CHAPTER 7
“ขยับลงหน่อย เออๆ นั่นแหละ” ผมสั่งไอ้คนตรงหน้าจากนั้นก็เพ่งสายตามองแต่บอกเลยว่ามันยังไม่ถูกใจว่ะ ไม่เข้าสายตาเลยจึงยื่นมือชี้นิ้วเข้าไปสั่งอีกครั้งหนึ่ง “ขยับขึ้นดีกว่า อีกนิด”
“อือๆ”
“หรือว่าจะขยับไปด้านหน้า ไม่ๆ กูว่าขยับไปด้านหลังดีกว่า”
“ไอ้สัสอาร์ตมึงปรึกษาสมองตัวเองก่อนมั้ยวะ สั่งกูจังแต่เสือกแม่งไม่เอาสักอย่าง” เสี้ยวใบหน้าของคนที่นั่งหน้าแมคบุ๊กหันมาเอ่ยกับผมอย่างระอาจากนั้นมันก็เอื้อมมือไปคว้าแก้วกาแฟตั้งเยื้องตรงหน้ามาแดกกระแทกลมหายใจดัง “ซ้ายๆ ขวาๆ ขึ้นลง กูจะบ้าตาย”
“กูว่าแล้วไอ้น้ำก็เอามึงไม่อยู่ไอ้อาร์ต งานละเอียดตัวพ่ออย่างมันกลุ่มเราแม่งไม่มีใครเอาอยู่สักคน”
คนแรกที่ผมชี้นิ้วสั่งมันชื่อไอ้ ‘สายน้ำ’ ผู้รับผิดชอบการจัดเนื้อหารายงานทั้งหมดของกลุ่มสถานะรายงานตอนนี้ก็ยังไม่เสร็จก็เพราะมันนี่แหละ สั่งตั้งสองวันก่อนการขยับเขยื้อนของงานไม่มีเลยต้องลงมากำกับเองส่วนอีกคนที่พูดประโยคด้านบนมันชื่อไอ้ ‘เฟรม’ พูดเสร็จก็นั่งเท้าคางมองรุ่นน้องปีหนึ่งที่โดนรับน้องอยู่ไม่ไกลนัก
“กูว่าตัดชื่อไอ้เฟรมออกเลย จารย์ไม่ว่าเพราะมันไม่ช่วยอะไร”
“ได้ไงวะกูช่วยเป็นกำลังใจไง”
ไอ้เฟรมเถียงขึ้นมาบ้างแต่ผมก็แค่ยักไหล่ราวกับไม่แคร์ สำหรับมันคือไม่ทำอะไรเลยจริงๆ
“ไม่อยากได้กำลังใจจากมึงว่ะ”
“อะไรกับครับคุณไอ้อาร์ต”
และคนที่พึ่งเดินเข้ามายังโต๊ะพวกผมก็เอ่ยวาจากวนส้นเบื้องของผมอีกคนหนึ่งไอ้นี่มันชื่อ ‘มัช’ ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อและมันก็ยังหน้าด้านคว้าน้ำเปล่าในมือผมไปกระดกเข้าปากรัวๆ
แม่ง... มันจะแย่งน้ำผมตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีสามหรือไง
“หึ ไอ้ห่าอาร์ตดิให้ไอ้น้ำจัดหน้ารายงานและโน้นก็ไม่เอานี่ก็ไม่เอา สรุปแม่งยังไม่เสร็จ” ไอ้เฟรมคนเดิมเพิ่มเติมความปากมากสาธยายให้ไอ้มัชฟังยาวเหยียด “แล้วเป็นไงรุ่นน้องสวยๆ น่ารักๆ เยอะมั้ย”
“มึงก็เป็นแบบเนี่ยไอ้เฟรม เห็นผู้หญิงไม่ได้หางกระดิกเชียว” คราวนี้ผมยกริมฝีปากยิ้มให้ไอ้เฟรมอย่างสมน้ำหน้าที่มันได้รับคำด่าจากไอ้มัชผู้ซึ่งได้ฉายาในกลุ่มว่าปากน้อยแต่ต่อยหนักมาก ไอ้มัชมันเป็นประธานรุ่นปีสามให้ก่อนหน้ามันพึ่งลงไปแสดงตัวกับรุ่นน้องมาแต่ก็แยกเข้ามาหาพวกผมตามนิสัยทิ้งให้ไอ้เวรอีกสามคนยืนคุมอยู่ “ส่วนมึงกูไม่ต้องยิ้มขนาดไม่ลงไปกับกูรุ่นน้องถามแต่มึงไอ้อาร์ต”
“กูว่าแล้ว ใช่สิกูไม่ใช่เดือนนิ” ไอ้เฟรมประชด “เออกูถามอย่างสิไอ้อาร์ต กูสงสัยมานานแล้ว”
“ว่า?”
“ในไอจีมึงจะลงทำไมนักหนากับไอ้รูปพัดลมวะ กูรู้ว่ามันไม่เหมือนกันหรอกสำหรับรูปแบบลวดรายแต่ยังไงมันก็ยังเป็นพัดลมอยู่ดีมีมอเตอร์มีใบพัดหรือเพิ่มเติมหน่อยก็อาจมีดวงไฟตรงกลาง”
“อันฟอลซะ”
“ไม่อ่ะกูอยากเสือก”
งั้นก็แล้วแต่มึงเลย
“เออไอ้มัช มึงจะเอาไลน์น้องกิ๊กเด็กการจัดการไม่ใช่?”
“อืม เอาดิ” ผมคว้าโทรศัพท์โชว์ให้ไอ้มัชดู ระหว่างผมกับมันพวกเรารู้กันว่าอะไรยังไง “ส่วนเรื่องนั้นกูจัดการเรียบร้อยแล้วมึงไม่ต้องห่วง”
“ไอ้อาร์ตมึงลืมกูได้ไง กูเพื่อนมึงนะเอามาให้กูบ้าง” ไอ้เฟรมแหกปากลั่นพร้อมแบมือของโทรศัพท์ผม “มึงก็ได้ตลอดอ่ะสาวไม่เห็นให้กูเลย”
“ขอให้มึงฟ้าผ่าตาย”
“ไม่เอาหน้าฝนต้นหนาวกูไม่เล่น”
“มึงไม่ต้องมายิ้มเลยไอ้อาร์ต บอกกูมาคราวนี้เอาให้ถูกไม่แก้นะเว้ย”
เสียงไอ้น้ำแทรกขึ้นพร้อมกับสายตาผมที่กำลังจะมองไปยังหน้าจออีกครั้งทว่ากลับมีอะไรดึงดูดให้มองเลยไปทางด้านหลังหน้าจอคอม ทันทีที่รถสปอร์ตราคาแพงสีแดงสดจอดสนิทมีร่างสวยลงออกมาจากรถสะกดสายตาผู้คนเสียงฮือฮาก็เกิดขึ้นรอบตัวไม่เว้นแม้แต่เสียงของรุ่นน้อง
“เฮ้ยนั่นมัน...”
ไอ้เฟรมพูดขึ้นอีกครั้ง
ทุกสายตาของไอ้พวกเพื่อนในกลุ่มจ้องไปยังเธอก่อนจะกลับมาจ้องผมเป็นจุดเดียว เหตุการณ์วันนั้นวันที่ผมคุกเข่าต่อหน้าเธอพวกมันยังถามแต่ผมก็ไม่ได้ตอบไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้บอกว่ารู้จักอะไรทั้งสิ้นแต่ทำไมพวกมันจะพอเดาไม่ออกกัน
“คนที่มีข่าวกับไอ้อาร์ต ที่ตั้งแฮชแท็กแฟนอาร์ตไง” ไอ้น้ำกล่าวเสริม “โคตรสวยของดีคณะมนุษยฯ”
ร่างผอมเพียวอยู่บนส้นสูงในชุดนักศึกษากระโปรงทรงเอสั้นอีกทั้งยังแหวกขึ้นที่ขาอีกนิดหนึ่งขาขาวโผล่พ้นออกมาเธอค่อยย่างก้าวเดินเข้ามายังกลางบริเวณลานเกียร์ ผู้หญิงคนนี้พึ่งย้ายมาเพราะมีจุดประสงค์ผมรู้ดี เธอมีความมั่นใจสูงมากความเด่นในตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงเลยด้วยซ้ำแต่แปลกมากที่มาเยือนถึงคณะคนที่เธอบอกว่าเกลียดอย่างผม
ต้องมีอะไรแน่...
แค่หางตาที่เหลือบมามองผมจากนั้นก็มองไปตรงหน้าอาคาร มือด้านหนึ่งของเธอกำกระดาษแผ่นหนึ่งเอาไว้แน่นจากนั้นไม่นานก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้าไปหาเธอ ผู้ชายคนนี้เป็นรุ่นน้องปีสองคณะที่ผมเรียนอยู่เหมือนจะไม่ได้พูดอะไรกันแต่ทันใดนั้นเองบนอาคารก็มีผ้าแผ่นใหญ่คลี่ลงมาจากตึกชั้นที่สี่เกือบจรดชั้นล่าง ตัวหนังสือเด่นสีแดงพวกนั้นสะท้อนกับม่านตาของผมชัดเจน
“เชี่ยโคตรลงทุนว่ะ”
“เออว่ะ”
ผมชอบพี่...
สามพยางค์พวกนั้นทำให้ผมอ่านวนหลายรอบไม่สนว่าไอ้เฟรมกับไอ้มัชมันจะเอ่ยอะไรขึ้นมา ไม่สนว่าไอ้น้ำจะถามอะไรผมทั้งนั้น ผมมองไปจุดเดียวคือบริเวณลานเกียร์ที่มีคนสองคนยืนอยู่ท่ามกลางสายตานับหลายร้อยคู่ที่จับจ้องไปยังตรงนั้นเช่นเดียวกับผม
แค่เสี้ยวนาทีกระดาษแผ่นหนึ่งที่อยู่ในมือถูกขย้ำให้เป็นก้อนปาไปยังผู้ชายคนตรงหน้าอย่างเยือกเย็น แววตาเย็นชาที่ไม่มีให้แม้แต่ความเห็นใจมีแต่ความเด็ดเดี่ยวฉายแววไม่พอใจเต็มเปี่ยมให้เห็นแทนเท่านี้ก็ทำให้รู้ว่าคำตอบของเธอเป็นเช่นไร
“ขออย่าให้กูมีชะตาแบบไอ้คนนั้นเลย”
“ทำไม?”
ผมถามไอ้มัชขึ้นทันทีเมื่อเธอขับรถออกไปอย่างรวดเร็วไม่แม้เหลียวมองผู้ช้ำใจที่ยืนอยู่ด้านหลัง การพัฒนาของเธอมาถึงจุดที่ผมควรกลัวแล้วใช่ไหม ความไม่เหมือนเดิมพวกนั้นแสดงให้เห็นอย่างกระจ่าง
“มึงยังจะถามอีกเหรอว่าทำไม มองดูโน้นสภาพไอ้คนนั้นดิแม่งทรุดลงตรงลานเกียร์ขนาดนั้น”
“กูว่าก็ดีนะที่เป็นแบบนี้แสดงว่าแฮชแท็กแฟนอาร์ตอยู่นะเว้ย” ไอ้น้ำพูดขึ้นบ้าง มันหันมาสบตาผมนิ่งเหมือนพยายามค้นหาอะไรจากผม ไอ้น้ำมันเป็นคนสายตาไวเก็บรายละเอียดทุกอย่างแล้วยิ่งวันนั้นเห็นผมแสดงอาการขนาดนั้น “แสดงว่ามึงยังคงมีหวัง”
“โหดร้ายโคตรอ่ะ เธอไม่ธรรมดา”
ไอ้เฟรมพูดขึ้นบ้าง
“ใช่ผู้หญิงคนนั้นโหดร้าย ใจร้ายยิ่งกว่าอะไร กูรู้ดี...” ผมก็เคยได้รับความเจ็บปวดและแน่นอนว่ามันเจ็บปวดกว่าผู้ชายรุ่นน้องคนนั้นหลายเท่าเทียบชั้นไม่ได้เลยด้วยซ้ำ “แต่มันก็สมควรแล้ว กูทำกับเธอไว้เยอะเหมือนกัน”
อาร์ต พายุ: TALK END
อาร์ตชอบแฟน
ตัวหนังสือขนาดใหญ่ถูกเขียนด้วยชอล์คสีชมพูเน้นเส้นให้ใหญ่ยิ่งทำให้เด่นบนกระดาษดำหน้าห้องเรียนแค่สามพยางค์แต่กับทำให้ใจของฉันเต้นสั่นระรัวหลังจากที่ถึงเวลาเลิกเรียนกำลังเข้ามาในห้องเพื่อเอากระเป๋ากลับบ้าน
สองขาของฉันค่อยก้าวเดินเข้าไปใกล้อีกหน่อยเพราะโต๊ะเรียนอยู่ท้ายห้องทว่าร่างกายหยุดชะงักก่อนเมื่อ...
มีคนตัวสูงโผล่เข้ามาหน้าห้อง
ความเงียบงันจึงเกิดขึ้นระหว่างเราแต่ฉันก็เห็นนะเมื่อคนตัวสูงตรงหน้าหันไปทางหน้าประตูเพื่อมองเพื่อนสองสามคนยืนลับอยู่ที่ประตูเหมือนพวกนั้นกำลังลุ้นหรือไม่ก็กำลังสั่งให้คนตัวสูงตรงหน้าฉันพูดอะไรออกมา
“ไม่บอกมึงแห้วแน่”
นี่คือคำขู่
“หัดกล้าเหมือนเรื่องอื่นบ้าง”
“กูลุ้นจนเยี่ยวจะแตกแล้วโว้ยไอ้อาร์ต”
เสียงพวกนี้ดังเข้ามาในโสตประสาทการได้ยินของฉันแทบทำให้กลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ไหว
ครั้งแรกที่ฉันส่งยิ้มไปให้เขา
ครั้งแรกที่เขาเดินเข้ามาใกล้
ผู้ชายคนนี้ก็ส่งยิ้มหวานให้ฉันทั้งที่การแต่งกายไม่เรียบร้อยสักนิดชายเสื้อนักเรียนมอปลายหลุดออกนอกกางเกง ทรงผมยาวขัดใจครูฝ่ายปกครองแค่นั้นยังไม่พอเขายังใส่รองเท้าเหยียบส้นขึ้นบนอาคารเรียนอีกด้วย
“เราเป็นคนเขียนเอง”
‘เรา’ แทนตัวของเขาแปลกไม่ค่อยได้ยินเท่าไหร่นัก
เขาเอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มแสร้งเอามือจับท้ายทอยกันเขินแต่เสียงตบมือด้านนอกประตูดังลั่นเรียกสายตาฉันและเขาหันไปจากนั้นเสียงพวกนั้นก็หายไป ต้องแอบฟังต่อแน่นอน
“อื้ม”
อาร์ตคือชื่อเขาสินะ
ผู้ชายคนที่ในตอนเช้ายืนอยู่หน้าโรงเรียนกับเพื่อนหลายคนไม่เข้าไปในโรงเรียนสักทีแต่พอเห็นฉันกลับเดินตามหลังมา
ผู้ชายคนที่เรียนอยู่ห้องคิงแต่ตอนเข้าแถวเคารพธงชาติกลับเลือกมาเข้าแถวตอนท้ายสุดเพื่อจะได้ยืนเคียงฉันซึ่งอยู่ห้องถัดไป
ผู้ชายคนที่ยอมเดินอ้อมอาคารเรียนหลังใหญ่มายืนคุยกับเพื่อนต่างห้องในตอนที่ฉันลงมาเรียนคาบวิชาพละกลางสนาม
และก็เป็นผู้ชายที่เดินเข้ามาในโรงอาหารจะเลือกโต๊ะตรงข้ามฉันทุกครั้งและเขาจะลุกขึ้นเมื่อฉันอิ่มแล้วเท่านั้น
ที่รับรู้ก็เพราะมีเพื่อนคอยบอกให้เสมอจากนั้นมาฉันก็เริ่มสังเกตเองบ้างแต่ก็ไม่ได้แสดงอะไรออกมา สังเกตตั้งแต่มอสี่ถึงตอนนี้ก็มอหกแล้วพึ่งเห็นเขาแสดงความกล้าออกมาเช่นกัน
“เรา... ชอบเธอนะ ชอบมาก”
“...”
“ไม่รู้ว่าได้สังเกตหรือเปล่า”
“ก็เพื่อนบอกบ้าง” ฉันเอ่ยออกไป “แต่ก็ได้เห็นเองบ้าง”
“ลองคุยๆ กันได้มั้ย”
ใช่... ฉันรู้สึกประหม่ามากในตอนนั้นฝ่ามือที่ประสานเข้ามาหากันมีเหงื่อเปียกชื้นไปหมดอีกทั้งหัวใจยังเต้นสั่นแรงมากกว่าเดิม
“ได้”
และฉันก็ตอบอาร์ตไปแบบนั้น
ทุกความสัมพันธ์มันย่อมมีความพัฒนาไปในตัวทั้งนั้นจากวันนั้นสู่ทุกๆ วันอาร์ตก็หมั่นเข้ามาพูดคุยในตอนเช้าตอนพักเที่ยงหรือกระทั่งตอนเลิกเรียน เราสองคนพัฒนาความสัมพันธ์จากคนคุยเลื่อนถึงขั้นแฟน เขาเป็นผู้ชายโคตรอบอุ่นรู้จักเข้าหาทุกคนแม้กระทั่งเพื่อนฉัน
หลายคนชอบอาร์ต
หลายคนต่างเชียร์เรา
หลายคนว่าเราเหมาะสมกัน
และฉันกับเขาก็คบกันจนถึงปีหนึ่ง
แต่มันก็ไปไม่รอด ไปต่อไม่ได้แล้ว ความรักของฉันกับเขา
วันนั้นถ้าฉันไม่ได้ยินกับหูไม่รับรู้สีหน้าท่าทางผ่านสายตาตัวเองคงไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด เขาเลือกเข้าข้างคนผิด เขาเชื่อว่าฉันโกหก เขาเชื่อว่าฉันกุเรื่อง เขาเชื่อเรื่องราวทุกอย่างทั้งที่ฉันเลือกปฏิเสธเสียงแข็ง
ทั้งที่คนพวกนั้นทำลายดวงใจของฉันกับเขา
และวันนั้นก็คือวันที่ฉันตัดขาดความสัมพันธ์จอมปลอมอย่างเด็ดขาด ในเมื่ออาร์ตเลือกเป็นควายฟังความจากปากเหี้ยมันก็ไม่มีอะไรจะพูดต่ออีกแล้ว ฉันเลือกออกมา
และก็กำลังจะนำความย่อยยับไปเยือนผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง
และนี่คือสิ่งที่ฉันเกลียดมากที่สุดก็คือการถูกสารภาพรักแบบนี้
แบบที่เข้ามาทำลายความรู้สึกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเอาความเจ็บปวดเข้ามาเยือนเหมือนกับการใช้มีดเล่มหนึ่งพุ่งเข้ามาแทงฉันแทงตรงหัวใจซ้ำๆ ตรงแผลเดิมเสียบลึกเข้าไปจากนั้นก็ถอนออกมาให้เลือกทะลักความทรมานปรนความปวดร้าวเจียนแทบขาดใจ
ใครไม่เจอกับตัวแบบฉันแน่นอนว่าไม่มีวันเข้าใจหัวอกคนที่ถูกทำร้ายหรอกว่าสุดท้ายสิ่งที่เหลือนั่นคือความแค้นเคืองและที่สำคัญคือการเอาคืนให้สาสมเท่านั้น
เท่านั้นจริงๆ
ฉะนั้นแล้วการเลือกปฏิเสธแบบไร้เยื่อใยไร้การพูดจายังดีกว่าตอแหลบอกเหตุผลที่มันไม่ใช่ความจริง
ใช่ที่รุ่นน้องคนนั้นจะเจ็บ
ใช่ที่รุ่นน้องคนนั้นจะทรุดลงพื้น
และก็ใช่ที่รุ่นน้องคนนั้นจะมีน้ำตาแต่เวลาจะช่วยเอง
สายตาของฉันมองผ่านจากกระจกรถที่สะท้อนให้เห็นทุกความรู้สึกของรุ่นน้องคนนั้นความใจร้ายใจดำที่ฉันมอบให้มันดีแล้วนะ เขาโชคดีแล้วที่ฉันกันออกจากวงโคจรสีดำของตัวเอง เขาควรมีอนาคตที่ดีกว่านี้โดยที่อย่างมีฉันเข้าไปเฉียดใกล้ทางที่ดีคือไม่ต้องมีฉันจะดีกว่า
นี่คือการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม