CHAPTER 6
“จัดการตามที่ฉันสั่ง ในเมื่ออีนั่นอยากลองดีก็จะให้มันลอง”
และสุดท้ายมันก็ลงเอยแบบเดิม เหมือนทุกครั้งผ่านมาถึงแม้จะผ่านไปหลายปี
ไม่มีใครห้ามท่านได้แม้แต่ผมที่เป็นลูกแต่ก็เหมือนไม่เป็น ไม่รู้สิคงเป็นเพราะท่านไม่ทำให้ผมรู้สึกได้มั้งว่าเป็นลูกความเกี่ยวข้องกันเหมือนห่างกันมากกว่า มีแต่เงินเท่านั้นที่มันเกี่ยวข้องกับชีวิตผมตั้งแต่เกิดจำความได้สิ่งที่ท่านให้ก็มีแค่เงิน
อิสรภาพอย่าถาม
ความเป็นส่วนตัวไม่มี
ทุกวันนี้ต้องเดินตามคำสั่ง
ถ้าวันนั้นผมเลือกแฟน มันคงจะมีความสุขกว่านี้ใช่ไหม
หรือว่ามีค่าเท่ากัน
การเลือกบางครั้งก็ไม่ได้ทำให้มีความสุขเสมอไป บางครั้งเลือกเพราะจำใจมากกว่าถึงได้เข้ามาตกอยู่ในสภาพนี้ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็มีค่าเท่ากับศูนย์ไม่เท่าเดิมและก็ไม่เพิ่มขึ้น
คำว่าบ้านมันไม่มีมาตั้งแต่ผมเกิดออกมาแล้วมีแค่การทวงบุญคุณ ผมก็แค่เกิดผิดที่ผิดทางที่ไม่ฆ่าผมตั้งแต่รู้ว่ามีผมมันก็เผื่อผลประโยชน์ทั้งนั้น เม็ดเงินผสมกับอำนาจความเกรงใจที่ใครๆ ต่างก้มหัวให้ดูเหมือนว่าจะภูมิใจมากกว่าการมีผมเป็นลูกเสียอีก
ภูมิใจจนบางครั้งผมเหมือนไม่ใช่ลูก
“อาร์ต...”
เสียงคุ้นทำให้ผมที่กำลังจะปิดประตูรถหยุดยิ่งก่อนเบือนสายตามองไปยังเธอ เธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งขึ้นชื่อว่าญาติของผม (ใช่เหรอ?) อาศัยอยู่ในรั้วบ้านเดียวกันเพียงแค่เธอต้องอยู่บ้านเล็กบ้านอีกหลังที่ตั้งเยื้องออกไปตรงปีกขวา
เธอชื่อว่าทราย
เธอเป็นลูกติดเมียอีกคนของพ่อ
เธอที่เป็นสิ่งหนึ่งที่น่ารำคาญสำหรับผม
เธอตัวคนเดียวมาได้หลายปีหลังจากที่ทั้งพ่อผมและแม่เธอตาย
“ว่า?”
ผมเบือนสายตากลับมาโฟกัสที่ปลายนิ้วของตัวเองไม่แม้แต่มองคู่สนทนาตรงหน้าสักนิดเดียว ผมก็ไม่ได้รังเกลียดเธอแต่แค่ไม่อยากเข้าใกล้ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ควรทำมากกว่าเอาตัวเข้าไปเสี่ยง
การแบ่งเส้นขีดระยะที่ชัดเจนสำหรับผมมันคือข้อดีอย่างหนึ่งเพราะทำให้รู้ชัดเจนอีกฝ่ายก็จะไม่ได้ล่วงล้ำเข้ามาในเส้นนั้นถึงแม้จะพยายามแค่ไหน
“ทรายจะกลับกระบี่ ไปส่งที่สนามบินได้มั้ย”
จริงสิบ้านเกิดเธอ
แล้วคนรถก็มีทำไมไม่ใช้
“ไม่ว่าง” การตัดขาดที่ไร้เยื้อใยจากผมเกิดขึ้นทว่าพอจะขึ้นรถมือของเธอก็ยื่นเข้ามาเหนี่ยวรั้งจับแขนของผมเอาไว้เหมือนประท้วงทันใดที่ผมปลายหางตามองมือข้างนั้นก็ปล่อยจากการจับ “อย่าเซ้าซี้ เธอไม่ใช่คนกุมชีวิตใคร”
“แต่ก็เคยทำให้อาร์ตตาสว่าง”
พูดเรื่องในอดีตสินะ
จะเริ่มทวงบุญคุณที่มันไม่ใช่เหรอ
ใช่เธอคือตัวกลางทำให้ผมต้องเลือก เธอคือตัวกลางทำให้ความสัมผัสระหว่างผมกับแฟนแตกแยกไม่เหลือชิ้นดีและก็ทำให้ผมต้องอยู่อย่างนี้มาตลอด
วันนั้น...
วันที่ผมถูกซ้อมเกือบตาย
เพื่อเข้าไปช่วยเหลือคนรักของตัวเองแต่ความเจ็บปวดตามร่างกายมันไม่เท่าจิตใจเมื่อคนรักเธอนิ่ง ยืนนิ่งมองผมโดนซ้อนโดนกระทืบไร้เสียงห้ามปรามจากนั้นเธอก็หันหลังจากไปโดยมีผู้ชายคนหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่าเสี่ยชัยวันโอบกอดจากไป
วันนั้นผมรู้ว่าตัวเองไม่มีความหมาย
วันนั้นผมรู้ว่าตัวเองโดนทิ้งอย่างไร้เยื้อใย
และวันนั้นก็คือวันสิ้นสุดความสัมพันธ์อย่างถาวร
ไม่ใช่ผมกับแฟนแต่เป็นผมกับทรายต่างหาก สิ้นสุดความใจดีสิ้นสุดความเอ็นดูและสิ้นสุดทุกๆ อย่าง ผมไม่อยากเข้าใกล้เธอถ้าไม่จำเป็น
“แล้วยังไง”
“อาร์ตก็กลับมาเป็นผู้เป็นคนจนถึงทุกวันนี้และไม่ได้เป็นควายให้ใครสวมเขาไงคะ”
ควายเหรอ...
ใครกันแน่ที่ควาย
“อย่าทวงคำว่าบุญคุณ อย่าคิดว่าคนอื่นจะโง่ อย่าคิดว่าไอ้คำว่าควายมันบ่งบอกถึงระดับสติปัญญาถ้าตัวเธอยังคิดต่ำได้แค่นี้ จะบอกเอาไว้ว่ามันดูยิ่งกว่าโง่”
แค่นี้ผมขึ้นรถแล้วขับออกมาจากบ้านหลังนั้นทันที บ้านที่รวมทุกสิ่งอย่างเอาไว้เหมือนสนามรบถ้าไม่เก่งจริงบอกเลยว่าอย่าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งให้เสียเวลาเพราะทุกนาทีที่คุณอยู่มันเท่ากับความเป็นความตาย การหักหลังไม่ใช่เรื่องใหญ่ การลองดีไม่ใช่เรื่องใหญ่และการเอาตัวเข้าไปก็ไม่ใช่ว่าจะรอด
ขนาดผมเป็นลูก แผลเหวอะวะเต็มหลัง
คนอื่นไม่รอดหรอก
แต่ผมต้องรอด รอดเพื่อขึ้นไปเป็นที่หนึ่งให้ได้ถึงแม้จะต้องใช้วิธีไหนก็ตาม ในเมื่อใครเป็นคนสอนความเลวร้ายให้ผมวันหนึ่งผมอาจใช้ความเลวร้ายนั้นกลับเข้าไปหาก็ได้ใครจะไปรู้
รอยยิ้มเหยียดเกิดขึ้นที่ตรงมุมปากของตัวเองทั้งที่มันไม่เกิดขึ้นนานแล้ว
รอยยิ้มที่ถ้ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่มันทำให้ผมรู้สึกดีแต่มันจะไม่ดีกับอีกฝ่ายหนึ่ง
ใครทำใครผมไม่รู้แต่ถ้าทำเธอ... ผมรู้ทุกเรื่อง
ความซับซ้อนเกิดขึ้นกับชีวิตตัวเองมานานแล้วผมจึงทำให้มันซับซ้อนขึ้นอีกเพื่อปกป้องใครบางคน ปกป้องมาตลอดถึงแม้ไม่มีใครเห็น จากการที่บางครั้งการทำตัวเรื่อยๆ เฉยชาไม่คิดอะไรมากแต่ความจริงมันก็ได้อะไรมากมายเกินขอบเขตมาเหมือนกัน เช่นความลับที่บางครั้งมันก็ไม่ใช่ความลับเสมอไป
ถ้าความลับรู้กันสองคนสำหรับผมมันไม่ใช่แล้ว
การหักหลังมีได้เสมอเช่นเดียวกับที่ผมกำลังคิดทำมัน
โลกนี้ไว้ใจใครไม่ได้หรอก อย่าเอาความไว้ใจไปฝากไว้กับใครถ้าวันหนึ่งคุณไม่เจอกับตัวเองคุณจะไม่มีทางรับรู้เลยว่ามันเจ็บปวดขนาดไหน เจียนตายแทบอยากเข้าไปฆ่ามันแต่ก็ทำไม่ได้ในเมื่อคุณไม่ได้อยู่จุดนั้น จุดที่จะทำได้...
Rr...
[เอาไงครับนายให้ชาวบ้านย้ายออกเลยมั้ยครับ]
“ให้ไปเช่าพื้นที่ของเสี่ยชัยวัน กูอยากรู้เหมือนกันไม่มีใครเช่า ใครมันจะเดือดร้อนมากกว่ากัน”
ไม่เกินยี่สิบสี่ชั่วโมงเป๊ะที่เสียงโทรศัพท์ของผมสั่นไหวบนโต๊ะทั้งที่ผมจับจ้องดูมันเคลื่อนไหวไปแบบนั้นพอสิ้นสุดสายเรียกเข้าครั้งใหม่ก็ทำให้มันสั่นขึ้นอีกครั้งถัดกันสายต่อสาย
เรียกความสนใจ
แต่รั้งเอาไว้ไม่ได้ตลอด
เพื่อรอเวลาเดินไปอย่างช้าๆ การใช้ปลายนิ้วมืออีกข้างหมุนแหวนตรงนิ้วชี้เล่นเพื่อข้ามเวลาโคตรสนุกยังมีประโยชน์มากว่าจ้องมองหน้าจอซึ่งเมื่อเป็นแบบนั้นจึงไม่แปลกที่ผมจะละสายตาไป ป่านนี้ความใจเย็นของตัวเองได้ทำให้คนติดต่อหัวร้อนแทบไหม้แล้ว
มันสนุก...
“ไม่รับเหรอวะ?”
“ใจเย็น”
ผมตอบไอ้ ‘วา’ เพื่อนสนิทตัวเองที่พึ่งเข้ามาพร้อมกับถ้วยมาม่าแบบครบเครื่อง มันหรี่สายตาหยอกล้อผมแป๊บเดียวก็ก้มจัดการถ้วยมาม่าต่อ มันทำแบบนี้ประจำถ้าเข้ามาคอนโดผมเมื่อไหร่เท้ามันต้องเลี้ยวเข้าไปเยือนห้องครัวก่อนเป็นอันดับแรกเมนูยอดฮิตก็ที่กำลังทานอยู่นั่นแหละ
“ไม่เข้าใจว่าทำไมมึงต้องทำให้แม่ตัวเองหัวร้อนด้วย”
ผมไม่ตอบแต่ยักคิ้วส่งไปแทน ไม่รู้สิว่าทำไมต้องทำแบบนั้นรู้แค่ว่าทุกอย่างทุกการกระมันไม่ต้องมีเหตุผลในตัวเองเสมอไม่อย่างงั้นไม่มีใครทำหรอกและผมก็คือหนึ่งในนั้น
อาจเพราะความลับที่ไม่ใช่ความลับมั้ง
เลยทำให้ผมเลือกทางนี้
ทางที่เหมือนเดินเข้าความมืดดำไม่มีแสงสว่างใดๆ นำทางเพราะฉะนั้นก็ต้องช่วยเหลือตัวเองมากหน่อยถึงจะประสบความสำเร็จและในบางครั้งก็ต้องแลกอะไรไปเยอะเหมือนกัน หนึ่งในนั้นคือสิ่งที่ผมรักมากที่สุด
รักมาถึงทุกวันนี้ไม่เปลี่ยนแปลง
ความมั่นคงในความรู้สึกเป็นสิ่งเดียวที่คนอย่างผมจะทำได้โดยไม่ต้องพยายาม ยังไงมันก็อยู่ในร่างกายฝักลึกอยู่ในหน้าอกข้องซ้ายเสมอไม่มีใครพรากไปได้นอกจากความตายแล้วผมก็ไม่ได้กลัวมันขนาดนั้น
“อิ่มว่ะ”
หึ...
ก็ควรเป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอ
“แดกแค่มาม่ากูไม่ว่าแต่ดันเสือกทั้งไก่ หมู หมึก กุ้งรวมกันยิ่งกว่าต้มยำไม่อิ่มมึงก็ควรไปตาย”
“ไอ้ห่า” เป็นอีกครั้งที่สายตาไอ้วาเหลือบมองโทรศัพท์ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนเบอร์โทรเข้าแล้วเรียบร้อย “ว่าแต่มึงไม่รับจริง เล่นเหี้ยอะไร”
“รับดิ”
“ก็รับดิไอ้อาร์ต แม่ง”
“ถึงเวลาพอดี”
เวลาของการสวมหน้ากากกับบุคคลในบ้าน
สวมเอาไว้ตลอดเพื่อปิดบังตัวเองผมรู้ว่าทุกคนก็ทำเหมือนที่ตัวเองกำลังทำอยู่เหมือนกัน ใจแลกใจมันใช้ไม่ได้กับครอบครัวเราครับเพราะฉะนั้นอย่างหวังความรัก ความอบอุ่นเลยไปหาครอบครัวใหม่ง่ายกว่า
Rr...
“ฮัลโหลครับแม่”
[แม่โทรหาเป็นร้อยสายพึ่งได้ยินหรือไง]
“อาบน้ำอยู่ครับ”
พูดอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจ
[ถ้าแม่แกเดือดร้อนหรือว่ากำลังโดนคนทำร้ายป่านนี้ไม่ตายไปแล้ว ช่างเถอะๆ เสียเวลาเปล่า รู้เรื่องหรือยังว่าตอนนี้ไม่มีใครเช่าที่ดินของเราแล้วเพราะไอ้ชาวบ้านพวกนั้นไปพึ่งไอ้เสี่ยชัยวันเจ้าของที่ดินข้างๆ นั้นหมด!]
ที่แท้ก็เรื่องผลประโยชน์
ที่แท้ก็เรื่องเงินทอง ไม่ใช่ความห่วงใยถามสารทุกข์สุกดิบเหมือนใคร
“จริงเหรอครับแล้วแม่เอาไง”
[รู้ใช่มั้ยว่าแกต้องจัดการ]
“...”
[ตอบมา]
“แม่ให้คนจัดการไปแล้วไม่ใช่?”
ถามทั้งที่รู้เรื่อง
ถามเพราะอยากกวนประสาท
[จะหมายถึงอีแฟน เรื่องอีผู้หญิงคนนั้นใช่มั้ย แกยังเข้าข้างมันอยู่วันยังค่ำทั้งที่แม่แท้ๆ ตอนนี้แทบเอาตัวไม่รอด ศิลาการต้องพังเพราะอีนี่จริงๆ แบบนี้นะเหรอที่แกอยากให้มันเป็น]
“ไม่เกี่ยวครับ ไม่เกี่ยวกับใคร”
[ให้มันจริงเถอะ]
“ผมจัดการเรื่องนี้ไม่ได้หรอกครับ แม่ก็รู้ว่าเพราะอะไร”
[นี่...]
“ถ้าผมเข้าไปยุ่งอีกครั้งมันก็จะถือว่าผมเข้าไปก้าวก่ายเรื่องของผู้หญิงที่แม่เกลียดด้วย ทนได้เหรอถ้ามีข่าวว่าผมเข้าไปยุ่งกับผู้หญิงของเสี่ยชัยวัน”
[แต่เม็ดเงินจากตรงนั้นมัน...]
“งั้นผมไปจัดการเองแต่ถ้ามีอะไรตามมาอย่า...”
[ไม่ต้องแค่นี้คนอย่างฉันไม่ตายหรอก]
ว่าแล้วสายก็ตัดไปเลย เจอแบบนี้ไม่ยอมก็ต้องยอมจะโวยวายแค่ไหนก็ต้องยอมยังไงซะหน้าตามันก็อยู่เหนือความคิดของแม่อยู่แล้วยิ่งผสมเรื่องราวเข้าไปทุกอย่างก็จะจบ ถึงนี่ก็เป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงของศิลาการอย่างเยือกเย็นแต่ผมก็คิดจะทำมันด้วยความไม่ลังเลอะไรทั้งสิ้น
แล้วผมก็ทำได้มากกว่านี้แน่