ตอนที่1 ตัวซวย
เอิงเอย
“ได้เวลาติวหนังสือแล้ว” เสียงเข้มเอ่ยออกมาจากด้านหลัง แทบไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร
“ไปเถอะลูก เดี๋ยวทางนี้ป้าจัดการกับกิ๊ฟเอง” ป้าน้ำหันมาบอกฉันด้วยรอยยิ้มเหมือนปกติ
“จ้ะ ขอบคุณป้าน้ำนะจ้ะ” ฉันตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะล้างมือเพื่อความสะอาดแล้วเดินออกจากห้องครัวเพื่อไปเอาหนังสือที่ห้องตัวเองมาอ่าน
ฉันชื่อเอิงเอย ตอนนี้ฉันเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 6 ใกล้จะจบแล้ว ทำให้ทุกวันนี้ช่วงบ่ายสามถึงห้าโมงเย็น จะเป็นเวลาติวหนังสือของฉันกับน้ำเหนือ
ฉันกำพร้าพ่อกับแม่ตั้งแต่อายุแค่หกขวบ แต่ยังเป็นโชคดีของฉัน ที่คุณท่านดนัยกับคุณท่านราตรี(พ่อแม่ของน้ำเหนือ) อุปการะฉัน ให้ที่อยู่และส่งเสียฉันให้เรียนโรงเรียนดีๆ กับน้ำเหนือมาตลอดตั้งแต่เด็กจนโต และยังส่งเรียนต่อถึงมหาลัยอีกด้วย
“กว่าจะมาได้ ชักช้าจริงๆ เลยเธอเนี่ย” พอเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น น้ำเหนือก็บ่นฉันออกมาทันที ซึ่งเป็นปกติของน้ำเหนือมาก ที่เขาชอบบ่นชอบว่าให้ฉัน แต่ฉันรู้ว่าการว่าการบ่นของเขาคือความหวังดี
น้ำเหนือเป็นคนเดียวที่ฉันไว้ใจที่สุดหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น น้ำเหนือคอยอยู่ข้างๆ ฉัน ไม่เคยทิ้งฉันไปไหน และที่สำคัญ ฉันก็รักน้ำเหนือด้วย
“ฮึก เพราะเอิง พ่อกับแม่ถึงต้องตาย” เสียงเด็กสาวนั่งกอดเข่าอยู่ในมุมห้องที่เธอกับพ่อแม่อยู่ด้วยกันร้องไห้ไม่หยุด
“ไม่ใช่เพราะเอิงนะ มันเป็นอุบัติเหตุ” เด็กชายวัยเดียวกันเดินเข้าไปนั่งข้างๆ คอยปลอบเด็กสาวคนนั้นไม่ห่าง
“แต่ถ้าเอิง ฮึก ไม่อยากไปสวนสนุก ฮึก พ่อกับแม่ก็ไม่เป็นแบบนี้ ฮืออออ” เด็กสาวยังคงร้องไห้โทษตัวเองไม่หยุด ในวันที่เกิดเหตุเป็นวันเกิดของเธอ และเธออยากไปเที่ยวสวนสนุก พ่อกับแม่เลยลางานพาเธอไปเที่ยว แต่ใครจะไปคิดว่านั่นเป็นการเที่ยวครั้งสุดท้ายของครอบครัวเธอ
ขากลับจากเที่ยว มีรถขับฝ่าไฟแดงมาชนเข้าฝั่งแม่เธออย่างจัง ส่วนพ่อของเธอนั้นไม่ได้รัดเข็มขัดนิรภัยทำให้กระเด็นออกจากรถ มีเพียงเด็กสาวที่นั่งอยู่เบาะด้านหลังตรงกับพ่อของเธอ และเธอก็รัดเข็มขัดนิรภัย ทำให้ได้รับแรงกระแทกไม่มาก ได้รับบาดเจ็บไม่มากเท่าไหร่
และเธอก็รอดมาได้ โดยที่พ่อกับแม่ได้จากเธอไปแล้ว ทำให้เด็กคนนี้ไม่เหลือใครอีกเลย แต่ยังถือเป็นโชคดีของเด็กสาวที่ได้บ้านโชควัฒนากุล บ้านที่พ่อกับแม่ของเธอทำงานอยู่รับอุปการะเลี้ยงดู
แต่หลังเหตุการณ์ตั้งแต่นั้น เด็กสาวก็เอาแต่โทษตัวเองว่าเป็นความผิดของเธอมาตลอด กลายเป็นเด็กพูดน้อย ไม่กล้าเข้าหาผู้คน เพราะกลัวว่าเธอจะทำให้พวกเขาเหล่านั้นบาดเจ็บเหมือนพ่อกับแม่ของเธอ และไหนจะคำด่าจากเพื่อนวัยเดียวกันว่าเธอคือ ตัวซวย
แต่ก็เหมือนมีแสงสว่างในชีวิต ที่เด็กชายน้ำเหนือลูกเจ้าของบ้าน คอยมาอยู่เป็นเพื่อนเล่นให้กับเธอ อยู่ข้างๆ เธอ พาเธอทำกิจกรรมต่างๆ มาตลอดจนโต ทำให้เด็กสาวกับเด็กชายสองคนนี้ สนิทสนมและรักกันไม่ต่างจากพี่น้อง
“ก็เอิงไปเอาหนังสือมาไง” ฉันตอบกลับพร้อมกับยู่หน้าใสน้ำเหนืองอนๆ ก่อนจะเดินไปนั่งข้างน้ำเหนือเพื่อเริ่มติวหนังสือกัน
น้ำเหนือ
“ถูกไหม” หลังจากแจกโจทย์กันลองทำ เอิงเอยก็ถามผมออกมาหลังจากเธอทำเสร็จ
“เอามาดูสิ” ผมพูดพร้อมกับหันไปหยิบกระดาษที่เอิงเอยแก้โจทย์มาดู เอิงเอยเป็นคนที่เรียนเก่งมากไม่แพ้ผมเลย แต่เธอจะอ่อนแค่วิชาเลขแค่นั้น เลยทำให้ผมต้องติวให้เธอประจำ
ผม น้ำเหนือ ตอนนี้อยู่ชั้นเดียวกับเอิงเอยนั่นแหละ ผมกับเอิงเอยโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ตัวติดกันตลอดเวลา แต่นิสัยผมจะออกไปทางปากร้ายหน่อย เลยทำให้เอิงเอยชอบงอนบ่อยๆ แต่ผมปากร้ายก็ไม่ได้ใจร้ายนะครับ ผมใจดีกับเอิงเอยที่สุด
ผมเป็นลูกคนเดียวของบ้าน พ่อแม่ทำธุรกิจใหญ่ที่ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า แต่ถึงผมจะเป็นลูกคนเดียว พ่อแม่ก็ไม่ได้กดดันผมหรอกนะครับ ท่านให้ผมเลือกทุกอย่างในชีวิตเองหมด อาจจะมีช่วยแนะนำบ้าง แต่ไม่บังคับ
แต่ผมรู้สึกว่าตั้งแต่ผมอายุหกขวบ ผมเหมือนมีน้องสาวเพิ่มมาคนหนึ่งเลย ถึงแม้ว่าอายุจะเท่ากัน แต่เชื่อเถอะ เอิงเอยเธอไร้เดียงสากว่าเด็กรุ่นเดียวกันมาก อีกทั้งเธอเป็นคนขี้กลัวตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่พ่อแม่เธอเสียไป แต่ไม่เป็นไร ผมนี่แหละจะทำให้เธอกลับมาเป็นคนกล้าเข้าหาคนเหมือนเดิมเอง
“ดีมาก งั้นลองทำอันนี้อีกข้อ” หลังจากตรวจดูแล้วเห็นว่าเธอทำถูก ผมก็ให้โจทย์ที่ยากขึ้นอีกข้อหนึ่ง
“รับทราบค่ะ” เอิงเอยตอบรับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำโจทย์ข้อใหม่ที่ผมให้เธอไป เป็นโอกาสที่ผมได้นั่งมองหน้าหวานของเอิงเอยอย่างที่ผมชอบมองบ่อยๆ
เอิงเอยเป็นคนที่สวยมาก ตอนเด็กผมกับเธอตัวติดกันตลอด จนทุกวันนี้ตัวก็ยังติดกัน แต่ที่ต่างไปจากเดิมก็คงจะเป็นเรื่องนอนด้วยกัน ที่ตอนเด็กเราชอบนอนด้วยกัน เพราะเอิงเอยชอบฝันร้าย แต่พอเริ่มโตเข้าสู่วัยรุ่น เราก็ไม่ค่อยได้นอนด้วยกันอีก เพราะอาการฝันร้ายของเอิงเอยก็ไม่ค่อยเป็นแล้ว ยกเว้นตอนเธอไม่สบายหรือเครียดหนักๆ แค่นั้น แต่ที่เหลือก็ยังคงทำด้วยกันเหมือนเดิมตลอด
และที่เหมือนเดิมที่สุดก็คงจะเป็นความรู้สึกของผม ที่ยังคงมีความสุขทุกครั้งที่ผมได้มองหน้าเธอ ได้เห็นรอยยิ้มของเธอแบบนี้