นิยายดราม่าต้องดราม่าสิ?

2304 Words
. . ห้องพัก “ปล่อยฉันนะ! คุณเดวิด!” เอวาพูดเสียงแข็งพร้อมกับสะบัดมือออกจากการเกาะกุมของเขา เดวิดหันกลับไม่มองเธออย่างไม่อยากเชื่อที่เธอเป็นแบบนี้ ดูไม่อ่อนปวกเปียกเหมือนตอนแรกๆที่รู้จักกันเลยแม้แต่น้อย “ข้าว...เดี๋ยวนี้คุณดูดื้อมากนะครับ มีอะไรทำให้เปลี่ยนใจไปจากผมหรอครับ?” “ไม่มีหรอกค่ะ แต่ที่คุณทำมันดูจะไร้มารยาทไปหน่อย” เอวาพูดพร้อมกับหันหน้าไปทางอื่น เดวิดจ้องมองเธอพร้อมกับนึกถึงคำตอบที่ดูไม่สมกับเป็นคู่หมั้นของเขา สองขายาวเก้าเข้าไปใกล้หญิงสาวเรื่อยๆ สีหน้าของเขาเปลี่ยนเพราะไม่พอใจกับคำตอบนั้น เอวาเดินถอยหลังจนไปติดกำแพงดวงตากลมมองเขาอย่างไม่นึกยอม...ไม่ยอมรับได้ไงว่าเขานั้นหล่อระเบิดระเบ้อขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมข้าวปั้นนางเอกถึงหลง พึ่งมาเห็นกับตาก็คราวนี้ เดวิดยกยิ้มเล็กน้อยที่เห็นสายตาของคู่หมั้นสาวตรงหน้าที่ตอนนี้กำลังกำลังจ้องมองเขาอย่างหยาดเยิ้ม ยิ่งเขายกยิ้มยิ่งดูมีเสน่ห์เหลือร้าย ใครกันนะสร้างมาได้หล่อขนาดนี้ ฉันน่ะสิ ฉันน่ะสิ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เขาเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกชนชิดติดกันรู้สึกถึงลมหายใจร้อนที่มีกลิ่นแอลกอฮอล์เล็กน้อย เอวาในร่างข้าวปั้นตาเบิกกว้างรีบยกมือขึ้นเตรียมจะผลักคนตรงหน้าแต่ทว่า... “อื้ม!...” เดวิดได้ชิงจูบของเธอไปเสียแล้ว ในหัวเริ่มหมุนจนตาลายคิดอะไรไม่ออกสักอย่าง ก่อนจะมีความคิดหนึ่งเข้ามาว่าทำไมเธอต้องมาเสียจูบในโลกนี้ให้กับคู่หมั้นที่เป็นศัตรูตัวร้ายแบบนี้ด้วย มือเล็กของเธอพยายามที่จะผลักเขาออกแต่เขากลับไม่ยอมออกไปแต่โดยดี พยายามที่จะป้อนรสจูบที่แสนขมขื่นให้เธอ เอวาทั้งผลักทั้งทุบแต่ไม่สามารถทำให้คนตรงหน้ายอมละจากริมฝีปากของเธอได้เลย “คุณหนู!!” ผลัวะ!! หมัดหนักปะทะเข้าเต็มเบ้าหน้าหล่อของเดวิดโดนที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว รู้ตัวอีกทีเขาก็โดนกระชากตัวออกจากเธอก่อนจะโดนต่อยลงไปนั่งกองกับพื้น “ใครวะ?!!” “บอดี้การ์ดของคุณหนูเอ...เอ่อ...ข้าวปั้น” “มึงไม่รู้จักกูหรอไอ้บอดี้การดโง่” “รู้ครับ แต่ดูเหมือนคุณหนูจะไม่สมยอม และอีกอย่างคุณเดวิดยังเป็นแค่คู่หมั้นยังไม่ใช่สามี ทำแบบนี้คุณหนูจะเสียหาย” มาเวลพูดพร้อมกับทำหน้านิ่งพร้อมหลุบตามองเดวิดที่นั่งเช็ดเลือกที่ไหลซิบอยู่มุมปาก เอวามองดูก็ทำหน้าแหยและคิดว่าต้องหมัดหนักขนาดไหนกันนะ เลือดถึงได้ไหลซิบซ้ำยังลงไปนั่งกองกับพื้นขนาดนั้น เดวิดยันตัวลุกขึ้นพร้อมกับจ้องมองมาเวลเขม็ง ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้ๆ ทั้งสองจ้องมองกันอย่างไม่มีใครยอมใคร จนเอวารู้สึกกลัวว่าจะมีเรื่องกันเลยเข้าไปจับแขนทั้งคู่ไว้ทั้งที่ตัวเองก็ไม่รู้จะทำสีหน้ายังไงดี “อย่ามีเรื่องกันเลยนะ ที่นี่มันงานเลี้ยง เดี๋ยวจะเป็นเรื่องใหญ่” เอวาพูดขึ้นพร้อมกับเงยหน้ามองทั้งสองคน มาเวลจึงเป็นคนที่ยอมถอยออกห่างจากเดวิดแทนก่อนจะผายมือไปทางประตู “เชิญ กลับเข้างานครับ” “คราวหน้ากูไม่ปล่อยมึงไว้แน่ ไอ้ขี้ข้า” “ไม่รับฝาก แต่ได้เสมอ” มาเวลตอบอย่างไม่คิดกลัวซ้ำยังทำสีหน้าเรียบนิ่ง เดวิดเห็นอย่างนั้นจึงยกยิ้มร้ายก่อนจะก้าวเท้าเดินออกจากห้องไป เมื่อเดวิดเดินไปจนลับสายตา เอวาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอก ถึงจะเสียจูบไปแต่อย่างน้อยก็ไม่มีเรื่องล่ะนะ เอวาคิดในใจก่อนจะเตรียมตั้งท่าจะเดินออกไปเพื่อเข้างานเช่นกัน หมับ!! “หือ? มีอะไรหรือเปล่ามาเวล?” “เมื่อกี้คุณหนู....” “อ๋อ...ช่างมันเถอะ” “........” “มันก็แค่จูบน่ะ เขาไม่ได้ทำร้ายอะไรหรอกน่า” “คุณหนูคงคิดว่ามันเป็นกำไรสินะ...เพราะเขาหล่อออกขนาดนั้น” มาเวลพูดพร้อมมองจ้องเอวานิ่งอย่างไม่สบอารมณ์ ตามนิสัยของเอวาที่อ้างตัวว่ามาจากโลกอื่นคงจะเป็นอย่างที่เขาคิด “นี่นายจะหาว่าฉันบ้าผู้ชายว่างั้น?” “ใช่” “ก็ตามนั้นแหละ เดวิดตรงสเปคด้วยสิ..พอใจยัง? ถ้าพอใจแล้วก็ปล่อยมือฉันและกลับเข้างานกันเถอะ” เอวาพูดอย่างไม่ใส่ใจนักและตั้งท่าจะกลับเข้างานเหมือนทุกอย่างปกติ แต่มาเวลกลับไม่ยอมปล่อยมือจากเธอเลยและยังคงจับมือของเธอไว้แน่นเช่นเดิมจนเอวาหันมาขมวดคิ้วให้เขา “ถ้าอย่างนั้น...นี่ก็คงถือว่าเป็นกำไร” สิ้นเสียงของเขา มาเวลก็ดึงแขนของเอวาเข้ามาหาตัวก่อนจะป้อนจูบให้เธอ เหมือนคิดจะลบล้างรอบจูบของผู้ชายคนอื่น เอวาถึงกับช็อคค้างดวงตาเบิกโพลงขึ้นอีกครั้ง ความรู้สึกอุ่นชื้นตรงริมฝีปากทำให้เธอแทบจะละลายลงตรงนั้น มันคือสัมผัสที่รู้สึกได้จริงๆ จนในสมองเริ่มสับสน ...นี่มันคือเรื่องจริงหรอ...ไม่เหมือนในนิยายแล้ว... มาเวลป้อนจูบให้อยู่เนิ่นนานแต่เอวากลับไม่ได้มีท่าทีขัดขืนเลยแม้แต่น้อยจนตัวเขาเองก็นึกสงสัย ก่อนจะยอมละจากจูบนั้นแล้วมองหน้าเอวาที่ยังคงช็อคค้าง เอวาเองก็สบตาเขาก่อนจะง้างมือขึ้น เพี๊ยะ!! “โอ๊ย!! ก็เจ็บนี่นา เจ็บๆ” เอวาพูดพร้อมกับลูบแก้มตัวเองปอยๆ หลังจากที่ง้างมือตบหน้าตัวเองเข้าเต็มแรง คราวนี้คนที่ช็อคค้างกลับกลายเป็นมาเวลแทน เขาอ้าปากค้างมองการกระทำของหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ เพราะเขาคิดว่าเธอจะง้างมือขึ้นตบหน้าเขาเสียอีกแต่เปล่าเลย...เธอง้างมือเพื่อตบหน้าตัวเอง “เธอทำอะไรของเธอเนี่ย! เสียสติไปแล้วหรือไง?” “นี่ไม่ใช่ฝันหรอ นี่มันโลกความจริงนี่...โลกความจริงอีกโลกที่ถูกขีดเขียนขึ้น...ด้วยตัวฉันเอง” เอวายังคงพูดกับตัวเองโดยไม่สนใจชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเหมือนมองไม่เห็นเขา มาเวลขมวดคิ้วแน่นกับคำพูดของเธอที่พูดออกมาโดยที่เข้าไม่เข้าใจเลยสักเรื่องที่เธอพูด เอวายังคงบ่นพึมพำกับตัวเองอยู่อย่างนั้น จนเขาต้องจับไหล่ทั้งสองข้างของเธอแล้วเขย่าตัวเธอแทน “นี่! ยัยคุณหนู!” “มันต้องไม่ใช่แบบนี้สิ...ฮะๆ? เอ่อ...อือ...ว่า?” “เธอ...ไม่โกรธฉันหรอกหรอ?” “เดี๋ยวค่อยโกรธนะ ขอเครียดก่อน” เอวาพูดพร้อมกับหันไปคุยกับตัวเองอีกครั้ง มาเวลถึงกับอึ้งในคำตอบของเธอแทน ก่อนที่เขาจะยิ้มออกมาพร้อมกับหัวเราะเบาๆ และคิดว่ามีคนแบบนี้อยู่ด้วยหรอเนี่ย “หึๆๆ...” “หัวเราะบ้าอะไรล่ะ นี่มันเรื่องเครียดนะ” “เครียดเรื่องอะไร ไหนลองพูดสิ” “พูดไปนายก็ไม่เข้าใจหรอก นี่มันเรื่องความเป็นความตายของฉันเลยนะ” “แค่จูบนี่ยังเป็นเรื่องขนาดนั้นเลย? ถ้าทำลูกจะขนาดไหน?” “ใครจะทำลูก! จะทำต้องไม่มีลูกสิ ฉันไม่ชอบเด็ก!...เดี๋ยวนะ มันไม่ใช่เรื่องนี้นี่” เอวาพูดเถียงมาเวลที่ยืนพูดพร้อมกับเอามือล้วงกระเป๋าอย่างยิ้มๆ ก่อนจะพึ่งนึกได้ว่าตัวเองกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่ ก่อนจะสะบัดศีรษะรัวๆ แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติตัวเอง “เอาไว้ก่อนแล้วกัน รีบเข้างานก่อนเถอะ” “หืม? ไม่ยืนเครียดต่ออีกหน่อยหรอ?” “ไม่ล่ะ หิว” “เหอะ...เธอเป็นใครกันแน่วะเนี่ย” มาเวลพูดพร้อมกับส่ายหน้าไปมาอย่างไม่อยากจะเชื่อกับนิสัยของหญิงสาวตรงหน้า เอวาที่ก้าวเดินไปแล้วสามก้าวก็เดินถอยกลับมาพร้อมกับเอี้ยวตัวจ้องหน้าของเขา “เป็นคุณหนูของนายไง” เธอพูดจบก็เดินออกไปอย่างอารมณ์ดีที่จะได้ลงไปทานอาหารหรูหราด้านล่างนั่น มาเวลอ้าปากค้างมองเอวาที่เดินจากไปอย่างอึ้งๆกับความไม่แยแสอะไรของเธอ “เรา...พึ่งจูบกันไปไม่ใช่หรอวะ? ...หรือเราแค่ยืนฝัน?...ไม่นะ...ก็จูบจริงไม่ใช่หรอวะ...” มาเวลนึกขึ้นอย่างเอะใจ ความที่เอวาไม่แสดงท่าทีใดๆนั้น กลับทำให้เขาสับสนเสียเอง ก่อนจะกะแอมกับตัวเองแล้วปั้นหน้านิ่งเดินตามคุณหนูเอวาของเขาออกไปที่งานด้วยใบหน้าที่ขมวดคิ้วมุ่นเหมือนไม่พอใจนัก เอวาเดินไปหาผู้เป็นพ่อพร้อมกับทำความรู้จักกันคนที่พ่ออยากให้รู้จัก อย่างไรเขาก็คือพ่อในโลกนี้ก็ต้องทำตามน้ำ เธอยังคงทำตัวเหมือนปกติ ไม่ได้มีทีท่าผิดแปลก มาเวลที่เดินกลับมายืนประจำจุดก็ทำได้แค่จ้องมองท่าทีของเธออยู่เงียบๆ อย่างไม่เข้าใจ เคนที่กำลังเดินตรวจตราอยู่รอบๆ เห็นสีหน้าของเพื่อนตนก็อดไม่ได้ที่จะมองตามสายตาของเพื่อนแล้วยกยิ้ม “คุณหนูทำอะไรให้ไม่พอใจหรอเพื่อน? จ้องเหมือนจะกินหัวอย่างนั้น” “เปล่า...แค่แปลกใจ” “เรื่อง?” “ช่างเถอะ....” มาเวลพูดตอบเพื่อนของตนแค่นั้นก่อนจะเดินตามร่างบางที่เดินออกห่างจากสายตาของเขาไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะไปยืนในจุดที่สามารถมองเห็นเธอได้ เคนมองตามเพื่อนของตนอย่างนึกสงสัยแต่ก็คิดว่าคงทำตามหน้าที่ ก่อนที่เขาเองก็เดินไปตามจุดที่ไม่ห่างจากคุณหนูของตนมากนักเช่นกัน เอวายังคงทำหน้าที่คุณหนูทั้งที่มีเดวิดคอยโอบเอวอยู่ข้างๆตลอดงาน แต่เธอก็ปฏิเสธไม่ได้เพราะว่าอย่างไรเขาก็เป็นคู่หมั้นแม้ใจจะอยากสะบัดมือที่ลุ่มล่ามนั้นออกเต็มทีก็ตาม ภาพเหล่านั้นอยู่ในสายตาของมาเวล แม้เขาจะไม่ค่อยสบอารมณ์นักแต่ก็ทำได้แค่ยืนมมองเพราะพ่อของคุณหนูก็ยืนอยู่ด้วย เหล่าเพื่อนๆ บอดี้การ์ดต่างก็จ้องปฏิกิริยาของมาเวลและหันไปมองหน้ากันไปมาพร้อมยกยิ้ม ก่อนจะพูดใส่หูฟังเพื่อจะสื่อสานกับเพื่อนๆ “มึงว่าไอ้มาเวลมันเป็นไรวะ?” -คิริน “มันปวดขี้มั้ง” -ฟีฟ่า “แต่กูว่ามัน...จ้องคุณหนูนั่นแปลกๆ” -เสือ “อย่าบอกนะว่าหลงเสน่ห์คุณหนูนั่น” -เคน “เราเป็นบอดี้การ์ดจะมาคิดแบบนั้นกับคุณหนูได้ยังไง” -ซีล “ไม่ได้เด็ดขาด กูต้องไม่มีคู่แข่งเพิ่ม” -ตะวัน “น่าสนใจตรงไหนวะ” -เคน “ตกหลุมรักความแปลกน่ะสิกูว่า ถึงคุณหนูจะดูไม่ค่อยเต็มก็เถอะ” -คิริน “พวกมึงครับ...รู้ใช่ไหมว่ากูได้ยิน” -มาเวล “อ้าว ลืมไปว่ะ” คิรินพูดอย่างขำๆ เพราะเขารู้ดีอยู่แล้วว่ามาเวลต้องได้ยิน แต่เขาเองก็อยากจะรู้ว่าเพื่อนของตนจะตอบว่าอะไร แต่ไม่คิดว่าเขาไม่ตอบเรื่องที่คุยกัน ซ้ำยังมองจ้องเอวาไม่วางตา ฟีฟ่ามองท่าทีของมาเวลก็อดที่จะส่ายหน้าไปมาไม่ได้ พร้อมกับคิดว่าน่าสนใจตรงไหน แปลกก็แปลก ไม่สมกับเป็นคุณหนูที่พวกเขารู้จักเลยสักนิด เหมือนดูแลคนสวมรอยเสียมากกว่า และเธอยังดูเหมือนจะรู้เรื่องของพวกเขามากเกินไปเสียอีก “กูรู้นะไอ้ฟ่า ว่ามึงคิดอะไรอยู่” -คิริน “แล้ว?” -ฟีฟ่า “กูก็คิดเหมือนมึงครับ” -คิริน “แล้วจะพูดเพื่อ?” -เสือ “คิดอะไรกันเหรอ? บอกกูบ้างสิ” -ตะวัน “มีอยู่สองคนล่ะมั้งที่ไม่รู้เรื่อง” -เคน “หมายถึงกูใช่ไหม?” -ซีล “พวกมึงจะตั้งใจทำงานกันได้ยัง?” มาเวลพูดอย่างหัวเสีย ที่เพื่อนๆเอาแต่คุยกันไม่สนใจงว่าคุณหนูของพวกเขาหายจากสายตาไปไหนแล้ว เหลือแต่พ่อของเธอและคู่หมั้นเท่านั้น ทุกคนเริ่มเดินหาเอวาเว้นก็แต่ซีลและตะวันที่ต้องยืนเฝ้าดูแลผู้ว่าจ้างอย่างพ่อของเธอ “ห้องน้ำไม่มี” -เสือ “ไอ้โรคจิตเข้าห้องน้ำผู้หญิง” -คิริน “ต้องตรวจดูครับเนอะ พูดซะกูดูแย่เลย” -เสือ “ระเบียงไม่มี” -เคน “ในงานก็ไม่มี” -ฟีฟ่า “ไอ้เวลมึงไปดูที่สวนข้างๆที่จัดงานดิ” คิรินบอกเพื่อนของเขาเสียงเรียบ สถานการณ์เริ่มเคร่งเครียดขึ้นมาแล้วเมื่อหาทุกที่ในงานแต่ดันไม่เจอตัวยัยคุณหนูของพวกเขา “อืม” มาเวลตอบรับสั้นก่อนจะก้าวขายาวๆออกจากงานไป พร้อมกับวิ่งหาในสวนรอบๆอาคารที่จัดงาน คนอื่นๆก็เริ่มเดินหาทั่วงานจนวุ่นวายไปหมด “เจอไหม?” ซีลพูดอย่างกังวลใส่สายมอทอคช่องทางการติดต่อเดียวที่พวกเขามี.... . . .
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD