1.พันธะสัญญามาร
กาลอดีต...
‘วันนี้เทพสงครามกับแม่ทัพใหญ่และเจ้าสำนักใหญ่ที่ล้วนมีพลังแข็งแกร่ง รุมทำร้ายข้าอย่างไร้ความละอาย แม้พ่ายแพ้ แต่ในสักวันข้าจะกลับมา แล้วทำให้พวกท่านได้เห็น ว่าคนธรรมดาคนนึงก็สามารถเอาชนะพวกท่านได้ โดยเฉพาะท่าน ต้วนหมิง’
ผู้บาดเจ็บหนักเอ่ยหลังกระอักเลือกออกมา นางมีใบหน้างดงามดั่งนางฟ้านางสวรรค์ หากมองเพียงหน้าคงไม่มีผู้ใดเชื่อว่าสตรีผู้นี้คือนางมารที่ร้ายกาจที่สุดในสี่ทะเลแปดทิศ ‘ซ่งถิงถิง’
นางกัดฟันเอ่ยพลางมองทุกคนด้วยสายตาอาฆาต เจาะจงที่เทพสงครามผู้ที่ยืนเป็นทัพหน้าและทำให้นางพลาดพลั้งตกหลุมพราง ‘ต้วนหมิง’
ขณะเดียวกันพลังมหาศาลก็ราวกำลังค่อยๆ ฉีกทึ้งร่างของนางมารร้ายให้แตกสลาย
‘เจ้าคิดว่าข้ากับผู้อาวุโสรังแกเจ้าสินะ หากต้องการความยุติธรรม ข้าย่อมไม่มีให้นางมารร้ายเช่นเจ้า แต่ในเมื่อแค้นข้า ก็กลับมาให้ได้ก็แล้วกัน ถึงตอนนั้นหากต้องการชีวิตข้ามาก็ได้เลย ข้าพร้อมเสมอ’
เทพสงครามต้วนหมิงเอ่ยอย่างมั่นใจว่าวันนี้จะสังหารนางมารได้สำเร็จ ไม่ให้เหลือแม้แต่ดวงจิตแก่นวิญญาณ พร้อมคิดก็ส่งพลังของตนมากขึ้นไปอีก
‘ต้วนหมิง แล้วท่านจะได้รู้จักกับความเจ็บปวดอย่างที่สุด แม้มีชีวิตก็ทรมานยิ่งกว่าตาย’
ซ่งถิงถิงเค้นเสียงพูด ก่อนจะเริ่มวาดมือแล้วใช้วิชาแยกดวงจิตแก่นวิญญาณ เป็นอวิชาชาที่อันตรายที่สุด ยากจะหาผู้ฝึกฝนวิชานี้ได้สำเร็จ ทว่าหากสำเร็จ คนผู้นั้นจะเป็นอมตะ และสามารถแยกร่างอยู่ที่ใดก็ได้ในเวลาเดียวกัน ที่สำคัญไม่มีพลังใดทำให้สูญสลายได้ ในเมื่อยังมีอีกแก่นวิญญาณอยู่อีกที่หนึ่ง
นางรู้จักวิชานี้เพราะบิดาของนางใช้เวลาฝึกฝนเนิ่นนานทว่าไม่สำเร็จ แม้ไม่เคยคิดฝึกมาก่อน แต่นี่คือทางเดียวที่จะสามารถทำได้
อย่างมากก็แค่ตาย...
นางมารสาวคิดพร้อมสติสัมปชัญญะสุดท้ายหลุดลอย ดวงจิตแก่นวิญญาณแบ่งแยกขณะร่างค่อยๆ แหลกสลายไปในอากาศ ไม่หลงเหลือแม้เถ้าธุลี
‘ข้าจะทำให้เจ้า คุกเข่าให้ข้า ต้วนหมิง’
เสียงของซ่งถิงถิงราวต้องการสื่อกับต้วนหมิงเท่านั้น มีเพียงเทพสงครามได้ยินคำพูดอาฆาตแค้น
‘กรี๊ดดด!!’
ทารกน้อยที่เพิ่งคลอดออกมาทำให้สตรีผู้อ่อนล้าเจ็บปวดถึงกับกรีดร้องด้วยความตกใจแล้วสลบไปในทันใด ขณะเดียวกันหมอตำแยที่ทำคลอดถึงกับปล่อยร่างน้อยลงข้างผู้เป็นแม่ ก่อนวิ่งออกไปด้านนอกพร้อมกรีดเสียงร้องหวาดกลัว
‘จะไปไหนล่ะแม่หมอ’
ผู้ที่รออยู่ด้านนอกประตูอย่างกระวนกระวายใจถามกับหมอตำแย
‘ปีศาจ!’
คนตอบพูดราวเพิ่งพานพบกับปีศาจน่ากลัวมาจริงๆ แล้ววิ่งหนีออกจากกระท่อมเล็กไปทั้งที่ด้านนอกมืดมิด ด้วยพระอาทิตย์ตกลับฟ้าไปสองชั่วยามแล้ว
‘เดี๋ยวสิ...ปากไม่ดีแบบนี้ได้ยังไง’
บุรุษชาวนาที่อายุค่อนข้างเยอะบ่นพร้อมรีบเข้าไปในห้อง สิ่งที่ได้เห็นคือเด็กทารกนอนดิ้นร้องไห้อยู่ข้างฮูหยินของตนซึ่งอายุไม่น้อยแล้วเช่นกัน อารามตกใจทำให้ต้องผวาเข้าไปหาทั้งสอง แตะตัวแตะจมูกผู้ที่นอนนิ่งบนเตียงด้วยมือสั่นเทา หากก็โล่งอกเมื่ออีกฝ่ายยังมีลมหายใจ แล้วจึงหันไปหาบุตรตัวน้อยเพื่อจะอุ้มปลอบ
ทว่าเพียงยื่นมือไปหาก็ต้องสะดุ้งโหยงผงะล้มก้นกระแทกจนต้องกระถดตัวหนี เพราะเด็กทารกที่หลับตาปี๋ร้องไห้ลืมตาขึ้นกะทันหันพร้อมดวงตาแดงวาบน่ากลัว
‘ฮะ! ปะ...ปี...ปีศาจ!!’
เวลาดึกสงัดมีเพียงเสียงแมลงเล็กๆ ในป่า เงาใครคนหนึ่งเคลื่อนไหวในศาลเจ้าประจำหมู่บ้านก่อนจะเผ่นหายไปอย่างรวดเร็วราวหนีบางสิ่งบางอย่าง
บนพื้นด้านหลังแท่นบูชา มีเสียงหายใจเบาๆ ดังมาจากห่อผ้ามิดชิดเปิดไว้เพียงเล็กน้อย เห็นใบหน้าเล็ก ดวงตาปิดหลับพริ้ม
นานครู่ใหญ่ก็มีกลุ่มควันดำคืบคลานลงมาจากหลังคาด้านบน ก่อนจะค่อยๆ ปรากฏร่างหนึ่งจนชัดเจนขึ้น
‘มนุษย์ช่างเอาแต่ใจนัก ข้าช่วยด้วยความสงสารพวกเจ้าโดยแท้’
ใบหน้างดงามแต่งแต้มสีสันเข้มจัดส่ายไปมา จำได้ว่าเกือบหนึ่งปีก่อนสองสามีภรรยามาไหว้ขอพร ขอบุตรกับศาลเจ้าแห่งนี้ ตนที่บำเพ็ญในถ้ำไม่ไกลนักได้ยินจึงนำทางดวงจิตแข็งแกร่งดวงหนึ่งไปให้พวกเขา ทว่าเมื่อได้ตามต้องการแล้วนำเด็กมาทิ้ง
เพียงยกมือขึ้นห่อผ้านั้นก็ลอยมาตรงหน้า นางจ้องดวงหน้าเล็กที่หลับสนิทแล้วถอนหายใจ
‘เอาเถิด อย่างไรมนุษย์ใจร้ายพวกนั้นก็อยู่ได้ไม่นานนักหรอก เจ้าควรอยู่ในที่ที่เหมาะสมกับเจ้า’
ดินแดนมนุษย์สิบหกปีต่อมา...
“จะไปไหนเล่าแม่นางน้อย เจ้าชวนข้าเข้ามาเองมิใช่หรือ”
คนที่เพิ่งยกสุรามาวางแล้วกำลังจะออกไปถูกคว้าแขนไว้ เจ้าตัวรีบสะบัดออกทันที
“ปล่อยข้า”
“เล่นตัวทำไม ข้ารู้น่าว่าที่นี่เป็นอะไร ใครๆ ก็พูดทั้งนั้น ว่าหญิงงามในกระท่อมชายป่า เอาอกเอาใจบุรุษเก่งนัก”
สองแขนเล็กถูกจับดึงเข้าหาชายหนุ่มพร้อมสีหน้ากะลิ้มกะเหลี่ยน่ากลัวสำหรับสาววัยแรกรุ่น
“ปล่อย...”
“นายท่าน”
เจ้าของเรือนร่างระหง แม้อยู่ในชุดสาวชาวบ้านแสนธรรมดา ทว่าใบหน้างาม ดวงตาหวานฉ่ำ ทั้งยามเยื้องกายยังดึงดูดน่ามองด้วยสัดส่วนโค้งเว้ายั่วยวนใจก้าวเข้ามายังห้องเล็กพร้อมเอ่ยเรียกเสียงอ้อน
“แหม ข้ามาช้านิดเดียว ท่านก็หันไปสนใจเด็กรับใช้แล้วหรือ”
เมื่อเห็นหญิงสาวงามราวนางสวรรค์ที่ไม่ว่าจะมองส่วนใดก็ให้ความรู้สึกน่าหลงใหล ชายหนุ่มถึงกับตาวาวรีบปล่อยแขนเรียว
“เปล่าเลย เปล่าๆ ข้าไม่ได้สนใจเด็กนี่สักนิด”
“เอ...หรือนางอ่อยท่าน”
นิ้วเรียวผลักศีรษะสาวน้อย เจ้าตัวรีบก้มหน้างุดถอยหนี
“รีบไปให้พ้นหน้า”
สาวงามสั่งเสียงเบาแล้วหันไปยิ้มหวานให้ชายหนุ่ม ทั้งยังนั่งลงบนตักแกร่งอย่างไม่อิดออด ส่วนสาวน้อยเองก็เลี่ยงออกไปอย่างรวดเร็ว
นานครู่ครึ่งเสียงแห่งความหฤหรรษ์ก็ดังแว่วออกมาจากห้องนั้น ทว่าสาวน้อยไม่ได้อยู่ฟังใดๆ นางกลับไปห้องเล็กอยู่ด้านหลังสุดของตน และรู้ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นต่อจากนี้ ไม่กี่อึดใจต่อมาเสียงทรมานก็ดังลั่นแล้วเงียบหายราวถูกกลบด้วยเสียงป่ายามดึก
“กรี๊ดดด!!”
เสียงหวานกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างที่สุดในชีวิตก่อนจะทรุดฮวบลงเมื่ออีกฝ่ายละมือ มือบางสั่นเทาแตะใบหน้าข้างซ้ายของตนแล้วก็ต้องสะดุ้งอย่างรวดร้าว แม้แต่น้ำตาที่ไหลลงอาบแก้มยังสร้างความแสบร้อนให้ผิวที่ถูกกรีดให้ไหม้เป็นทางยาว
“ท่านน้า...ทำไม? ฮือออ”
สาวน้อยสะอึกสะอื้นถาม มองผู้ที่เข้ามาในห้องของตน แล้วปลุกให้ตื่นจากความง่วงงุนด้วยการลงมือทำลายใบหน้าของนางอย่างเลือดเย็น
“ข้าหวังดีกับเจ้า กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ที่คนพวกนั้นทำให้เจ้าหวาดกลัว เป็นเช่นนี้แล้วพวกเขาจะหวาดกลัวเจ้าแทน”
ผู้พูดมีสีหน้าสงสาร เห็นใจ ทว่าสาวน้อยรู้สึกว่าแววตาของผู้เป็นน้าตนน่ากลัวนัก
นางรู้ว่าอีกฝ่ายมีพลังอำนาจเหนือมนุษย์ธรรมดา นับวันยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แม้จะกลัวแต่อีกฝ่ายก็เลี้ยงดูตนมา ทั้งยังไม่เคยทำร้ายใดๆ
ครั้งนี้เป็นครั้งแรก...
“เชื่อน้านะซินอี้ เจ้ายังเด็ก ทั้งยังอ่อนแอขี้โรค ไม่อาจฝึกฝนเช่นเดียวกับน้าได้ นอกจากน้า ต่อไปนี้ใบหน้าของเจ้า จะปกป้องเจ้าจากอันตรายด้วย”
ผู้ถูกทำร้ายได้เพียงสะอื้นไห้ มือกุมหน้าตนอย่างระมัดระวังไม่ให้เจ็บไปมากกว่านี้
น้าของนางพูดถูก ใบหน้านางในตอนนี้คงไม่ต่างจากปีศาจ ไม่ว่าผู้ใดพบเห็นก็ต้องหวาดผวา
=====