.
.
หลังจากกลับมาจากงานเลี้ยงที่แสนอุกอาด เนื่องจากตัวของเธอนั้นถูกจับตัวไปทำมิดีมิร้าย แต่ดูเหมือนว่าคุณที่โดนทำมิดีมิร้ายด้านจิตใจน่าจะเป็นคนที่จับเธอไปเสียมากกว่า ใครจะไปคิดว่าจะโดนล้อเรื่องเจ้าจ้อนหนอนน้อยตอนที่จะทำการขืนใจ ทำเอาคนที่คิดจะปล้ำเธอถึงกับหน้าจ๋อย มาเวลเหลือบมองหญิงสาวที่สร้างวีรกรรมที่น่าขำอย่างคุณหนูข้าวปั้น ไม่สิ...คุณหนูเอวา
“ท่าทางไม่ตกใจเลยนะ คงไม่เป็นไรแล้วมั้ง”
มาเวลพูดขึ้นขณะเหลือบมองหญิงสาวที่ดูท่าทางจะสบายดี หลังจากที่กลับมาถึงคฤหาสน์หลังโต เอวาหันไปยิ้มให้มาเวลตามมารยาท
“ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ คุณบอดี้การ์ด ฉันเอาตัวรอดได้ขนาดนี้ไม่จำเป็นต้องมีแล้วมั้งบอดี้การ์ดน่ะ”
เอวาพูดยิ้มๆ เหมือนต้องการที่จะยั่วโมโหคนตรงหน้า มาเวลที่ตอนแรกมีสีหน้าล้อเลียนเธอก็เปลี่ยนเป็ขมวดคิ้วแน่น ที่เธอพูดนั่นหมายถึงพวกเขาไม่มีน้ำยา ดูแลเธอหรือเปล่า
“นี่เธอ!...”
“คุณหนูสิ ซีลบอกให้เรียกคุณหนู”
คิรินเดินเข้ามาพร้อมกับตบบ่ามาเวลเบาๆ เอวาหันไปยิ้มหน้าระรื่นให้เขาก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปโดยไม่ต่อล้อต่อเถียง มาเวลมองตามผู้ที่เป็นคุณหนูอย่างหัวเสีย
“หรือเราควรจะลาออกดีว่ะ คุณหนูพูดขนาดนั้นแล้ว”
เสือพูดขึ้นพร้อมกับหน้าเสีย ไม่เคยมีผู้จ้างวานคนไหนพูดกับพวกเขาแบบนี้ พูดเหมือนกับว่าพวกเขาไร้ความสามารถในการดูแล
“มึงก็อย่าไปสนใจคำพูดคุณหนูมาก ถ้าเราไม่เข้าไปช่วยคิดหรอว่าพวกมันจะปล่อยให้รอด” -คิริน
“เราคงจะติดเล่นมากไป” -เคน
“จะยังไงก็ช่าง...อยากอาบน้ำชะมัด” -ฟีฟ่า
ฟีฟ่าเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่ายก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปยังห้องของเอวา เพราะพวกเขานอนรวมกันอยู่ที่ห้องนั้น ถึงแม้ว่าเขาจะคิดว่าเรื่องบ้าอะไรไม่เคยพบเคยเจอ ที่บอดี้การ์ดต้องนอนร่วมห้องกับคุณหนู ตามปกติก็แค่ยืนเฝ้าหน้าห้องเท่านั้น แต่พอมาเจอคุณหนูอย่างเอวา ก็ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นไม่ได้ และส่วนมากเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อทั้งนั้น
ทุกคนมองหน้ากันก่อนจะเดินขึ้นข้างบนตามฟีฟ่าไปอย่างเงียบๆ เพราะพวกเขาเองก็อยากจะอาบน้ำถอดชุดสูทนี่เสียเต็มทนแล้ว เมื่อเปิดประตูเข้าไปพวกเขาก็ถึงกับทำหน้าอึ้งแล้วมองหน้ากันไปมา เอวานั่งอยู่หน้าจอคอมที่พึ่งซื้อมาใหม่ตอนกลางวัน เธอนั่งเงียบๆ เคาะแป้นพิมพ์อย่างบ้าคลั่ง ทุกคนต่างเดินเข้าไปดูหน้าจอที่เหมือนเธอจะพิมพ์เอกสารอะไรสักอย่าง
“เธอ...ไม่สิ คุณหนูทำอะไรหรอ?” -เสือ
“ทำงานหาเงินสิ” -เอวา
“ฮะ?...นั่งพิมพ์เนี่ยนะหาเงิน?” -เคน
“อืม...” -เอวา
“นี่มัน...บทละครหรือไง?”
ฟีฟ่าพูดพร้อมกับอ่านสิ่งเธอพิมพ์ทั้งที่มือยังคงล้วงกระเป๋าอยู่ด้านหลังที่เธอนั่งอยู่ มาเวลเองก้โน้มตัวลงมาอ่านบทความบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะยกยิ้ม
“...เขาโน้มตัวลงไปมอบจูบที่เร่าร้อน...ลิ้นร้อนซุกซนไปทั่วโพรงปากก่อนจะพัวพันลิ้นเล็ก...หึ...”
“กรี๊ดดดด!!! อย่าอ่านนะ!!”
เอวาสะดุ้งสุดตัวก่อนจะรีบเอาตัวเข้าบังหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเธออย่างเขินๆ ไม่มีใคร! ไม่มีใครเคยอ่านนิยายของเธอออกเสียงแบบนี้ต่อหน้าเธอเลย แถมยังเป็นฉากอีโรติกสุดๆในบทนำเรื่องอีกต่างหาก เหล่าบอดี้การ์ดอมยิ้มก่อนจะกระแอมเบาๆ พร้อมกับหันหน้าไปทางอื่น มีแต่เสือที่ยังคงพยายามจะอ่านนิยายที่เธอพึ่งจะแต่ง
“ว้าว...น่าทึ่งนะเนี่ย...เขียนบทละครอีโรติกเหมือนชำนาญเลยแฮะ” -เสือ
“ก็บอกว่าอย่าอ่านไงเล่า!!” -เอวา
“แต่งให้คนอ่านไม่หรือไง ทำไมจะอ่านไม่ได้?”
มาเวลพูดขึ้นพร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปใกล้ รอยยิ้มที่ยกขึ้นนั้นทำเอาเอวาแทบจะหน้ามุดจอหนี เธอเก่งเรื่องบทความแบบนี้ก็จริง แต่ก็ไม่เคยมีนักอ่านคนไหนมาอ่านแบบนี้ และอีกอย่างเธอยังแต่งไม่เสร็จเลยด้วยซ้ำ การที่ชายหนุ่มหุ่นกำยำใบหน้าหล่อเหลาราวกับพระเอกนิยายที่เธอเขียน(ก็เธอเป็นคนเขียน) มาอ่านฉากอีโรติกในห้องนอนกับเธอนั้นมันก็ค่อนข้างน่าเขินไปเสียหน่อย
“กะ..ก็มันยังไม่เสร็จ”
เอวาตอบอย่างตะกุกตะกักไม่กล้าที่จะมองหน้าพวกเขาเสียด้วยซ้ำ การแต่งนิยายแนวโรมานซ์มันไม่ได้น่าอาย แต่มันน่าอายตรงที่พวกเขามาอ่านมัน!
“งั้นไว้จะรออ่าน...ฉันไปอาบน้ำก่อนแล้วกัน” -ฟีฟ่า
“อยากอ่านจังเลยครับคุณหนู” -เสือ
“ว้าว น่าทึ่งจริงๆนั่นแหละ แต่ฉันจะรออ่านละกันนะถือว่าให้เกียรตินักเขียนหน้าใหม่” -คิริน
“หึ...แต่งเรื่องได้ทะลึ่งจริงๆนะครับคุณหนู” -เคน
“แต่งได้ขนาดนี้ในฉากนี้...เคยเจอจริงหรือเปล่า?”
มาเวลพูดทั้งที่ยังไม่ยอมถอยตัวออกห่างเธอเลยแม้แต่น้อย สายตาของเขายังคงเหลือบไปอ่านนิยายของเธออยู่เนืองๆ เอวาพยายามเขยิบตัวบังแล้วบังอีกแต่ก็ไม่พ้นสายตาของเขาอยู่ดี
“คนอื่นไปพักกันหมดแล้ว นายก็ไปสิ”
“อยากอ่านถึงตอน...สอดใส่...”
“กรี๊ดดดดดด!! เงียบนะ!! คนบ้านี่!”
“หึ...”
“จะมายืนยิ้มอยู่ทำไมเล่า! ไปอาบน้ำไป!”
“ไล่คนอื่นตัวเองอาบหรือยังเถอะ”
“เรื่องของฉัน...นายอาบก่อนเลย”
“อยากได้ฉากอย่างว่าในห้องน้ำบ้างหรือเปล่าล่ะ เดี๋ยวจะช่วยเพิ่มประสบการณ์ให้”
“บ้า!! ใครอยากจะได้ประสบการณ์จากนายกัน!”
“แค่ในจินตนาการมันอธิบายไม่ได้ละเอียดหรอกนะครับ...คุณหนู”
“ไม่ต้องยุ่งนะ!”
ยิ่งมาเวลพูดใบหน้าของเธอก็ยิ่งแดงเรื่อขึ้นจนคนที่ยืนมองถึงกับยิ้มอย่างพอใจ ที่สามารถแกล้งคุณหนูเอวาให้เสียศูนย์ได้สำเร็จ เพราะความเขินเอวาจึงกอดหน้าจอคอมไว้แน่นและหลับตาแน่นหวังจะหลบความอายขายหน้าของตน มาเวลเห็นอย่างนั้นจึงอดที่จะแกล้งต่อไม่ได้ เขายื่นใบหน้าเข้าไปข้างๆหูของเธอพร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงยั่วยวน แต่มันกวนโมโหเธอสุดๆ
“ถ้าอยากได้ประสบการณ์ตรงไหนบอกผมได้นะครับ...ไม่ว่าจะระเบียง ห้องน้ำ บนเตียงหรือ...บนรถ”
“พอแล้ว! ไม่อยากได้ย่ะ!”
เอวาพูดขัดขึ้นทั้งที่ตัวเองยังหลับตาแน่น ขนเส้นเล็กบางๆบนร่างลุกขึ้นเกรียว มาเวลเหลือบมองที่แขนเรียวเล็กที่ตอนนี้ขนลุกซู่ก็ยิ่งชอบใจ เขาหัวเราะในลำคอก่อนจะยอมเดินถอยออกไป เพื่อนๆต่างพากันส่ายหน้าไปมาอย่างยิ้มๆ พึ่งเห็นมาเวลดูชอบใจก็คราวนี้
เอวาค่อยหรี่ตาลืมขึ้นมองว่าเขาไปแล้วหรือยัง เมื่อเห็นว่ามาเวลเดินไปรวมกับกลุ่มเพื่อนๆก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้แต่ก็ยังไม่วายหันไปมองพวกเขาเป็นระยะๆ อย่างเคืองๆและระแวง ไม่มีสมาธิเลยให้ตายเถอะ...
หลังจากที่พวกเขาทุกคนอาบน้ำอาบท่าเสร็จก็มีบางคนที่ต้องออกไปตรวจรอบบ้าน จะเหลือก็เพียงมาเวลและคิรินที่อยู่ในห้อง เอวายังคงพิมพ์ไม่หยุดเหมือนตกอยู่ในห้วงของนิยายที่ตัวเองเขียนขึ้น เธอตั้งใจจะเอางานเขียนของเธอไปขายให้ตามสำนักพิมพ์และสถานีโทรทัศน์ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่มีชื่อเสียงด้านนี้แต่ในโลกนี้เธอก็เป็นคุณหนูที่มีชื่อเสียงและอำนาจ
มันน่าจะง่ายที่จะตีพิมพ์นิยายของเธอหรือสร้างละคร นั่นคือไอเดียการเอาชีวิตรอดของเธอในโลกนี้ เธอต้องหลุดจากมาดนางเอกที่อ่อนแอและตั้งตารอวันที่ได้แต่งงานกับสามีรวยซึ่งก็คือหนึ่งในบอดี้การ์ดนั่นให้ได้ เธอไม่อยากให้เป็นไปตามที่เธอเขียน เพราะมันจะทำให้เหล่าบอดี้การ์ดเกิดการบาดหมางหรือดราม่านั่นเอง แต่งเองแท้ๆ...แต่กลับไม่อยากให้เป็นแบบนั้น นี่คงเป็นสิ่งที่นางเอกอย่างข้าวปั้นโกรธเคืองเธอละมั้ง
“พูดถึงเรื่องนิยาย...”
“อุ๊ย!! ย่าเหี่ยวหกตกใจหมด!!”
เพราะเสียงของคิรินที่ยืนอยู่ข้างหลังของเธอโดยที่เธอไม่รู้ตัว อยู่ๆก็พูดขึ้น คนที่จมอยู่ในห้วงของนิยายอย่างเอวาถึงกับสะดุ้งโหยงอย่างตกใจ สบถออกมาไม่เป็นภาษาจนทำให้คิรินถึงกับขมวดคิ้วมองเธออย่าง งงงวย
“ขนาดนั้น..เลย?”
“อยู่ๆก็พูดขึ้น มาไม่ให้ซุ่มให้เสียง แอบอ่านนิยายฉันหรอ?”
“ไม่ได้แอบนะ ยืนอ่านตรงๆเลย”
“ก็บอกว่าอย่าพึ่งไง”
“ครับๆ”
“แล้ว...เมื่อกี้ว่าไงนะ”
เอวาหันไปทางคิรินพร้อมกับทำหน้าอยากรู้อยากเห็น ได้ยินกลายๆว่าเรื่องนิยายอะไรสักอย่าง เธอคิดว่าอาจจะเกี่ยวกับสถานที่ขายนิยายในโลกนี้หรือว่าเขาอาจจะมีแนวทางที่จะให้เธอเผยแพร่ตีพิมพ์นิยายของเธอก็ได้ คิรินเห็นว่าเอวาสนใจในเรื่องที่เขาพูดจึงยิ้มรับก่อนจะพูดขึ้น
“เคยมีเรื่องเล่าแถวบ้านน่ะครับ ว่ามีนักเขียนคนหนึ่งเขียนนิยายเรื่องหนึ่งขึ้นมาด้วยใจที่อยากจะให้เรื่องนั้นดัง และทำเป็นบทละคร เธอตั้งใจสรรค์สร้างนิยายเรื่องนั้นจนตกอยู่ให้ห้วงของนิยาย....”
“อาฮะ...ไม่มีนักเขียนคนไหนไม่รักผลงานของตัวเองหรือไม่อยากให้งานเขียนตัวเองไม่ดังหรอกนะ”
“พูดเหมือนเป็นนักเขียนมืออาชีพ”
“ก็ฉันจะเป็นไงจะทำไม”
“โอเคๆ ...ต่อนะ”
“ว่ามาสิ”
“พอนักเขียนอินกับนิยายที่ตัวเองแต่งมากๆ ก็ทำให้เกิดวิญญาณตัวละครจากนิยายที่นักเขียนคนนั้นสร้างขึ้น...เพราะจิตใจของเธอที่เขียนก็ภาวนาเหมือนกับว่าอธิษฐานจิต”
“อธิษฐานจิตเริ่มมาละ...มาแนวไหนเนี่ย”
“จะฟังต่อไหม?”
“ฟังก็ฟัง...แล้วไงต่อ?”
“แล้วด้วยว่าเรื่องมันเป็นนิยายดราม่าไง วิญญาณตัวละครที่นักเขียนสร้างขึ้นก็เกิดไม่พอใจ จึงดึงวิญญาณนักเขียนคนนั้นเข้าสู่นิยาย...จมอยู่ในห้วงของนิยายตลอดกาล”
“คุ้นๆหูแฮะ..แล้ว...วิญญาณนั้นทำไง? ไปอยู่ในร่างนักเขียนหรอ?”
“เปล่า...เพราะความโกรธแค้น เมื่อถึงวิญญาณนักเขียนเข้ามาสำเร็จ วิญญาณของตัวละครนั้นก็สลายหายไป...”
“แล้ว...นักเขียนล่ะ?”
“เห็นว่า...นอนเป็นเจ้าหญิงนิทรา...เป็นตายเท่ากัน เพราะวิญญาณไม่ยอมกลับเข้าร่าง...”
“นี่มันเรื่องสยองขวัญหรือไงเนี่ย พวกนายเชื่อด้วยหรอไง?”
เอวาพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ซ้ำยังหัวเราะออกมาเหมือนกับมันเป็นนิทานหลอกเด็ก ก่อนที่ตัวเธอเองจะเบิกตาโพลงขึ้น...มันเหมือนกับเรื่องของเธอเลย...เอวาหันไปมองคิรินที่ยืนมองเธออย่างยิ้มๆ
“คิริน...นาย...เป็นใครกันแน่?”
เอวาพูดถามเขาขึ้นอย่างนึกสงสัย เหมือนกับเรื่องที่เขาเล่านั้นเป็นเรื่องของเธอเลย เขาต้องการจะบอกอะไรเธอกันแน่...แล้วเขาคือใครกัน
“ผมก็เป็นบอดี้การ์ดคุณหนูไงครับ...ผมแค่เล่าเรื่องแถวบ้านให้ฟัง ไม่คิดจะกลัวเลยหรอ?”
“จริงหรือจ้อจี้? แค่เล่าให้กลัว?”
“ใช่น่ะสิ...ทำไมหรอ? เชื่อหรอ? ฮ่าๆๆๆ”
“ไอ้หมอบ้า!!”
เอวาหันไปตะโกนต่อว่าคิรินอย่างรู้สึกอายที่ไปหลงเชื่อเรื่องเล่าสยองขวัญของเขาที่ตั้งใจจะเล่าให้เธอกลัว แต่ถึงอย่างนั้นมันก็มีเค้าโครงเหมือนเรื่องของเธอไม่มีผิด
“คงมีแต่คุณหนูที่เชื่อมันนั่นแหละ ตอนอยู่กองทัพเล่าเป็นสิบๆเรื่อง”
เสือเดินเข้ามาตอนไหนไม่รู้หลังจากที่ไปตรวจตรารอบบ้านกับฟีฟ่าและเคนมา ทุกคนต่างหัวเราะกับความซื่อเชื่อคิรินของเธอ เอวานั่งกุมขมับมองนิยายที่ตัวเองแต่งพร้อมทำหน้าเครียด เธอไม่คิดว่าคิรินจะพูดเล่น...เหมือนกับว่า เขารู้เรื่องของเธอยังไงอย่างนั้น...
.
.
.