CHAPTER 3
บางครั้งการไปสถานที่ที่ไม่อยากไปแต่ต้องฝืนไปมันก็ทำยากเหมือนกันนะ อยากที่ต้องเจอกับความทรงจำอันเลวร้ายบ้าบอพวกนั้น
ยากที่ต้องมารับรู้เรื่องราวชวนตอกย้ำไม่มีที่สิ้นสุดทว่าจะทำยังไงได้การหลีกเลี่ยงไม่ใช่สิ่งที่ควรทำการเผชิญหน้าต่างหาก
นี่คือสิ่งที่ฉันยังเลือก
“สบายดีมั้ย?”
“...”
“ฉันสบายดีนะ ไม่ต้องห่วง”
“...”
“คงเหงาแย่เลยอยู่ที่นั่น... หัดสู้คนเสียบ้างสิอย่าให้ใครมาทำร้ายได้อีกนะ ดูฉันเป็นตัวอย่างเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังตีนขนาดนี้...”
“...”
ถึงจะพูดติดตลกรั้งท้ายแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับจากบุคคลที่กำลังคุยด้วยหรอกต่อให้อยากได้ยินเสียแทบตายยังไงมันก็ไม่สามารถเป็นไปได้อยู่แล้ว การที่พูดออกมาแบบนี้ก็ไม่ได้การันตีอีกเหมือนกันว่าอีกคนที่คิดว่าเธอซึ่งคู่สนทนาจะรับรู้ได้แม้แต่ความรู้สึกแต่มันเป็นทางเลือกที่เหลือเพียงทางเดียวของฉัน
เธออยู่อีกโลกหนึ่งไปแล้ว
เธอไม่สามารถทำอะไรในโลกใบนี้ได้อีก
“ฉันเอาของที่เธอชอบมาให้ด้วย” ช่อดอกลิลลี่สีชมพูถูกวางด้วยมือเรียวขาวซึ่งดวงตาภายใต้แว่นตาดำขนาดใหญ่จดจ้องอยู่จุดเดียวสะท้อนกับรูปผู้หญิงคนหนึ่ง เธอยิ้มกว้างสดใสประกอบด้วยดวงตาอันหวานฉ่ำผมสั้นรับเข้ากับใบหน้ากลมดูเผินๆ เหมือนยังมีชีวิตอยู่แต่น่าเสียดายที่เธอได้จากโลกใบนี้ไปแล้วทั้งที่อายุไม่ถึง 20 ด้วยซ้ำในตอนนั้น “เป็นกำลังใจให้ฉันด้วยนะ”
ฉันพูดขึ้นพลางหลับตาลงเพื่อกล้ำกลืนความรู้สึกอ่อนแอลงไปให้หมด ชีวิตของคนเราจะมีความสุขอยู่ไม่กี่อย่างหรอกหนึ่งในนั้นก็คือ ครอบครัวที่สมบูรณ์ทว่าในชีวิตฉันไม่ได้สัมผัสมัน ผู้หญิงด้านหน้าก็เหมือนกัน
ฟาง... พี่สาวฝาแฝดของฉัน
เธอแค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกทำร้าย
เธอแค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่เหมือนตายทั้งเป็น
และเธอก็เลือกทางที่ใครๆ ในโลกนี้ไม่น้อยเลือกทำ
“ส่วนอันนี้ของตาหนู...” กล่องสี่เหลี่ยมสีน้ำเงินอ่อนผูกโบว์สีฟ้าอ่อนวางไว้คู่กันข้างช่อดอกลิลลี่ ภายในไม่มีอะไรหรอกก็แค่คุกกี้อัลมอนด์ไม่กี่ชิ้นที่ถูกทำขึ้นสดจากตอนเช้า “ทานให้อร่อยนะครับอย่าดื้อกับป้าฟางล่ะ”
ในขณะที่พูดคล่องเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ทุกคนไม่ได้เข้ามารู้ในใจฉันว่าความจริงแล้วมันรู้สึกยังไง ปกติงั้นเหรอเหอะ... บ้าแล้ว
จุดๆ นี้มันเลยทุกอย่างแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เสียใจ
“คิดถึงลูกมากนะครับ”
คิดถึงแต่ก็ทำได้แค่นี้...
ฉันทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว...
“ส่วนฟาง... จำได้มั้ยว่าฉันเคยบอกอะไร เคยย้ำอะไร ฉันจะตามจองเวรทุกคน ฉันจะรับกรรมทุกอย่างจากการกระทำตัวเอง ฉันจะทำให้คนพวกนั้นได้กระอักเลือดเหมือนที่มันทำกับเรา ฉันจะไม่ปรานีใครแม้แต่มัน ได้ยินใช่มั้ยเธอได้ยินชัดแล้วก็ไม่ต้องเป็นคนดีเข้ามาห้ามในความฝันอีกไม่ต้องให้ลูกเข้ามาให้ฉันเห็นซ้อนกับผู้ชายคนนั้น มันจะต้องเจ็บกว่าพวกเรายังไงฉันก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจแน่ขอแค่อย่างเดียวอยู่ที่นั่น... ขอให้ดูแลลูกให้ฉันก็พอ ดูแลให้ดี”
ทุกครั้งที่มาฉันขอภาวนาแค่นี้ต่อหน้าฝาแฝดของตัวเอง
ลูก...
เขาเป็นลูกชายนะ
ลูกชายที่ฉันเคยเห็นหน้าเห็นทั้งตัวเป็นก้อนกลมๆ เชียว เขาเด่นมากโดนเฉพาะจมูกโด่งจริงจังเห็นแค่ในตอนอัลตร้าซาวครั้งแรก ตัวเล็กกลมแต่ว่าหัวใจกับเต้นแรงตึกตักในยามที่เขาดิ้นเคลื่อนตัวสามารถเรียกรอยยิ้มทั้งที่เราไม่เคยได้เห็นหน้าในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่เคยได้จับมือ ไม่เคยได้หอมแก้มสักครั้ง ไม่เคยได้สบตากันแต่กลับต้องจากกันทิ้งแค่ความทรงจำเป็นเครื่องตอกย้ำความเจ็บปวด
ถ้าฉันดูแลเขาให้ดีคงไม่เป็นแบบนี้ ถ้าฉันไม่โง่งมเขาจะไม่จากไปทั้งที่ยังไม่ได้ลืมตา
มันผิดที่ฉัน ผิดที่พวกนั้น...
Rr...
แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นขัดกับความคิดที่เริ่มเพ้อไปไกลจากปัจจุบันมาก มันคืออดีตที่ไม่เคยลืมเลือนได้เลยสักครั้งเดียว
“อืม... ว่าไงเฟย์”
[เป็นอะไร หวัดเหรอ?]
“ใคร? คนอย่างฉันเหรอที่จะเป็นหวัดไม่อ่ะ คิดมาก”
[แล้วไปแล้วเสียงคัดจมูกนึกว่าไม่สบาย เป็นไงบ้างอยู่ที่นั่น]
“ก็ดี”
[ขอขยายความมากนี้หน่อยสิแฟน]
ฉันจำเป็นต้องลุกขึ้นก่อนถอนหายใจยาวให้ปลายสายรับรู้ ถึงแม้จะได้ยินเสียงหัวเราะออกมาแต่มันก็ไม่ใช่เสียงหัวเราะที่บ่งบอกถึงความสุขนักหรอก เก้าสิบเปอร์เซ็นมันคือความคิดมากมากกว่า ทำไมฉันถึงจะไม่รู้ความคิดของพี่สาวตัวเองล่ะอาการพวกนี้มันเป็นแค่เครื่องบังหน้าปกปิดความเจ็บปวดเท่านั้นเอง
“ก็ดีหมายถึงมหาลัยสวย ห้องเรียนติดแอร์ทุกห้อง การเรียนการสอนโอเค เริดทุกอย่างแม้กระทั่งคอนโดก็หรูอยู่ได้อย่างสบาย ไปไหนมาไหนสะดวกแค่นี้โอเคมั้ย”
[แล้วตัวแฟนโอเคเปล่า]
“หมายความว่าไงก็ต้องโอเคสิ ดีทุกอย่างขนาดนี้”
[หมายถึงจิตใจนะแฟน]
จิตใจงั้นเหรอ... ไม่หรอก
“...”
ฉันเลือกไม่ตอบเพราะไม่อยากโกหกสู้ไม่ตอบดีกว่า
[ตั้งใจเรียนด้วยอย่ามัวแต่ทำเรื่องอื่น]
“...”
เรื่องอื่น...
เฟย์ย้ำแบบไม่พูดถึงมันแต่ฉันกลับรู้ดี
[ได้ยินชัดมั้ยแฟน พี่ไม่อยากให้เราไปที่นั่นเลยเรียนที่เดิมก็ดีอยู่แล้ว จุดมุ่งหมายที่เธอตั้งไว้มันไม่มีประโยชน์อะไรหรอกนะอาจทำให้เรื่องมันบานปลาย]
“มันบานปลายตั้งแต่เริ่มแล้วเฟย์”
[แฟน... พี่คงห้ามไม่ได้ใช่มั้ย?]
ใช่...
ฉันตอบในใจไม่ได้เปล่งเสียงออกไปเพราะไม่อยากทำให้คนปลายสายเป็นกังวลใจมากกว่า เรามีกันแค่สองคนพี่น้องทั้งที่มันไม่ควรเป็นเลย
สามปีก่อนฟางจากพวกเราไป
อีกเดือนลูกก็จากฉันจากพวกเราไป
ถัดต่อมาอีกสองเดือนกว่าแม่ก็จากพวกเราไป
มันไม่บานปลายงั้นเหรอ?
มันยังไม่ควรเข้ามาแก้แค้นงั้นเหรอ
คงเป็นไปไม่ได้ถ้าฉันจะยังคงยิ้มใจดีกับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของตัวเอง จุดเริ่มต้นต่อจากนี้ก็ไม่ใช่ที่จะมีความปรานีด้วย ครอบครัวฉันไม่เหมือนเดิมอีกแล้วคิดเสมอว่าเวลาจะช่วยรักษาจิตใจแต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้น กว่าจะผ่านมาได้ต้องดิ้นรนต่อสู้หลายอย่างน้ำตาจึงเป็นส่วนประกอบสำคัญในชีวิตไปแล้ว
ปากก็บอกสู้แต่ใจกับไม่เป็นเช่นนั้น
“แล้วสบายดีมั้ย ที่บ้านหนาวหรือยัง?”
[ลมหนาวมาแล้ว ตอนเช้าสวยมาก]
“แล้ว...”
[เขาสบายดี ถามหาเธอทุกวันทุกคืนรีบกลับมาเที่ยวบ้านด้วยถ้ามีเวลา อย่าปล่อยให้เขาคิดถึงนานรู้ใช่มั้ย]
“รู้บอกให้หน่อยนะว่าฉันรักและคิดถึงมากเหมือนกัน” ในที่สุดน้ำตาก็ไหลออกจากหางตาฉันจนได้พยายามกระพริบตาถี่แค่ไหนก็ไม่ช่วยอะไรเลย “ส่วนเธอก็รักษาสุขภาพด้วยขอร้องอย่าเป็นอะไรไปอีกคน... เธอต้องอยู่กับฉันและเขานะเฟย์”
[รู้หน่า พี่ไม่ทำหรอกเธอย้ำมาสามปีแล้วนะ]
“ไม่รู้สิ... ฉันไม่อยากเจอความสูญเสียอีกแล้ว คิดถึงเธอนะ”
หลังจากวางสายไปฉันก็เลือกมองไปยังพี่สาวฝาแฝดของตัวเองพร้อมกับมองกล่องขนมสีน้ำเงินอ่อนกล่องนั้นอีกครั้งหนึ่งภาวนาในใจให้พวกเขาทั้งสองเป็นกำลังใจให้ตัวเองด้วย แค่นั้นฉันก็เดินออกมาจากที่ตรงนั้นมุ่งหน้าไปยังรถที่จอดห่างออกไปนิดหน่อย
นิดหน่อยที่แปลว่าค่อนข้างไกล
นิดหน่อยที่แปลว่าไม่นิดหน่อยเลยแหละ
ตรงข้ามกันมากกว่าแต่ใช้คำพูดเพื่อย่นระยะทางต่างหาก
ต้องเดินลงเนินเขาลูกใหญ่พอตัวแต่ดีหน่อยที่อากาศไม่ร้อนอบอ้าว มีสายลมพัดกลิ่นทะเลจากยังฝั่งให้เข้ามาสูดดมอยู่เรื่อยๆ ยอมรับว่าที่นี่สวยอากาศดี วิวทิวทัศน์น่าหลงใหลสะกดใครหลายคนให้มาเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวแต่คงใช้ไม่ได้กับฉัน
มันเหมือนนรกบนดินดีๆ นี่เอง
ไม่อยากมา
ผู้คนที่เดินสวนทางแต่ละคนมากันเป็นครอบครัว มาเป็นคู่บ้างหรือไม่ก็มากันเป็นกลุ่มญาติขนาดใหญ่ต่างกันกับฉันที่เดินคนเดียวแบบฉายเดี่ยวเหมือนไม่มีใครคบ ไม่อยากมานักหรอกถ้าคนที่ตัวเองไม่รักมากไม่อยู่ที่นี่คิดเหรอว่าฉันจะก้าวเท้าเข้ามาเหยียบไม่มีทางแค่ก้าวเข้ามาความทรงจำเก่าก็ตามผุดไม่หยุดหย่อน
“ของฝากมั้ยหนู...”
“...”
พอลงมาจากยอดเขาได้ระยะหนึ่งบริเวณนี้เป็นจุดแยกซ้ายไปยังสุสานส่วนขวาไปชมวิวทะเลหมอกส่วนที่ฉันยืนเป็นในส่วนบริเวณขายของฝาก ยายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเรียกฝีเท้าของฉันให้หยุดตรงหน้าร้าน
ร้านค้าเล็กมากแค่ช่วงตัวเพราะถูกร้านใหญ่เบียดดึงดูดความสนใจไปหมด ต่อให้ขานเรียกขายหรือนั่งขายทั้งวันก็คงไม่มีใครสนใจ
“พี่เขาจะซื้อของเราหรือยาย คนสวยส่วนมากไม่ซื้ออะไรแบบนี้”
อีกคนเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 11-12 พูดขึ้นในขณะที่มือยังทำของฝากจากเปลือกหอย สีหน้ายายคนนั้นหม่นหมองลงได้ชัดคงอยู่ด้วยกันสองคนยายหลานสินะ ความลำบากจะสอนให้เด็กผู้หญิงคนนั้นอดทนอดกลั้นกับสิ่งยั่วยุได้กว่าคนที่ไม่เคยทำมาหากินได้แต่แบมือขอพ่อแม่ไปวันๆ
“เท่าไหร่?”
“พวกกุญแจก็ราคา...”
“หมดร้าน คิดราคามาหมดร้าน”