.
.
“กรี๊ดดดด!! พวกนายจะรีบลากไปไหนเนี่ย! รอให้ฉันกินเสร็จก่อนไม่ได้หรือไง!”
เอวาร้องทั้งที่สเต็กเนื้อยังคาปากอยู่ มือหนึ่งถือจานที่ตักอาหารจากในงานมาพูนจาน อีกมือหนึ่งถือส้อมที่มีเนื้ออีกชิ้นติดอยู่ แม้ว่าเธอจะโดนลากมาโกดังแกลลอรี่ในห้องที่ดีแต่รูปวาดเต็มไปหมด เธอก็ยังไม่หยุดที่จะตักเนื้อเข้าปาก
“ยัยคุณหนูนี่จะห่วงกินไปไหนวะ อดอยากมากหรือไง”
หนึ่งในชายที่จับตัวเธอมาพูดพร้อมมองเอวาอย่างนึกระอากับท่าทางของเธอแม้จะแหกปากแต่ก็ยังกินไม่หยุด เหมือนไม่สนใจพวกเขาเลย
“ลูกพี่! เราจับมาถูกคนหรือเปล่าวะ ใช่คนที่คุณเดวิดให้จับมาใช่ไหม?”
“เออสิวะ กูเคยเจออยู่...หน้าตาแบบนี้แหละคุณหนูข้าวปั้น แต่...”
ชายที่ถูกเรียกว่าลูกพี่พูดขึ้นก่อนจะจ้องมองเอวาในร่างคุณหนูข้าวปั้นที่เอาแต่นั่งกิน ก่อนที่เธอจะเงยหน้ามองพวกเขาแล้วกอดจานอาหารของตนไว้แน่น
“อย่านะ...อย่าคิดจะแย่งเชียว ในงานก็มีเยอะแยะไปตักเอาเองสิ” เอวาพูด
“ยัยนี่มันรู้เรื่องอะไรบ้างไหมวะเนี่ย?”
หนึ่งในลูกน้องพูดขึ้นพร้อมกับมองเอวาเป็นตาเดียว ลูกน้องคนอื่นๆก็เช่นกัน คนที่ขึ้นชื่อว่าลูกพี่ส่ายหน้าไปมาก่อนจะนั่งยองๆมองหน้าเอวา ยังไงเธอก็คือคู่หมั้นของเจ้านายเขาก็ต้องทำดีๆไว้ก่อน จะได้ไม่เป็นเรื่องใหญ่เมื่อผู้เป็นเจ้านายมาถึง
“คุณหนูข้าวปั้น...คุณรู้ไหมว่าคุณถูกจับมา?”
“รู้สิ เรื่องนี้ฉันแต่งนะทำไมจะไม่รู้”
“อะไรนะครับ? แต่งอะไร? เออ...ช่างแม่งเถอะ...แล้วคุณหนูรู้ไหมว่าใครให้จับมา?”
“เดวิดไง”
“อ้าว...แล้วไม่หนีหรือครับ?”
“เดี๋ยวก่อน ขอเติมพลังก่อน”
“ลูกพี่ คุณหนูนี่เต็มไหมวะ?”
หนึ่งในลูกน้องพูดขึ้นพร้อมกับทำหน้าเครียดมองเอวา ในเรื่องข้าวปั้นถูกจับแต่ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร แต่เธอดันรู้ทุกอย่างเพราะเดวิดจะแสร้งทำตัวเป็นพระเอกเข้ามาช่วยเธอ
แต่ตอนนี้ถึงโครงเรื่องมันจะดำเนินไปตามนั้น ก็ยังรับประกันไม่ได้ว่าเนื้อเรื่องจะเปลี่ยนไปหรือเปล่า อย่างเมื่อตอนที่อยู่ห้องพักรับรองเนื้อเรื่องเปลี่ยนไปจนเธอคาดเดาไม่ได้เช่นกัน ภายในใจแอบหวั่นไม่น้อย แต่...การกินของอร่อยช่วยลดความเครียดได้ เธอเชื่ออย่างนั้น
“น่าชื่นชมดีนี่...ที่คู่หมั้นฉันเข้มแข็งขนาดนี้”
เดวิดเดินเข้ามาแล้วกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ร่างสูงเดินเข้ามาหาเธอพร้อมกับเอามือล้วงกระเป๋า สายตาหลุบมองหญิงสาวที่ตอนนี้ไม่คิดจะแยแสเรื่องที่เกิดขึ้นเลย เอวาเงยหน้ามองคนที่หยุดยืนอยู่ตรงหน้า ปากยังคงเคี้ยวเนื้อตุ้ยๆเต็มสองแก้มแล้วพยักหน้า เนื้อเรื่องได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
เดวิดนั่งยองๆลงก่อนจะเอื้อมมือมาเช็ดที่มุมปากของหญิงสาวตรงหน้า ภายใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้มนั้นกลับแฝงไปด้วยความคิดชั่วร้าย เอวามองลึกเข้าไปในดวงตาของชายผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคู่หมั้นก่อนจะวางจานของตัวเองลง
“ที่ว่าเธอโดนระเบิดจนสมองได้รับความกระทบกะเทือน...คงจะจริง”
“ฉันไม่ใช่ข้าวปั้น...ฉันชื่อเอวา”
“หึ...อย่างนี้เองสินะ ได้สิ...เอวาก็เอวา ว่าแต่...เรามาตกลงกันดีกว่าไหมเอวา”
“ฉันไม่มีอะไรจะตกลงกับนาย เพราะฉันรู้ว่านายต้องการกิจการของครอบครัวฉัน”
“ฉลาดขึ้นเยอะเลยนะ...งั้นเรามาแต่งงานกันให้เร็วขึ้นดีไหม? ส่วนแบ่งของเธอครึ่งหนึ่ง..”
“นายคิดว่าฉันจะทำร้ายครอบครัวตัวเองได้ลงหรอ? ใช้อะไรคิด?”
“ทำไมจะไม่ได้? ในเมื่อเธอไม่ใช่ข้าวปั้นตัวจริง”
เดวิดพูดพร้อมยกยิ้มเหมือนรู้ทัน แต่เขากลับไม่รู้ว่ามันไม่ใช่อย่างที่เขาคิด และเขาคงคิดว่าเธอปลอมตัวมาแน่ๆ คงไม่คิดเชื่อเรื่องวิญญาณมาเข้าสิงหรืออะไรเทือกๆนั้น เอวาลุกขึ้นพร้อมกับปัดเศษฝุ่นที่กระโปรงของตัวเองอย่างเงียบนิ่ง
“ยังไง...ฉันก็คือข้าวปั้น...และวิธีนั่นไม่ใช่วิสัยของฉัน”
เอวาพูดพร้อมกับหลุบตามองเดวิดอย่างนึกรังเกียจ แม้จะเป็นตัวละครที่ตัวเองสร้างขึ้นก็อดไม่ได้อยู่ที่จะรู้สึกแบบนั้น มันแย่เกินกว่าที่เธอคิดไว้เสียอีก เดวิเห็นสายตาของหญิงสาวก็ถึงกับขบกรามแน่น เขาลุกพรวดขึ้นมาพร้อมกับก้าวเข้าหาเธอก้าวหนึ่งจนแทบจะชิดติดกัน
“ในเมื่อเธอไม่รับข้อเสนอ...เห็นทีก็คงต้องบังคับ ถ้าเธอโดนย้ำยี พ่อของเธอจะทำยังไงนะ”
เดวิดพูดพร้อมกับยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง เอวาขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นว่าเขาหันหลังเดินออกไป แต่ลูกน้องของเขากับเดินเข้ามาใกล้เธอเรื่อยๆ พลางถอดเข็มขัดและปลดกระดุมเสื้อ รอยยิ้มที่หื่นกระหาย สายตามองเธอทั้งหัวจรดเท้าอย่างน่าขนลุก
“จับตัวไว้!”
“กรี๊ดดดดดดด!!”
ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกพี่สั่งลูกน้องที่ล้อมรอบตัวเธอ และพุ่งเข้ามาหวังจะจับตัวของหญิงสาวไว้ เอวาร้องกรีดร้องลั่นสุดเสียงพร้อมกับยกเท้าขึ้นถีบคนที่เข้ามาโดยอัตโนมัติ ใครที่เข้ามาจับเธอไว้เธอก็ผลักออกเต็มแรงจนเซล้ม ปากเรียวเล็กของเธอก็ยังคงกรีดร้องไม่พัก
“พวกมึงทำอะไรกันอยู่วะ! กูบอกให้จับไว้ไง”
“กรี๊ดดดดด!! อ๊ากกกกก!!”
“ฤทธิ์เยอะนักนะ!!”
เอวายังยังกรีดร้องไม่เป็นภาษาพร้อมกับจิกหัวบ้างตบบ้างอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนลูกน้องทั้งหลายกรูกันเข้ามารุมจับเธอไว้ได้ในที่สุด คราวนี้ไม่ว่าจะดิ้นแรงแค่ไหนก็สลัดไม่หลุดอยู่ดี เพราะด้วยแรงของข้าวปั้นนั้น...มันสู้ไม่ได้เลยกับชายฉกรรจ์ห้าคน
“ปล่อยฉันนะ!! อ๊ากกกกก!!”
“ร้องให้สมกับเป็นผู้หญิงหน่อยได้ไหมวะ! ได้ยินแบบนี้แล้วหมดอารมณ์!”
ชายคนที่เป็นลูกพี่ของกลุ่มชายฉกรรจ์พูดขึ้นพลางปลดเข็มขัดแล้วเดินเข้าไปใกล้ๆ หญิงสาวที่ถูกจับตัวขึงติดกับพื้นไว้ ก่อนที่เขาจะถอดกางเกงลง เอวาถลึงตามองชายตรงหน้าก่อนจะเลื่อนสายตามองชายคนนั้นที่ยกยิ้มขึ้นอย่างภาคภูมิใจ แต่หญิงสาวกลับกลั้นหัวเราะและมองเขาอย่างเย้ยหยัน
“อุ๊บ! ฮึๆๆ ฮ่าๆๆๆ”
“ขำอะไรวะ! นังนี่!”
“โจ้ยเท่าหนอน ยังจะกล้าคิดขืนใจหญิง ฮ่าๆๆๆ ทำเพื่อให้เขาจั๊กจี้หรือไง? ฮ่าๆๆ”
เอวาพูดพร้อมกับหัวเราะจนน้ำตาเล็ด ลูกน้องที่จับตัวเธอไว้ก็อดไม่ได้ที่ขำเพราะเห็นด้วย แต่ก็พยายามกลั้นหัวเราะเพื่อไม่ให้ลูกพี่ของตนอาย บ้างก็เบือนหน้าไปทางอื่น บ้างก็ไม่มองตาของลูกพี่ตน บ้างมองที่เป้ากางเกงของลูกพี่แล้วกลั้นหัวเราะ คนที่โดนหญิงสาวแซวถึงกับรีบเอามือทั้งสองข้างปกปิดเป้าของตัวเองไว้
“พวกมึงหัวเราะอะไรวะ!!”
“เปล่าครับลูกพี่”
“ฮ่าๆๆ อายแทนเลย นั่นมันผงาดแล้วใช่ไหม? ฮ่าๆๆๆ โอ้...เจ้าไส้เดือนน้อย ฮ่าๆๆๆ”
เสียงหัวเราะครืนจากลูกน้องพร้อมกับสาวสวยที่หัวเราะจนกุมท้อง ลูกน้องของเขาเองก็หัวเราะจนมือไม้อ่อนลงไปนั่งกับพื้น มีหรือที่ชายตรงหน้าจะไม่รู้สึกอายจนเสียหน้า
“หึๆ...คุณหนูก็เก่งใช่ย่อยนะครับ”
เสียงหนึ่งดังขึ้นเรียกสติทุกคนให้หันไปมองทางต้นเสียง ชายในชุดสูทยืนกอดอกพิงเสาอยู่ไม่ไกลยกยิ้มขึ้น ทำเอาลูกน้องและชายที่ขึ้นชื่อว่าลูกพี่ถึงกับลุกขึ้นหันไปตั้งท่ารับพร้อมกับทำหน้าเครียด ลูกพี่ที่พึ่งถอดกางเกงไปก็ถึงกับถอยร่นไปข้างหลังพร้อมกับดึงกางเกงขึ้นอย่างอายๆ มาเวลจ้องมองชายคนนั้นพร้อมกับยกยิ้มเมื่อสายตาเลื่อนลงไปยังเป้ากางเกงของคนที่คิดจะทำร้ายคุณหนูของเขา
“น่าขายหน้ามากเลยนะนั่น โดนสาวต่ออย่างนั้น”
เสียงอีกเสียงพูดขึ้นจากด้านหลัง คิรินเดินออกมาจากมุมมืดทำให้เหล่าลูกน้องของเดวิดถอยกรูไปรวมกันพร้อมกับตั้งท่าอย่างระมัดระวัง เคน ฟีฟ่า และเสือเดินออกมาจากมุมคนละมุมรายล้อมพวกชายเหล่านั้นไว้ ทั้งที่คุณหนูของพวกเขาก็ยังไม่วายนั่งหัวเราะเหมือนคนบ้าอยู่ในกลุ่มลูกน้องของเดวิด
“ฮ่าๆๆ โอ๊ย ปวดท้อง ฮ่าๆๆ”
“คิดผิดคิดถูกว่ะเนี่ยที่มาช่วย”
คิรินบ่นอุบเมื่อมองไปยังคุณหนูที่เขาต้องมาปกป้องดูแล เพื่อนๆคนอื่นๆต่างส่ายหน้าไปมาอย่างนึกเอือม มาเวลเองก็ถึงกับกุมขมับ ก่อนที่พวกลูกน้องจะวิ่งเข้าไปหวังจะโค่นพวกบอดี้การ์ดของหญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคุณหนู ทุกคนต่างต่อสู่กันอย่างเอาเป็นเอาตาย มาเวลเดินฝ่าเข้าไปหาเอวาแต่ก็สวนหมัดคนที่เข้ามาขวางไปด้วยจนถึงตัวของเธอ
มาเวลหยุดยื่นหอบหน่อยตรงหน้าผู้เป็นคุณหนูพร้อมกับก้มลงมองเอวาที่หัวเราะเหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร เขาถอนหายใจก่อนจะยื่นมือให้เธอ เอวาเอื้อมมือไปจับมือนั้นก่อนจะลุกขึ้นแล้วเงยหน้ามองคนตรงหน้าแล้วยิ้มร่า
“ขอบใจนะ”
“...เป็นหน้าที่..”
มาเวลตอบทั้งที่ยังมองรอยยิ้มนั้นค้างอยู่ก่อนจะตอบกลับ เขาไม่เคยเห็นเธอยิ้มกว้างแบบนี้เลยสักครั้งนอกจากรอยยิ้มตามมารยาทและดูเป็นผู้รากมากดี ทุกคนจัดการลูกน้องของเดวิดเรียบร้อยจนไปกองกับพื้น ก่อนจะรายงานซีลที่อยู่ดูแลพ่อของคุณหนูอยู่ในงาน
“บาดเจ็บตรงไหนไหม?” -คิริน
“น่าจะปวดท้องนะ” -เสือ
“ก็เล่นหัวเราะขนาดนั้น” -ฟีฟ่า
“ไม่นึกกลัวบ้างเลยนะคุณหนู” -เคน
“คุณหนูมีงานอดิเรกคือมองเป้าผู้ชายหรือไง? ถึงได้รู้ไซด์ขนาดนั้น”
มาเวลพูดพร้อมกับมองเธอด้วยสายตาที่ดูไม่อยากจะเชื่อ ที่ผู้หญิงจะกล้าพูดเรื่องแบบนั้นโดยไม่นึกอาย แถมยังหัวเราะราวกับมันเป็นเรื่องตลกเสียอีก เอวากลั้นหัวเราะก่อนจะเลื่อนสายตาลงไปมองที่ใต้เข็มขัดของคนถาม ทำเอาใจดวงโตกระตุกวูบเมื่อมองสายตาของเธอ
“นี่! คุณหนู!”
มาเวลรีบทักท้วงพร้อมกับคว้าแขนของเธอไว้แน่น จนเอวาละสายตาที่มองเป้ากางเกงของเขา เอวายิ้มกริ่มจนชายหนุ่มรู้สึกหมั่นไส้
“เป็นไงคุณหนู? ของไอ้เวลใหญ่กว่าไส้เดือนหน่อยๆหรือเปล่า ฮ่าๆๆ”
คิรินพูดพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างหยอกล้อเพื่อนของตน ซ้ำยังตบบ่ามาเวลอย่างนึกเห็นใจ
“อยากดูมากหรอ? งั้นก็ไปดูบ้าน...ในห้องสองคน” -มาเวล
“อะไร? ใครอยากดู ยังไม่ได้พูดอะไรเลย” -เอวา
“แต่มันไม่ค่อยเชื่องเหมือนไส้เดือนหรอกนะ...มันดุ...แถมยังดื้อมากด้วย”
มาเวลพูดพร้อมกับยกยิ้มจ้องมองเอวาด้วยสายตาที่มีเลศนัย เอวาถึงกับทำหน้าไม่ถูก เพราะเธอก็เก่งแต่กับพวกนั้นแหละ คนหล่อๆ อย่างพวกเขาใครจะไปเก่งด้วยลง เพราะแต่ละคนก็ไม่ใช่เล่นๆเลย...หมายถึงนิสัยบุคคลิกที่เธอเขียน...
“มึงเลิกปลูกขิงดิไอ้เวล” -เคน
“สู้กูไม่ได้ด้วยซ้ำ” -ฟีฟ่า
“โธ่...พ่อคนใหญ่คนโต ไอ้ฟ่านักขุดขิง” -คิริน
“คนจริงเขาไม่พูดเยอะกันหรอกครับเพื่อนๆ” -เสือ
“ถุย!!”
ทุกคนพูดขึ้นพร้อมกันก่อนจะส่ายหน้าไปมาให้กับความหลงตัวเองของเสือ เว้นแต่มาเวลที่เอาแต่จ้องมองเอวาแล้วยกยิ้ม ยิ่งเห็นเธอไม่กล้าที่จะมองหน้าเขายิ่งรู้สึกอยากแกล้งจริงๆ ไอ้ความเก่งเมื่อครู่ของเจ้าหล่อนหายไปไหนแล้ว ถึงได้เอาแต่ก้มหน้าหงุด เอวาที่ก้มหน้าอย่างเขินๆ ในใจคิดว่าเธอเป็นนักเขียนนิยายโรมานซ์ก็จริง...แต่ก็ได้แค่จินตนาการไม่เคยเห็นจริงๆเสียหน่อย ที่พูดไปนั้นก็แต่งเรื่องเอาตัวรอดเท่านั้น ใครจะไปคิดว่ามีคนยืนฟังแต่ไม่ช่วยกันล่ะ
“ปะ...ไปกันได้ยัง?” -เอวา
“ซีลบอกให้พาคุณหนูกลับบ้านเลยครับ เพราะมันไม่ปลอดภัยแล้ว” -คิริน
“ว่าแต่...ทำไมมันถึงจับตัวคุณหนูได้?” -เคน
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับเคน เพราะคนเยอะแยะขนาดนี้ไม่น่าจะมีโอกาสที่จับตัวเธอมาได้เลย ก่อนที่สายตาทุกคนจะเหลือบไปเห็นจานสเต็กเนื้อที่กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณใกล้ๆกับที่พวกเขายืนอยู่
“อย่าบอกนะ....” ฟีฟ่าพูดขึ้นพร้อมกับเลื่อนสายตามองเอวาที่เอาแต่ยิ้มแห้งๆ
“ก็แค่...ตักมานั่งกินในสวนเอง...”
“แล้วทำไมไม่กินในงานล่ะครับ?” -เสือ
“จะอะไรซะอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะตักมาเยอะแล้วกลัวนายท่านเสียหน้าหาว่าเลี้ยงเธอไม่ดี”
มาเวลพูดขึ้นแล้วยกยิ้มมองหน้าคุณหนูจอมปั่นอย่างรู้ทัน ใบหน้าของคุณหนูข้าวปั้นที่เอวายึดร่างอยู่ถึงมองเหล่าบอดี้การ์ดแล้วยิ้มแห้งๆ พยักหน้ารับอย่างอายๆ ...บ้าจริง...มีคนเริ่มรู้ทันซะแล้ว...
.
.
.