลหนูต่อจากพ่อของหนูนะลูก”
พี่สาวของพ่อเอ่ยบอกด้วยความเอ็นดูปนสงสาร
“ต้องขอบคุณพี่ผ่องมากนะจ๊ะที่เมตตายัยขิม ไอ้ฉันก็ต้องไปหาลู่ทางทำมาหากินที่เมืองนอกเมืองนา ไม่รู้ว่าต้องไปเจอกับอะไรบ้าง ทุกอย่างต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด เคราะห์ดีที่ได้พ่อชัยเขาอาสามาช่วยดูแลกันในยามแก่เฒ่า ไม่เช่นนั้นฉันก็คงไม่คิดไปอยู่อื่นไกลจากลูกแบบนี้หรอก ฮึก”
เอมอรได้ทีจึงรีบพูดอวยยศสามีใหม่อย่างชัยณรงค์ ปิดท้ายด้วยเสียงสะอื้นแกล้งทำ ความที่ในอดีตเคยมีอาชีพเป็นนางเอกลิเกเก่ามาก่อน การที่ต้องบีบน้ำตาร้องห่มร้องไห้ต่อหน้าผู้คนมากมายจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับผู้หญิงเจ้ามารยาอย่างหล่อน
ใครไม่รู้แต่เธอรู้…
เขมมิกาก้มหน้ากระตุกยิ้มมุมปาก ยืนมองดูเอมอรการละครด้วยความรู้สึกสมเพชเวทนา
“โธ่… แม่อร ไม่ต้องร้องไห้ หล่อนคิดถูกแล้วที่ไปหาลู่ทางทำมาหากินที่โน่น ถ้าได้ดิบได้ดีมีเงินทองจะได้พาลูกไปอยู่ด้วย เมืองนอกเมืองนาเขาว่าเงินดีนะ อีกหน่อยขิมมันเรียนจบก็จะได้ทำการทำงานที่นั่นไปเลย”
ทุกคนต่างส่งเสริมคำพูดของป้าผ่องด้วยการพยักหน้าเห็นด้วย
“ขอบคุณป้าผ่องกับลุงเด่นมากนะจ๊ะที่เมตตาจะรับดูแลขิม”
เขมมิกายกมือไหว้ขอบคุณผู้อาวุโสทั้งสอง ก่อนจะเอ่ยในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้ยิน
“แต่ขิมตัดสินใจแล้วค่ะ ว่าจะอยู่คนเดียว”
เอมอรมองบุตรสาวตาขวาง ทว่าไม่นานก็รีบปรับสีหน้าเพราะเกรงว่าจะถูกจับได้
“อะไรกันลูก ถ้าไม่อยู่กับป้าผ่องแล้วหนูจะไปอยู่ที่ไหน”
คำพูดหล่อนฟังดูเหมือนจะห่วงใย แต่แท้จริงแล้วหล่อนกลัวว่าถ้าเขมมิกาใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังแล้วเกิดขาดเหลือเรื่องเงินทองขึ้นมา หล่อนในฐานะแม่ก็ต้องคอยส่งเสียดูแลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เอมอรไม่อยากแบกรับความรับผิดชอบตรงส่วนนี้แม้แต่น้อย
ซึ่งเขมมิกาก็ดูออกว่ามารดาคิดเห็นเช่นไร
“จริงอยู่ที่ขิมไม่เคยลำบาก อยู่สบายมาตั้งแต่เกิด แต่ตอนนี้ขิมโตแล้ว ขิมสามารถอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตัวเองโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาใครทั้งนั้น”
“แต่ว่า…”
เอมอรทำท่าจะพูดอะไรสักอย่างแต่กลับถูกเสียงหวานของลูกสาวแทรกขึ้นด้วยความหนักแน่น
“แม่ไม่ต้องห่วงนะคะว่าขิมจะเป็นภาระให้แม่ต้องคอยดูแล ขิมสาบานว่าแม่จะไม่ต้องจ่ายอะไรเลยสักบาทเกี่ยวกับขิม เชิญแม่ไปใช้ชีวิตเสวยสุขอยู่กับผัวใหม่ให้สบายใจเถอะ ขิมอยู่คนเดียวได้”
“!!!”