แสงยามอรุณฉายส่องเข้ามาคล้ายกำลังโอบกอดอย่างอ่อนโยน....
แพขนตาหนาค่อยๆ เปิดขึ้นช้าๆ ก่อนจะกะพริบถี่เพื่อปรับให้เข้ากับแสงสว่างอันน้อยนิดในห้อง พบกับเพดานสีขาวซีดของห้องพักฟื้นผู้ป่วย ในตอนนี้ฉันอยู่โรงพยาบาล รู้สึกปวดที่แขนจากการถูกเศษกระจกบาดแต่ความเจ็บปวดทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความสับสนในใจฉัน ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนยังคงชัดเจนในความทรงจำ รอยยิ้มของแวมไพร์ตนนั้นที่จ้องมองฉันยังอยู่ในหัว เขี้ยวแหลมคมจมลงบนผิวเนื้อของเหยื่อและที่สำคัญที่สุด...
"หมอนั้น!! คนที่โผล่มาตอนนั้น ใช่คนเดียวกันแน่นอน แต่ว่านะคนอะไรหล่อฉิบหายเลย เขาเป็นสัตว์ประหลาดที่คงจะงดงามที่สุดเลยก็ว่าได้ ทรงน่าทำสามีมากเลย"
แต่ว่านะเขาช่วยชีวิตฉันจากเงื้อมมือแวมไพร์ผู้มีดวงตาสีโลหิตและทรงพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวตอนนั้นที่ฉันลืมตาเขากำลังลบความทรงจำแต่ฉันก็ยังจำได้ทุกอย่าง แสดงว่าเขาไม่ได้ลบความทรงจำของฉัน จำได้แม้กระทั่งความอบอุ่นจากมือของเขาที่แตะลงบนหน้าผากฉัน ปกติแวมไพร์มือต้องเย็นอย่างน้ำแข็งแล้วทำไมฉันถึงกลับคิดว่ามันอุ่น คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวของฉันที่สงสัยเต็มไปหมด แต่ในขณะเดียวกันฉันก็อยากรู้อยากเห็นมาซะอย่างงั้น
"เฮ้อ น่าจะบ้าแล้วฉัน ไปคิดว่าตัวแวมไพร์อุ่น "
เวลาผ่านไปประมาณสามสิบนาที...
ประตูห้องพักผู้ป่วยเปิดออกอย่างดัง เล่นเอาฉันสะดุ้ง ซากุระและอิซามูเพื่อนร่วมทีมของฉันพุ่งเข้ามาในห้องด้วยความร้อนใจใบหน้าทั้งคู่เต็มไปด้วยร้อนรุ่มกลุ้มใจ
"มินาโกะ!"
ซากุระเรียกชื่อฉันก่อนจะโผเข้ามากอดฉันแน่น อิซามูเดินตามมาสบทบ โอบกอดฉันทำให้รู้สึกหายใจไม่ออก
"หายใจไม่ออกปล่อยกันได้แล้วทั้งสองคน จะตายเพราะพวกเธอล่ะ"
"ขอโทษก็เป็นห่วง พวกยูกิจะมาแต่งานมันเยอะเลยออกมากันไม่ได้เลย แกเป็นยังไงบ้าง? เจ็บมากไหม พวกฉันรู้ก็รีบมาหาเลยนะ"
ฉันยิ้มเจื่อนแต่แล้วก็หุบยิ้ม "ฉันไม่เป็นไร แค่แผลถลอกนิดหน่อย แต่ว่าใครที่โทรไปบอกพวกเธอกัน"
"ก็พยาบาลไงที่โทรมาบอกพวกเรา"
"ทำไมล่ะ หรือมีใครมากกว่านั้นที่ช่วยแกไว้เหรอ" อิซามูถาม
"ไม่รู้สิ จำไม่ได้แล้ว แต่ฉันก็รอดมาได้ สบายมาก"
"ต้องรอดสิถ้าไม่รอดพวกฉันคงจะได้ไปฆ่าพวกมัน จริงๆ แล้วพ่อแม่และพี่ชายแกจะใจร้ายใจดำไปถึงไหน ไม่คิดจะมาเยี่ยมกันเลยเหรอ"ซากุระพูดขณะกำลังปอกส้ม
ใบหน้าฉันยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนเลยส่ายหน้า "ช่างเถอะ ฉันไม่ได้คาดหวังให้พวกเขามากันอยู่แล้ว พวกแกก็รู้ดี..."
"เฮ้อ เพราะแบบนี้ไง พวกฉันถึงห่วงแกมากเป็นพิเศษ รอดูได้เลยว่าแม่แกจะต้องอารมณ์ไม่ดีแน่นอน"
ฉันเบี่ยงหน้าออกไปนอกหน้าต่างเพราะโกหกพวกเขาว่าจำอะไรไม่ได้แต่ที่จริงฉันเองที่ไม่อยากจะบอกใคร ตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่ เขาจะรู้ไหมว่าฉันฟื้นขึ้นมาแล้วจำได้ทุกอย่าง
ผมที่ยืนฟังอยู่หน้าประตูห้องพักของเธอ กลับเงี่ยหูฟังเสียงสนทนาที่ดังเล็ดลอดออกมาจากด้านใน
"มินาโกะ จำไม่ได้จริงเหรอๆ"
"อืม ขอโทษนะ..."
มือกอดอกพิงกำแพงฟังจากน้ำเสียงที่ร่าเริงสดใสขนาดนี้คงจะหายดีแล้ว ผมที่ลองพิสูจน์ว่าการลบความทรงจำของเธอทั้งที่จริงไม่ได้ลบความทรงจำเลยแค่ให้พลังเธอหายเร็วขึ้นการที่เธอแกล้งจำไม่ได้แปลว่าเธอกำลังตามเกมของผมอยู่นั้นเอง เป็นไปตามที่วางไว้ จากนี้ผมจะเข้าหาเธออย่างจริงจัง
ขณะเดียวกันทางฉันที่พิงกำแพงถือกระดาษให้พวกอิซามูกับซากุระพูดเพราะรู้ว่าเขาต้องมาแน่นอน กลิ่นตัวของเขาเป็นเอกลักษณ์ทำให้ฉันรับรู้ได้ทันทีว่านั้นเป็นเขา ทั้งซากุระและอิซามูสายตาประสานกันด้วยความงุนงงว่าทำไมฉันถึงเขียนในกระดาษเพราะเขานั้นเป็นแวมไพร์ที่หูดีเกินไป...
วันถัดมา...
ฉันที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วไม่อยากจะอยู่เฉยๆ กำลังแต่งตัวอยู่ในห้องนอน มือหยิบเสื้อเชิ้ตขึ้นมาสวมใส่อย่างเชื่องช้าเพราะยังเจ็บแผลอยู่กับท่าทางเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียจากการทำรายงาน ฉันที่เดินลงบันไดเดินเข้าไปใน ห้องครัวไปเอามือหยิบขนมปังในถุงเอาออกมาหนึ่งแผ่น หยิบแยมสตรอว์เบอร์รี่ เปิดฝาใช้ช้อนตักขึ้นมาใส่บนขนมปังนุ่มๆ ปาดไปมา จากนั้นอ้าปากกัดไปหนึ่งคำ
ทันใดนั้นเสียงข่าวจากโทรทัศน์ก็ดังขึ้นทำให้ฉันหยุดชะงัก ที่มองหน้าจอทีวี ก็พบกับข่าวใหญ่ที่กำลังออกอากาศ
"ข่าวใหญ่สีสันรายงาน! แวมไพร์ออกอาละวาดทำร้ายประชาชนกลางเมืองตอนดึก โปรดระวังคนรอบข้างของคุณให้ดี อาจจะมีแวมไพร์อยู่ก็เป็นไปได้"
ภาพข่าวแสดงให้เห็นภาพความเสียหายในร้านอาหารเมื่อตอนนั้น เศษกระจกแตกกระจายเกลื่อนพื้นมีแต่รอยเลือดเปรอะเปื้อนไปทั่วและภาพมีฉันที่กำลังถูกแวมไพร์กำลังทำร้าย
ดวงตาเบิกกว้างอย่างตกตะลึงคนในภาพนั้นคือฉันแต่ในวิดีโอกลับไม่เห็นเขาที่กำจัดแวมไพร์ตนนั้นเลย
"ไม่จริงน่า....แย่แล้วฉัน"
ข่าวแพร่กระจายออกไปด้วยความเร็วแสง ประชาชนเริ่มแตกตื่นทันที พวกเขาไม่คิดว่าจะมีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ฉันรู้ว่าฉันเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องทั้งหมดนี้ถ้าฉันไม่ไปสวนสาธารณะก็คงไม่มีใครรู้ ทำไมตัวเองช่างโง่เขลาแบบนี้นะ
บริษัทแพนโดร่า....
ภายในห้องทำงานอันหรูหราบนชั้นสูงสุดของบริษัท ผมนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้และยกเท้าสองข้างวางบนโต๊ะ กระดิกขาอย่างสบายใจมองออกไปนอกหน้าต่างมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองใหญ่ที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
ทันใดนั้นเสียงประตูห้องทำงานก็เปิดออก มาร์ชินก้าวเข้ามาด้วยท่าทีนอบน้อม
"ท่านราชา ผมได้สั่งให้สำนักข่าวลบ ข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อคืนทั้งหมดแล้วครับหลังจากเผยแพร่ไป"
"ดีมาก ฉันแค่ต้องการให้โลกใบนี้รู้ว่ามันไม่ได้สวยงาม ไปปิดปากคนพวกนั้นซะ"
"ครับท่าน"
"อ้อ แล้วเรื่องการตามหาแม่มดล่ะ ไปถึงไหนแล้ว?"
"เรายังไม่พบเบาะแสใดๆ ครับ แต่ผมได้สั่งให้ลูกน้องของเราออกตามหาทั่วเมืองแล้วครับ"
ผมเอาเท้าทั้งสองลงมือประสานวางบนโต๊ะ สีหน้าแสดงอาการไม่ได้ดั่งใจ
"มันต้องซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งในเมืองนี้แน่ ต้องหาตัวมันให้เจอโดยเร็วที่สุด อยากจะยืนยันว่าเธอคนนั้นมีพลังที่ฉันตามหาหรือเปล่า"
มาร์ชินโค้งคำนับแล้วเดินออกจากห้องไป ผมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลง ภาพของเธอที่ถูกแวมไพร์ทำร้ายตอนนั้นยังคงติดตาผม สีหน้าของเธอที่หวาดกลัวแวมไพร์ มันยิ่งทำให้ผมนั้นยิ้มอย่างกระหยิ่มอิ่มใจ
สำนักงานเอฟบีไอซีซี...
ฉันเม้มปากเป็นเส้นตรงสายตาตัดพ้อต่อชีวิตเพราะได้รับข้อความจากพี่ชายของฉันที่ก่อตั้งบริษัทนี้มาจะเรียกว่าเป็นเจ้านายของฉันเลยก็ว่าได้ คาโอรุที่ต้องมาช่วยงานทางฝั่งนี้ชั่วคราวบอกให้ฉันมาพบพี่ชายโดยด่วน นั้นทำให้ฉันเดาได้เลยว่าคงจะเป็นเรื่องในข่าวเมื่อเช้าแน่นอน ไม่มีเรื่องอื่นที่พี่จะเรียกตัวและในห้องก็น่าจะมีพ่อแม่อีกตามเคย
เมื่อฉันไปถึงหน้าห้อง ลูกน้องที่เฝ้าหน้าประตูพวกเขาเคาะประตูบอกว่าฉันมาถึงแล้ว พอประตูเปิดออกขาเดินก้าวเข้าไปในห้องสายตาเห็นพี่ชายเรียวจิใบหน้าที่หล่อ ผมสีมอลค่า ดวงตาสีชาไข่มุก มีไฝตรงมุมล่างปากขวา สายตาเหลือบไปก็พบว่ามีพ่อแม่อยู่ด้วย ตามที่เดาไว้ไม่มีผิด ทั้งสามคนนั่งอยู่บนโซฟาด้วยสีหน้ามืดมน
"มินาโกะ มาหาแม่นี่" แม่ของฉันพูดขึ้น ทันทีที่เห็นฉัน
ขาข้างซ้ายมันไม่อยากจะก้าวเดินแต่จำเป็นที่ต้องเดินเข้าไปอย่างช้าๆ ฉันรู้สึกถึงบรรยากาศอึดอัดที่แผ่ปกคลุมไปทั่วห้องทันทีที่ฉันเข้ามาใกล้ แม่ฉันผมสีน้ำผึ้งดวงตาสีกาแฟ ผิวอมชมพู ส่วนพ่อคล้ายกับพี่เรียวจิ ทุกอย่าง แม่ลุกขึ้นแล้วเดินตรงมาหาฉันก่อนจะยกฝ่ามือฟาดใบหน้าด้วยแรงโทสะ
เพียะ!!
ใบหน้าฉันหันตามแรงตบของแม่ ฉันเอามือขึ้นมาจับแก้มเบาๆ
"คุกเข่าเดี๋ยวนี้!"
สีหน้าฉันแสดงความไม่พอใจ มีแต่ต้องทำตามคำสั่งของแม่ เลยคุกเข่าประสานมือทั้งสองข้างรองศีรษะหรือท้ายทอย
"ฉันเลี้ยงแกมาเสียเงินมากมาย แต่ดูแกทำตัวหน้าไม่อาย!"
"แกคิดว่าตัวเองมีกี่ชีวิตถึงได้ เอาตัวเองไปยุ่งกับเรื่องแบบนั้น ฉันย้ายงานให้จะได้ไม่สร้างความเดือดร้อน แต่สิ่งที่แกทำกลับทำให้ครอบครัว ฉันต้องมาเจอแต่ปัญหาอยู่ได้ ฉันไม่น่าเลี้ยงแกมาเลย"
"แกไปยุ่งเรื่องกับแวมไพร์ได้ยังไง หรือว่าแกได้กับเจ้าปีศาจนั้นแล้ว"
"แม่!!"
"อย่ามา...ขึ้นเสียงใส่ฉันนะ เป็นแค่ลูกเลี้ยงก็ต้องเชื่อฟังฉัน"
มือกำหมัดแน่นจ้องหน้าอย่างจะเอาเรื่องให้ได้
"จ้องหน้าฉัน อวดดีหนักนะ! นังลูกทรพี"
"พอๆ คราวหลังแกอย่าทำเรื่องโง่ๆ อีก ตัวเองไม่ใช่ฮีโร่ จำไว้ด้วย" พ่อของฉันพูดขึ้น
"หนูขอโทษค่ะ"
สายตามองพี่ชายของฉันที่ไม่เคยช่วยอะไรเลย แถมเบี่ยงหน้าทำเป็นไม่รู้ไม่รู้ชี้อะไรพร้อมเอาขนมมาล่อและยกมือไหว้ขอโทษ พอเวลาผ่านไปพ่อแม่ก็กลับไปที่อเมริกา ไปมาๆ อย่างกับรวยล้นฟ้าจะบอกว่าก็รวยจริงๆ
"เจ็บมากไหม พี่อยากจะช่วยนะ แต่พี่เองก็ขัดแม่ไม่ได้เลย พี่ขอโทษนะ ที่ไม่ได้ไปเยี่ยม งานมันยุ่งมากเลย พ่อแม่ก็รีบกลับมาจากต่างประเทศเพราะได้ข่าวของเราเลยนะ"
"ไม่ต้องมาขอโทษพี่ติดสาวไม่ใช่หรือไงถึงไม่มาเยี่ยมน้อง เรื่องนี้น้องรู้ดีนะ อย่ามาโกหกเลย"
"....."
ปากกำลังจะขยับพูดแต่แล้วก็นึกได้ว่าเขาจะแอบฟังหรือเปล่า มือเลยหยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความส่งให้พี่ เขาเปิดมือถือจ้องหน้าจอไม่กะพริบตา ฉันบอกว่ามีแวมไพร์อีกตนแต่เขาไม่ใช่คนไม่ดี เขาช่วยเหลือน้องไว้ ตอนนี้ในประเทศของเราน่าจะมีแวมไพร์อีกหลายตัว
"เรื่องจริงเหรอ ที่น้องบอกพี่ แล้วต่อจากนี้น้องจะทำยังไงต่อไป..."
ฉันเดินไปอยู่หน้าต่างบานใหญ่ เห็นคนเดินไปมานิ้วที่ดีดราวกับสมองครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันหน้ากลับมาหาพี่เรียวจิ
"การไล่ล่ากำลังเริ่มขึ้น..."