CHAPTER 9
กรี๊ด!
เอาเข้าไป
แหกปากเข้าไป
การดิ้นพล่านของอีกคนทำเอาฉันแหยะยิ้มเชิดใบหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายเต้นแร้งเต้นกาโกรธเป็นฟื้นไฟ ลืมตัวไปไหมหรือว่าไม่ใสสะอาดตั้งแต่แรกแล้วพอพ้นสายตาไอ้คำว่าผู้ชายที่แอบหมายปองเลยต้องกลายร่างเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งมีหน่อบนหัวผู้ซึ่งมนุษย์เรียกกันว่า ‘แรด’
แรดเงียบด้วยสิ
สายตาผู้ชายไม่ทันโลกสมัยปัจจุบันของผู้หญิงแน่นอนไม่ทันอีหนูนิดหรอกต่อหน้าอีกอย่างลับหลังอย่าพูดถึงเลยยิ่งไปกว่านั้น
“อีบ้า!”
นั้นไงสันดานเริ่มเผย
“ว่าตัวเองเหรอเหมาะดี” ใครกันแน่ที่ดูเหมือนไม่มีสติไปแล้วคงไม่ใช่ฉันหรอก ฉันไม่เอาเวลาไปบ้าผู้ชายแน่ๆ “เอาเวลาที่วิ่งตามไปทำให้ชีวิตตัวเองดีก่อนเถอะ ถึงเวลาทุกอย่างจะเข้ามาหาตัวเองเองไม่ต้องกระเสือกกระสนหาจนร้อนรนขนาดนี้ ไม่มีใครมาเห็นเธอหรอกนะ”
“สอนตัวเองเถอะอีป้า”
“ก็ตามใจ”
น้องก็ไม่ใช่ พี่ก็ไม่ใช่ เพื่อนยิ่งแล้วใหญ่เพราะส่วนน้อยฉันเลือกคบ ในเมื่อสั่งสอนไปก็ไม่เห็นถึงประโยชน์ใดๆ มีแต่ความก้าวกร้าวขึ้นเรื่อยๆ คำว่าพอก็ควรจะเกิดขึ้นไม่ใช่รั้นที่จะเอ่ยคำสอนออกไปอีก
“อย่ามายุ่งกับพี่อาร์ตอีก”
นี่คือคำเตือน... ใช่หรือเปล่า
แล้วรู้ไหมว่าฉันก็อยากเตือนอีกเด็กคนนี้เหมือนกัน
“ไปบอกเจ้าตัวดีกว่า ก่อนหน้าก็ได้ยินได้เห็นว่าใครที่เป็นฝ่ายเข้ามา เป็นฝ่ายทักทายพูดขึ้นทั้งที่ฉันไม่อยากได้มัน หูเธอก็มีตาเธอก็เห็นแสดงว่าทั้งได้ยินทั้งได้เห็นถ้าไม่โง่พอ”
“ถ้าแกไม่อ่อยก่อนนะสิ”
คิดได้แบบนี้ยิ่งดียั่วอารมณ์ง่ายมากคนประเภทนี้
ปั่นประสาทเข้าไป
“เธอ...” ฉันต้องการปั่นประสาทอีนิดให้อีกคนโง่พอจากนั้นความโกรธก็จะทำให้สติแตกกระเจิงมันคงเหมาะเหลือเกิน “รู้เหรอว่าถ้าฉันอ่อยขึ้นมาจริงๆ คนที่เธอทั้งรักหวงจะเดินเข้ามาอย่างง่ายดายที่สุด ใช้สมองคิดหน่อยขนาดฉันผลักไสไล่ส่งพูดไม่ดียังออกเงินซื้อตุ๊กตาให้เลยทั้งที่อีกคนขอร้องอ้อนวอนแทบตายยังไม่ได้”
“อี...”
“จุ๊ๆ ยังไม่จบ” เด็กน้อยโกรธอีกครั้งแล้ว “คราวนี้เห็นความต่างหรือยัง”
“...”
แค่นี้แหละที่ฉันต้องการแค่อยากเห็นไอ้อาการพวกนี้อย่างน้อยความเจ้าอารมณ์ของอีหนูนิดจะนำความยุ่งเหยิงความปวดหัวไปสู่อีกคน ความเอาแต่ใจสร้างความเบื่อหน่ายให้ผู้รับฟังอีกทั้งถ้าประกอบกับสีหน้าท่าทางแบบนี้ไปทำใส่ใครใครก็เดินหนีทั้งนั้นไม่มีใครหน้าไหนทนอาการแบบนี้ได้นอกจากอยากหนีให้ห่าง
ฉันหันหลังกลับไม่สนใจ
อีกก้าวเดียวกำลังเดินขึ้นรถก็มีอะไรบางอย่างกระทบหลังตัวเองดังปึก แรงกระแทกไม่ได้เบาและก็ไม่ได้แรงขนาดนั้นอย่างน้อยๆ น่าจะทำเอาหลังช้ำเขียวได้และนั่นคือจุดสิ้นสุดของอารมณ์ตัวเองก่อนจะหันหน้ามาเผชิญอีนิด มันกำลังยกยิ้มจากนั้นก็หัวเราะออกมาราวกับกำลังสมน้ำหน้า
“เห็นความต่างหรือยัง!”
เห็น...
และแกกำลังจะเห็นตอนนี้แหละ เมื่อฉันเดินเข้าไปหยุดตรงที่กระเป๋าใบที่ทำร้ายตัวเองก่อนจะยกปลายส้นเข็มเหยียบขยี้ลงไปยังกระเป๋าใบนั้นทันที
แบรนด์แล้วไง
ราคาแพงแล้วไง
ยัง มันยังไม่พอต่อด้วยการยกแก้วกาแฟขึ้นเทลงไปเยือนกระเป๋าอีกครั้งสภาพก็ไม่ต่างจากของข้างทางมากเท่าไหร่อาจมีรอยขีดข่วนเยอะหน่อย
“เห็นหรือยัง?”
“...”
หมับ!
เพราะมีมือหนึ่งเข้ามาจู่โจมแต่ฉันก็ใช้มือกอบกำข้อมือที่จะเข้ามาทำร้ายตัวเองได้ไม่กำแน่นธรรมดาแต่หักแขนไปด้านหลังเสียงร้องลั่นก็เกิดขึ้น
“ชอบนักเหรอใช้กำลัง ชอบนักเหรอการหาเรื่องคนอื่นหรือว่าชอบให้คนอื่นร้องไห้แล้วมึงก็เหยียบหัว” เสียงเรียบของฉันเอ่ยไปทุกอย่างจะทนได้เท่าที่ทนทนไม่ได้ก็ไม่ทนเลย “แต่ครั้งนี้มึงพลาดเพราะคนอย่างฉันไม่ยอมใคร!”
ตุบ!
การปล่อยร่างเล็กที่ดูเสียเปรียบลงร่วงไปกองที่พื้นไม่นานนักก็มีร่างสูงออกมาตรงด้านหลังของอีนิดที่ยังดิ้นเหมือนปลากระหรี่ขาดน้ำไม่ใช่ปลากระดี่นะ
“อีแฟน!”
“อย่าเข้ามายุ่งกับฉันอีกถ้าไม่อยากเจ็บตัวมากกว่านี้ทางที่ดีหลีกได้ก็หลีกเลี่ยงได้ก็เลี่ยงซะ”
นี่คือการเตือน
“นึกว่ากลัวเหรอ”
“ดูแลอีนี่ของนายด้วย”
แค่นี้ทุกอย่างก็เงียบลงถนัดตารวมไปถึงเสียงกรี๊ดอันโหยหวนพวกนั้นด้วย นานแล้วที่ผู้ชายคนนั้นมันเข้ามาเป็นบุคคลที่สามเพียงแค่แอบอยู่ตรงเสาใหญ่ซ่อนตัวเอาไว้เพื่อรอเวลาเป็นพระเอกเข้าไปช่วยอีหนูนิดมั้ง
ทุกวันนี้ทำตัวเป็นพระเอกอยู่แล้วนิ
ทีนี้มีเหรอที่จะพลาด
มีเหรอที่จะปล่อยโอกาสดีๆ ไป
และมันก็ค่อยก้าวเท้าเข้ามาอย่างใจเย็นไม่ร้อนรนอะไรสักนิด ชีวิตคงอยากแค่แช่แข็งอยู่ในแต่ที่เย็นๆ มั้ง ถ้าถามหาไอ้อาการสะทกสะท้านอย่างหวังเลยไม่ได้เห็นหรอกถึงอยากเห็นแทบตายก็ไม่ได้เห็นแต่อาการอื่นนั้นก็ไม่แน่ อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
“พี่อาร์ต...นิดเจ็บ หนูเจ็บ”
เหอะ
ว่าแล้วนึกอยู่แล้วเชียวยังไงงานนี้น้ำตาต้องมาเป็นส่วนร่วมในฉากหนึ่งของการแสดง ธรรมดาที่ไหนเด็กผู้หญิงคนนี้หล่อนรู้ดีว่ายังไงผู้ชายต้องแพ้น้ำตาผู้หญิงไม่ว่าจะเป็นคนไหนก็ตามแต่คนที่หล่อนกำลังบีบน้ำตาต่อหน้านั้นคือบุคคลต้องห้าม
น้ำตาไม่ได้ช่วยอะไร
ทุกอย่างที่ทำไปล้วนแล้วแต่เสียเปล่า
มันไม่ได้อินกับการเสแสร้งขนาดนั้นยิ่งเห็นกับตาเมื่อกี้ถ้ายังมีมันสมองก็คงรับรู้ดีแต่นี้หล่อนกลับฝืนทำต่อคราวนี้จะเป็นยังไงบอกได้คำเดียวก็ไม่รู้สินะ
“...”
“พี่เขาทำร้ายหนู”
ทำตัวสั่นด้วย
สั่นกลัวหรือว่าสั่นตอแหล
เชื่อเลย
“...”
“พี่เขาทำกระเป๋าหนูพัง”
“ขอโทษแฟนซะหนูนิด”
บอกแล้วทุกคนได้ยินไม่ผิดพลาดหรอก การที่ฉันยืนกอดอกนิ่งพยายามส่งยิ้มด้วยความสมเพชออกไปให้หล่อนโดยไม่แคร์อีกสายตาหนึ่งเลยอีกอย่างสายตานั้นก็ไม่ได้ทำให้ฉันกลัวด้วยซ้ำ
“พี่อาร์ต...”
“หนูนิดผิด” การย้ำพร้อมกับหันเสี้ยวใบหน้ามองจะเรียกว่าปลายสายตาก็คงไม่ผิดหรอก ทั้งที่อีหนูนิดเงยหน้าขึ้นสบสายตาแป๊บเดียวนัยน์ตาคู่นั้นก็หันมาจ้องทางฉันนิ่ง “พี่บอกให้ขอโทษ”
“ไม่ค่ะ หนูไม่ทำ”
สันดานก็ยังเป็นสันดานอยู่วันยังค่ำ แก้ยังไงก็ไม่หายและฉันก็ไม่อยากได้คำขอโทษใดๆ จากหล่อนด้วยแค่ที่ยืนใจเย็นอยู่ตรงนี้เพียงเพราะอยากเห็นสีหน้าท่าทางให้สนุกเล่นๆ
“ฉันก็ไม่อยากได้จากเธอเช่นกัน เด็กมีปัญหายังไงก็ยังทำตัวให้มีปัญหาตลอดแก้ไม่หายหรอกรากแสนชั่วช้ามันฝังลึกลงในระบบของร่างกายไปแล้วอยากในการดึงกลับมาแล้วฝังเข้าไปใหม่นอกเสียจากตายแล้วเกิดใหม่เท่านั้น”
“อี...”
“หนูนิด”
น้ำเสียงเฉียบขาดแสนเอาเรื่องทำให้ชื่อฉันถูกกลืนเข้าไปในลำคอ หล่อนพยายามลุกขึ้นทั้งที่ไม่มีใครช่วยเหลือแม้แต่ไอ้คนข้างๆ
“หนูก็แค่เห็นพี่เขาจึงขอซื้อตุ๊กตานั้นต่อเอง หนูไม่ผิด”
“งั้นฉันเหรอที่ผิด ฉันเหรอที่เข้าไปด่ากราดหล่อนให้เลิกยุ่งกับผู้ชายและคงเป็นฉันอีกสินะที่เข้าไปทำร้ายเธอด้วยใช้วิธีการเผลอของคนอื่นจากนั้นก็โยนกระเป๋าเข้าทำร้าย งั้นเหรอหนูนิด?” ยังไม่พอหรอกฉันไม่มีทางพอกับนิสัยของเด็กประสาทเสีย “มันสมองคิดได้แค่นี้เหรอ”
“แฟน...”
“ในเมื่ออยากได้นักฉันจะสงเคราะห์ให้” สุดท้ายถุงตุ๊กตาในมือก็ถูกโยนลงพื้นอย่างไม่คิดใส่ใจนัก ซื้อใหม่ให้ลูกก็ได้ตราบใดที่ฉันมีเงินและลูกยังไม่เห็นตุ๊กตาสองตัวนี้ “จบแล้วนะถ้าไม่จบอย่าหาว่าไม่เตือน”
“หึ”
นี่เป็นเสียงเย้ยของมัน
“เออจบ” และนี่เป็นเสียงของอีหนูนิด “แต่จำไว้มันจบแค่วันนี้”
การพยายามระงับอารมณ์เอาไว้เต็มที่ทั้งที่เดือดยิ่งกว่าบ่อน้ำพุร้อนเริ่มเอาไม่อยู่ ฉันเดินเข้าไปใกล้ร่างของอีหนูนิดคนดีเด่นแล้วกระชากผมหล่อนด้วยความแรงระดับหนึ่งดึงอีกครั้งให้แรงกว่าเดิมจนใบหน้ามันบิดเบี้ยวไปกับความเจ็บปวดที่ได้รับไม่นานมันก็เงยสบตา
นัยน์ตาสั่นไหว
ทำเป็นปากดีทั้งที่กลัว
ทำเป็นของความช่วยเหลือทางสายตา
“ไม่ใช่เรื่องของใครอย่าเสือก”
“พะ พี่อาร์ ชะ...”
“กลัวด้วยเหรอ หัดกลัวคนอื่นด้วยทั้งที่ได้ทีทับถมคนอื่นใหญ่ราวกับตัวมึงเป็นพระเจ้าแต่รู้ไว้ว่ามึงเตือนผิดคนอีหนูนิด ถ้ามึงไม่จบวันนี้ก็อย่าหวังว่าอีกครั้งมึงจะได้ลุกขึ้นยืนแบบนี้อีก กูอีแฟนคนนี้จะเหยียบจมดินเลย”
ทว่าแรงกระชากกับต้องหยุดเมื่อมีมือใหญ่เข้ามาขวางกั้น
ห่วงเหรอ
“พอได้แล้ว แฟนพอ”
“ไม่พอ”
นี่คือคำตอบของฉันยืนยันนั่งยันและก็นอนยัน
“พอนะแฟน พอ”
“บอกอีหนูนิดสิ”
ทำได้ไหมล่ะในสิ่งที่ฉันอยากได้
“หยุดทั้งสองคนนั้นแหละ ไม่อายคนอื่นหรือไง”
“ฉันไม่ใช่คนเริ่ม ไม่ใช่การตบเพื่อแย่งผู้ชายและอย่าแม้แต่จะคิดว่าฉันจะยอมเข้าวงวารบ้าๆ ของคนจำพวกอย่างนายและอีหนูนิด พวกนายต้องลากจำพวกเดียวกันนั้นก็คือเหี้ย” ยิ่งได้ยินฉันยิ่งออกแรงกระชากกระทั่งอีหนูนิดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดแต่ไม่ได้ออกอาการดิ้นรนเอาตัวรอดกระทั่งมีอ้อมกอดใครคนหนึ่งอ้อมมาจับสองมือฉันให้หยุดทำให้ตอนนี้ฉันตกอยู่ในกลางอ้อมแขนนั้นไปโดยปริยาย “ปล่อย”