CHAPTER 8
สายตาของฉันมองผ่านจากกระจกรถที่สะท้อนให้เห็นทุกความรู้สึกของรุ่นน้องคนนั้นความใจร้ายใจดำที่ฉันมอบให้มันดีแล้วนะ เขาโชคดีแล้วที่ฉันกันออกจากวงโคจรสีดำของตัวเอง เขาควรมีอนาคตที่ดีกว่านี้โดยที่อย่างมีฉันเข้าไปเฉียดใกล้ทางที่ดีคือไม่ต้องมีฉันจะดีกว่า
นี่คือการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
พอมาถึงคอนโดสิ่งแรกที่ฉันต้องทำในรอบวันคือการนั่งตรงเคาน์เตอร์มองขวดไวน์เรียงรายเป็นชั้นสวยงามพอเคลื่อนสายตาไปอีกนิดหนึ่งก็จะเห็นกรอบรูปใบใหญ่ประดับเอาไว้ข้างกับกรอบรูปอันเล็กอีกน้อยอีกสองสามอันซึ่งทั้งหมดคือรูปครอบครัวที่ปราศจากผู้ชายที่ใครๆ ครอบครัวอื่นเรียกว่า ‘พ่อ’
ครอบครัวฉันไม่จำเป็นต้องมี
ครอบครัวฉันไม่มีเขาก็หายใจเองได้
และไม่จำเป็นต้องมีไปในอนาคต ไม่มีเขาก็ไม่อดตาย
การรินไวน์สีแดงลงแก้วอย่างช้าๆ ในระดับที่ตัวฉันพอใจแล้วอีกครึ่งขวดนั้นก็ไม่จำเป็นอีกต่อไปพรุ่งนี้มันก็ลงไปนอนกลิ้งในถังขยะเรียบร้อย การไม่กลับมาดื่มต่อเพราะว่าฉันไม่นิยมไวน์ยี่ห้อนี้เรียกว่าเกลียดแบบสุดๆ ก็ได้แต่ตอนนี้ขอทำอะไรบางอย่างก่อน ฉันก็เดินออกมาทิ้งตัวลงโซฟาสีแดงสดจากนั้นก็ใช้มืออีกข้างหนึ่งคว้ารีโหมดเปิดทีวีเจาะจงช่องข่าวโดยเฉพาะ
ข่าวด่วนวันนี้...
ล่าสุดบริษัทยักษ์ใหญ่ในนามเศรษฐนาวิวัตน์ตีตัวออกห่างจากศิลากรโดยการปฏิเสธการซื้อขายผลผลิตไม้ดอกจากศิลาการทั้งหมดแถมรั้งท้ายว่าขอพิจารณาดูอีกครั้ง คำว่ารั้งท้ายนี้แหละที่ชวนสยองเพราะถ้าเศรษฐนาวิวัตน์เอ่ยกับใครเหมือนเป็นการปฏิเสธไปในตัวแล้วอาจยุติการทำธุรกิจร่วมกันด้วย
ยังไงก็คงต้องติดตามกะ....
~ติ๊ด~
แค่นี้มันก็พอใจแล้ว
ฉันปิดทีวีลงจากนั้นก็โยนรีโหมดไปอีกมุมหนึ่ง
ครั้งนี้ฉันจะถือว่ามันเป็นการเตือน
และแล้วของเหลวจากแก้วไวน์ก็ถูกฉันเทลงถังขยะแทน ไม่ชอบน้ำเป็นขวดแต่ชอบน้ำที่เทกรวดไปให้อีแฟนคนนี้ก็จัดการให้ได้ยกระดับขึ้นมาอีกหน่อยเป็นไวน์แทนก็ไม่มีปัญหาและฉันก็จะทำให้มันรุนแรงขึ้นเป็นหลายเท่าตัว
แล้วทุกอย่างมันจะค่อยๆ เดือดขึ้นตามลำดับที่ฉันวางเกมส์ไว้
แบบนี้นี่เองความรู้สึกที่เราได้เหนืออีกฝ่ายหนึ่งมันช่างหอมหวานสะใจไปในตัวแทบไม่มีอะไรมาแทนที่ได้ อยากรู้เหมือนกันคนที่คิดว่าตัวเองถือไพ่เหนือคนอื่นตลอดเวลาถึงคราวที่ชีวิตมันดิ่งลงปากเหวใครหน้าไหนจะยื่นมือเข้าไปช่วย อยากเห็นวิธีแก้ไขหนทางที่ดับมืด
ในเมื่อมันไม่เคยทำดีกับใคร คนอื่นเดือดร้อนมาก็แค่เหยียบให้จมดิน
ในเมื่อมันใจร้าย คราวนี้ก็อย่าหวังคนอื่นจะใจดีกับมัน
~เพล้ง!~
สุดท้ายแก้วใบสวยก็ถูกมือฉันปล่อยร่วงลงสู่ก้นถังขยะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ไม่มีชิ้นดี ไม่ได้แตกละเอียดแต่ก็ไม่สามารถเก็บกลับขึ้นมาต่อเป็นรูปร่างเดิมได้อีกแล้วก็เหมือนกับใจคนในเมื่อเสียไปกับอะไรบางอย่างเชื่อเถอะว่ามันยากที่จะกลับมาดังเดิมได้อีก
ไม่มีทางเป็นเหมือนเดิมไม่ว่าอะไรก็ช่าง
กลิ่นไวน์โชยขึ้นมาให้ฉันได้กลิ่นและเหลือบสายตาก้มต่ำลงไปมองริมฝีปากมันก็ขยับยิ้มแสยะออกมา ไวน์ยี่ห้อนี้เป็นหนึ่งในเป้าหมายต่อไปของฉันที่จะทำมันให้เสียหาย ครั้งนั้นมีใครบางคนเทมันรดลงบนศีรษะของฉันครั้งนี้ก็อย่าหวังว่ามันจะรอดไปได้
ฉันจะตามเก็บทุกอย่างที่ตัวเองโดน
ไม่เว้นแม้แต่ใครหน้าไหนทั้งนั้น
เกือบครึ่งเดือนต่อมา
วันนี้เป็นวันที่ฉันออกมาเดินในห้างแห่งหนึ่งไม่ไกลจาดคอนโดมากเพราะคงอยู่ในช่วงอารมณ์ดีมั้งถึงได้มีใจอยากเปลี่ยนบรรยากาศขึ้นมาและแน่นอนว่าฉายเดี่ยวอีกเช่นเคย การไปไหนมาไหนคนเดียวไม่มีปัญหาหรอกสำหรับฉันกลับคิดว่าสะดวกสบายมากกว่าไม่จำเป็นต้องรอใครไม่จำเป็นต้องออกความคิดเห็นกับใครในการถกเถียงตัดสินใจเรื่องการซื้อของ
เดินมาสักประมาณชั่วโมงกว่าแต่เชื่อไหมว่าในมือฉันไม่มีอะไรเลยนอกจากแก้วอเมริกาโน่แค่แก้วเดียวกับกระเป๋าสะพายใบเล็กที่นำติดตัวมาไร้ถุงช้อปปิ้งจากร้านต่างๆ มาแต่ไม่ได้อะไร
ฉันมาเพื่อ?
เริ่มรู้สึกหงุดหงิดตัวเองขึ้นมาแล้ว
ทว่าพอหันไปอีกทางซึ่งเป็นโซนร้านขายของสำหรับเด็กเท้าฉันรีบก้าวเข้าไปเลยโดยไม่มีท่าทางลังเลแม้แต่น้อยนิด ของเล่นเด็กที่มีสีสันน่าจับซื้อทุกสิ่งอย่างไปเสียหมดบางอันก็น่ารักปุ๊กปิ๊กชวนมองบางอันก็ทำให้กระเป๋าเงินสั่นระรัวกระทั่งหางตาเหลือบไปมองเจ้าโดเรม่อนและโดเรมีตั้งโชว์คู่กัน ตัวเล็กสำหรับไขลานกุ่งกิ้งเป็นที่สุดพอฉันใช้นิ้วแตะความนุ่มนิ่มมาเยือนเป็นสัมผัสแรก
ต้องชอบแน่ๆ
ลูกต้องดีใจแน่ๆ
ว่าแล้วก็นึกถึงเด็กตัวเล็กวัยกำลังซนทุกครั้งไม่ว่าเจออะไรแปลกหูแปลกตาก็จะเอ่ยถาม ซักแทบละเอียดจนตอบไม่ได้เลยก็มี ยกตัวอย่างเช่น นั่นใคร ทำไมผมสีนั้น ไม่เหมือนของอิง อิงไม่ชอบ จากนั้นลูกก็ตัดสินโดนการบอกว่าให้ออกห่างๆ เพราะไม่ชอบขี้หน้า
“คุณลูกค้าสอบถามได้นะคะ”
“อ่อ...” ฉันมองหน้าพนักงานและยิ้มให้เธอ คงไม่กล้าเรียกว่าคุณแม่สินะ “เอาสองตัวนี้ค่ะ”
“คุณลูกค้ารอสักครู่นะคะ”
แค่พยักหน้ารับจากนั้นก็เดินดูของรอบๆ โซนเดิมพอฉันหันหลังมองไปยังอีกช่วงตัวก็พบกันกับมัน เท่าที่รู้คงมองมาทางฉันนานแล้วข้างกายมีผู้หญิงน่ารักผมสั้นคนหนึ่งกำลังซบตุ๊กตาตัวหนึ่ง
หึ... นึกว่าตายไปแล้ว
“พี่อาร์ตตัวนี้เหมาะมั้ยคะ?”
ผู้หญิงคนนั้นอ่อนหวาน
ผู้หญิงคนนั้นเหมือนเงาสะท้อนฉัน
แต่ไม่ใช่ตอนนี้แล้วเช่นนั้นฉันจึงหันกลับมามองทางเดิม ไม่สนเสียงเปรตคู่นั้นและพยายามเดินออกมาให้ไกลที่สุดถึงแม้รู้ดีว่าทำยากก็ตาม เส้นทางที่ฉันเลือกเดินมันก็ไม่ได้ราบรื่นนักหรอกพอฉันโต้กลับไปอีใจบาปคนนั้นก็โต้กลับมาด้วยการจ้างคนไปสอดแนมในไร่แต่ดีหน่อยที่มีคนจัดการให้ได้ทันควันไม่ได้ทำให้ทุกคนที่อยู่ที่นั่นเดือดร้อนมากทว่าต่อไปฉันก็ปล่อยเอาไว้ไม่ได้เช่นกันถ้าไม่ตอบโต้มันก็คงคิดว่ายอม
สมัยนี้ไม่มีอีกแล้วผู้หญิงเจ้าน้ำตา
ไม่มีผู้หญิงที่ยอมทุกอย่างจากนั้นก็ร้องไห้เงียบๆ
“เป็นอะไรหรือเปล่า...” แต่แล้วกลับเป็นเขาเองที่เข้ามาทัก น้ำเสียงจากทางด้านหลังทำให้ฉันไม่หันไปมองประจวบเหมาะกับพนักงานคนเดิมเข้ามาบอกว่าได้ของแล้วนำทางเดินไปจ่ายเงิน “อยากรู้”
แต่เขาก็ตามมา
“...”
“เธอก็ไม่หยุด แม่ก็โต้กลับ เธอควรรู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าไม่มีใครหยุด”
“พูดดูดีเนาะ”
ไม่ใช่ประชด
“เธอกับแม่ก็เหมือนกันแฟน”
การที่ไม่มีอะไรจะเสียแล้วต่อให้หยุดหรือเดินหน้าในสายตาคนพวกนั้นฉันมันก็ไม่ได้ดีขึ้นหรือแย่ลง ต่อให้วันหนึ่งไม่ว่าฉันจะชนะหรือแพ้จำไว้ว่าคำขอโทษมันไม่มีความหมายอีกแล้ว
“ฉันกับอีใจบาปนั้นไม่เหมือนกัน”
ไม่ได้พูดจาตะคอกไม่ได้พูดจากระแทกแดกดันแต่มันเป็นการพูดธรรมดาที่แฝงความไม่ทำธรรมดาให้รับรู้เรื่องบัดซบกันแค่ฉันและคนตรงหน้าก็พอคนอื่นอย่าเข้ามาเสือกอยู่ในวังวันพวกนี้เลยได้ไม่คุ้มเสียหรอก
หรือไม่ก็มีแต่เสียกับเสีย
ไม่มีอย่างอื่น
“...”
“ธุระจบแล้วใช่มั้ย” ไม่ใช่ใจดีที่ถามแต่เพราะยังมีคำส่งท้ายที่ต้องสาปส่ง “จะกรวดน้ำคว่ำขันตาม”
“ตรรกะความคิดป่วยมากนะแฟน”
ถ้าฉันป่วยพวกมันถึงขั้นบ้าเลยมั้ง เวลาหมามันบ้ามันไม่สนใจหรอกว่าคนตรงหน้าเป็นใครแต่มันจะพร้อมแยกเขี้ยวขู่จากนั้นก็กระโจนใส่คู่ต่อสู้ถึงมีแผลเหวอะหวะมากแค่ไหนการต่อสู้ก็ไม่มีทางหยุดจนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมแพ้โดยการวิ่งออกไปเอง
ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ฝ่ายฉัน
“เหรอ?” นึกสนุกขึ้นมาฉันจึงเชิดหน้าหน้าส่งยิ้มหวานส่งให้ด้วยความอวดดีอีกทั้งยังเผื่อแผ่ไปยังอีกคนที่อยู่ด้านหลัง เธอทำตัวไร้เดียงสาก้มหน้าลงแป๊บเดียวก็เงยขึ้นปั้นรอยยิ้มส่งออกมาให้ท่าทางดูน่ารักน่าชังจนอยากเข้าไปลูบศีรษะเบาๆ ตบท้ายด้วยการดึงเกี่ยวหนังศีรษะแล้วกระชากอย่างแรงให้กับความพยายามของเธอ นึกว่าคนอื่นดูไม่ออกเหรอเบี่ยงมองแค่หางตาก็รู้ว่าสองหูตั้งชูเตรียมสอดรู้ได้ยินเรื่องของคนอื่น “คงป่วยไม่เท่าคนแถวนี้”
พูดจบฉันก็ส่งยิ้มตบท้ายก่อนยื่นบัตรให้พนักงานแต่ก็ถูกอีกบัตรหนึ่งชิงให้พนักงานก่อน
“อยู่ดีๆ โดยไม่มีเรื่องมันจะตายมั้ย”
พูดกับพนักงานห้ามไปก็ไม่มีประโยชน์ฉันจึงหันมาเล่นงานไอตัวต้นเหตุดีกว่า
“ซื้อให้”
“ไม่ต้องเสือก”
แต่สิ่งที่ได้กับคืนเป็นรอยยิ้มที่กวนประสาท
“แบบนี้มีอีกมั้ยคะ” เธอก้าวเข้ามาคั่นกลางแล้วชี้นิ้วตรงมาใส่ถุงตุ๊กตาของฉันจากนั้นพอฉันเหลือบไปมองแค่เสี้ยวนาทีหางคิ้วก็กระตุกขึ้นท้าทายอย่างอวดดี “พอดีหนูอยากได้ค่ะพี่อาร์ต...”
อยากได้หรืออิจฉาเอาดีๆ
เด็กน้อยยังดูออกเลยว่าตอแหล
“ขอโทษด้วยนะคะคุณค้า สินค้าแบบนี้หมดแล้วค่ะ”
น่าเวทนานักแม้แต่ตุ๊กตายังไม่อยากอยู่ด้วย
“พี่อาร์ตหนูอยากได้จริงๆ นะคะ” ทำสายตาอ้อนวอนเต็มแก่ มุขเก่าๆ ที่ชอบทำกันต่อหน้าผู้ชายนั่นก็คือยื่นมือไปจับต้นแขนนิดหน่อยขยับกระตุกนิดๆ พอเป็นพิธีจากนั้นก็ถึงคราวแสดงสีหน้าท่าทางบีบใบหน้างอมองไปยังของที่อยากได้แต่บางคนถึงขั้นบีบน้ำตาออกมารู้ไหมในสายตาฉันโคตรปัญญาอ่อน “พี่คะแบบนี้หนูขอซื้อต่อได้มั้ย หนูตามหามานานแล้ว”
เมื่อกี้ยังกอดตุ๊กตาอีกตัวตามหามานานใช่เหรอ
หนูน้อยโตมาต้องเป็นคนดี๊คนดีแน่ ตามที่ออกข่าวหลังละครช่วงนี้โดยใช้คำว่า ‘ลูกฉันเป็นคนดี’ ทั้งที่กิริยามองจากดาวอังคารก็รู้
มีแต่ควายเชื่อควายเท่านั้นแหละ
“...”
“พี่ว่าหาแบบอื่นดีกว่านะหนูนิด”
อ๋ออีหนูนิด
“แต่นิดชอบจริงๆ นะคะพี่อาร์ต ที่พี่อาร์ตซื้อให้เพื่อนอ่ะ” เพื่อนคือคำเน้นย้ำดังกว่าคำอื่นๆ ในประโยคฉันพอรู้แล้วว่าอีหนูนิดต้องการอะไร “พี่ขายให้หนูเถอะนะ”
“คงไม่ได้”
ต่อจากนี้มีประโยคอื่นพ่นออกมาแต่ฉันก็เลือกทำเป็นเมินไม่ได้ยินเฉยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่มันทำให้อีกฝ่ายหัวร้อนแทบบ้าดูจากท่าทีของผู้หญิงคนนั้นแล้วอยากเข้าถามจังว่าคันมากเหรอแต่ฉันก็ทำได้แค่หยิบถุงตุ๊กตามาจากนั้นก็เดินออกจากร้านหน้าตาเฉย
ไม่แม้จะยอมหรือสงสาร
ไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามอง
ไม่ได้เกรงกลัวแต่ไม่อยากรังแกคนไม่มีทางสู้
ตุ๊กตาแค่สองตัวไม่มีปัญญาหาซื้อเองขนาดนั้นเลยเหรอถึงต้องคอยขออ้อนวอนให้คนอื่นสละให้แล้วถ้าเกิดไม่มีตุ๊กตาสองตัวนี้อยู่ที่ฉันแถมคนที่เสนอออกเงินซื้อไม่ใช่มันอีหนูนิดคนนั้นไม่มีทางชายตามองหรอก
แค่อยากแสดงให้คนอื่นเห็นว่าสำคัญ
แค่อยากให้คนอื่นเห็นว่าชนะ
แต่วันนี้กับแพ้ให้ฉัน ถูกตามใจมาจนเคยตัวนะสิ คอยตามใจซื้อให้เกิดอนาคตต้องอยู่คนเดียวโดดเดี่ยวจะใช้ชีวิตยังไงกัน
ไม่มีใครอยู่กับตัวเราเองนอกจากตัวเราเท่านั้นคนอื่นก็แค่ผ่านเข้ามาทำความดีบางอย่างเท่านั้น แต่สำหรับที่ฉันเจอมากกว่ายี่สิบปีคนที่ผ่านเข้ามาก็แค่อยากได้ผลประโยชน์
นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรที่เรียกว่าดี เหี้ยเกิน
จนเมื่อชั่วโมงกว่าผ่านไปการมาเที่ยววันนี้จึงจบลงด้วยการไม่ได้ของอะไรเพิ่มนอกจากถุงตุ๊กตาสองตัวนั้นของลูกพอฉันเดินมายังลายจอดรถเกือบถึงรถอยู่แล้วก็มีร่างหนึ่งที่คุ้นเดินออกมาจากเสา
“เป็นอะไรกับพี่อาร์ต!”
“...”
“ตอบสิ ถามก็ตอบ” อีหนูนิดตัวน้อยเดินกร่างเข้ามาในระยะที่ใกล้มากไอ้อาการเดือดพล่านราวกับโดนน้ำร้อนลวกแสดงให้เห็น “ทำไมพี่อาร์ตต้องซื้อของให้แก”
“เพื่อน...” รอยยิ้มหวานเกิดขึ้นจากคนตรงหน้าฉันอาการหมาบ้าคลั่งสงบขึ้นทันทีเท่าที่ประเมินด้วยสายตาเธอคล้ายกับกิ้งก่าเพราะเปลี่ยนสีง่ายเกิน “ที่ไม่ใช่เพื่อน”
แต่อาการเหล่านั้นก็หายไปในพริบตาเพราะถูกฉันกระชากลงมาอย่างแรง
“...”
“เหมือนกับเขาใช้กันในสมัยนี้... ที่เรียกแด๊ดดี้ที่ไม่ได้แปลว่าพ่อฉะนั้นก็ใช้ได้กับเพื่อนที่ไม่ใช่เพื่อน”