“ลูก...”
เสียงแหบแห้งหลุดออกมาจากปากไร้สี...
“เจ้าไม่ต้องห่วง ผู้ใดที่บังอาจวางยาพิษเจ้าจนต้องสูญเสียลูกของเราไป เราได้สั่งจับมันทุกคนเข้าคุกหมดแล้ว”
เสียงทุ้มนั้นเต็มไปด้วยความโกรธ เขาอุตส่าห์เฝ้ารอคอยโอรสสวรรค์มาแสนนาน แต่กลับถูกคนร้ายวางยากุ้ยเฟยจนนางแท้งลูกของพวกเขา อาการที่นางคลุ้มคลั่งราวคนจิตใจสลายเมื่อครู่คงเกิดจากความเสียใจอย่างหนัก
คำปลอบประโลมนั้นทำให้เฟิงอี๋ฮองเฮาหยุดใคร่ครวญ มีคนอยากฆ่ากุ้ยเฟยพร้อมลูกน้อยในครรภ์ วังหลวงแห่งนี้ช่างซุกซ่อนผู้คนจิตใจริษยาเอาไว้มากจริงหนอ อยู่ ๆ นางก็พลันรู้สึกสาสมใจขึ้นมา ในขณะที่กุ้ยเฟยวางแผนสังหารนางกับลูก ชะตากรรมของกุ้ยเฟยก็ไม่ต่างไปจากนางแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นว่าคนในอ้อมกอดดูจะสงบลงแล้ว ฮ่องเต้จึงประคองนางมาที่แท่นบรรทม ใช้ร่างกายของตนเป็นต่างหมอนให้นางนอนเอนลง จากนั้นก็สั่งหมอหลวงให้รีบเข้ามาดูอาการ
เฟิงอี๋เงยหน้าขึ้นมองดูสามีของตนที่กำลังเฝ้าทะนุถนอมร่างกายฟางเหรินกุ้ยเฟยอย่างรักใคร่ ยิ่งเห็นเขารักร่างกายนี้มากเท่าไหร่ ความแค้นก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อก่อนนางเป็นฮองเฮาที่ดีต่อเขามากเพียงไร เขากลับเฉยชา หนำซ้ำยังสั่งประหารตระกูลนางจนหมดสิ้น ในเมื่อเป็นคนดีแล้วถูกเหยียบย่ำ นางก็จะใช้ร่างกายของคนที่นางชิงชังที่สุดตอบสนองความกรุณาของเขาคืนให้เป็นพันเท่าทวีคูณ !
“ทูลฝ่าบาท พิษในกายของพระสนมถูกขับออกหมดแล้ว เหลือเพียงแผลที่เกิดจากคมคันฉ่องเมื่อครู่ กระหม่อมได้ใส่โอสถให้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หมอหลวงเฒ่าถวายรายงาน
“ขอบใจมาก เจ้าออกไปเถอะ”
ฮ่องเต้พยักหน้าเบา ๆ แววตาเหนื่อยล้า สองสามวันมานี้เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นมากมายนัก เมื่อเห็นร่างในอ้อมแขนเหม่อลอย เขาก็เข้าใจว่านางยังคงเศร้าเสียใจกับการสูญเสียลูกในครรภ์ จึงออกพระโอษฐ์ว่า “เพื่อเป็นการชดเชยที่เจ้าสูญเสียลูกไป และเพื่อเป็นสิ่งตอบแทนที่เจ้าช่วยให้เราตาสว่างเรื่องเฟิงอี๋ฮองเฮ่าลอบคบชู้....”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ ร่างในอ้อมแขนก็สั่นสะท้านขึ้นมาอีกครา แต่เป็นเพราะว่านางหันหลังพิงหน้าอกเขา พระองค์จึงไม่มีโอกาสได้เห็นว่าดวงตาของนางแดงก่ำด้วยความเจ็บแค้นหาใช่ความเสียใจไม่ เขาจึงตรัสด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“เราจะแต่งตั้งเจ้าเป็นฮองเฮาคนใหม่ มีอำนาจอยู่เหนือทั้ง 12 ตำหนักในวังหลัง”
..............................จบตอน...............................................
ว่าที่ฮองเฮาพระองค์ใหม่กำลังทอดพระเนตรดอกบัวตระการตาในสระ หากแต่แววตานั้นกลับมิได้มีเงาของดอกบัวแม้แต่น้อย พระนางยังทรงจมอยู่กับความคิดของตน
อีกไม่กี่วันข้างหน้านางจะได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮา ตำแหน่งเก่าของนางที่ถูกแต่งตั้งใหม่ คล้ายกับวิญญาณเดิมของเฟิงอี๋ ที่ย้ายจากร่างสตรีวัยสามสิบสู่ร่างใหม่ของฟางเหริน สตรีวัยสิบแปดปีที่เต็มไปด้วยความสาว และความสวย แต่ร่างนี้ เป็นร่างที่นางชิงชังยิ่งนัก !
มือเรียวของเฟิงอี๋รวบกำเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว นางกำนัล และขันทีคอยยืนรับใช้อยู่ห่าง ๆ แม้ว่าพระนางจะทรงนั่งอยู่ริมสระน้ำนานแล้ว แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้ารบกวน
เฟิงอี๋ ยังจำวันแรกที่ฟางเหรินเหยียบย่างเข้าสู่พระราชวังต้องห้ามแห่งนี้ได้ดี.....
วันนั้นเป็นวันคัดเลือกสนมนางกำนัลประจำปี สตรีสกุลดีเพียบพร้อมทั้งกิริยาวาจาถูกคัดเลือกเข้าสู่วังหลวงนับร้อยนาง เพื่อให้องค์ฮ่องเต้ทรงพิจารณาเลือกสนมข้างกายคนใหม่ ทันทีที่เฉินเฉิงฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นความงามของฟางเหรินที่เปรียบประดุจราชินีบุปผา พระองค์ถึงกับรับสั่งเลือกนางเป็นสนมเพียงผู้เดียว สตรีที่เหลือก็มอบให้เป็นนางกำนัลให้แก่ตำหนักต่าง ๆ เรื่องนี้เป็นที่โจษจันกันนานนับเดือน
อีกทั้ง ฮ่องเต้ยังพระราชทานตำแหน่งเฟยให้ฟางเหรินทันทีที่เข้าถวายงานในแท่นบรรทม สูงกว่าตำแหน่งของเฟินหนิง พี่สาวต่างมารดาของฟางเหริน แม้นางจะเข้าถวายงานรับใช้ฝ่าบาทก่อนน้องสาวถึง 2 ปี แต่ก็ยังเป็นได้เพียงกุ้ยเหรินเล็ก ๆ นางหนึ่งเท่านั้น
ครั้งนั้น ฮ่องเต้ทรงลุ่มหลงฟางเหรินเพียงใดทุกคนล้วนประจักษ์ ด้วยผิวพรรณ สัดส่วน แลใบหน้านั้นราวกับนางสวรรค์ลงมาเดินเล่นบนแดนมนุษย์ พระองค์ทรงอยู่ในตำหนักของนาง 7 วัน 7 คืนมิออกว่าราชการ
แล้วเมื่อออกว่าราชการในวันถัดมาฮ่องเต้ก็ทรงแต่งตั้งนางเป็นกุ้ยเฟยทันทีโดยไม่สนใจลำดับขั้นธรรมเนียมการแต่งตั้งตำแหน่งสนมที่บัญญัติไว้อีกต่อไป
เช้าวันนั้น เฟิงอี๋นั่งในตำแหน่งฮองเฮา บนบัลลังก์หงส์ทองคำรอรับพระสนมจาก 12 ตำหนักมาถวายพระพรตามธรรมเนียม เหล่าสนมล้วนมากันพร้อมหน้าตั้งแต่เช้าตรู่ แต่พระสนมคนใหม่กลับมาช้าที่สุด หนำซ้ำยังให้นางกำนัลประคองแขนเข้ามา ยุรยาตรดั่งเดินชมสวนในอุทยานก็มิปาน
“ถวายพระพรองค์ฮองเฮาเพคะ”
ฟางเหรินเปล่งเสียงหวานปานน้ำผึ้ง แต่กลับไม่ยอมยอบตัวลงดั่งวาจาที่ลั่นออกมา นางยกยิ้มที่มุมปากสบพระเนตรผู้ที่อยู่บนบัลลังก์หงส์อย่างไม่สะทกสะท้าน ด้วยลำพองใจว่านางเป็นที่โปรดปรานขององค์ฮ่องเต้ยิ่งนัก เมื่อเห็นเปลวไฟในแววตาของสนมทุกคนที่อยู่รายรอบ นางจึงจงใจโยนเชื้อไฟเข้าไปอีกโดยการเอ่ยว่า “หม่อมฉันต้องขออภัยฮองเฮาเป็นอย่างยิ่งที่มิอาจคุกเข่าถวายพระพรเหมือนดังพี่หญิงคนอื่น ๆ ได้ ด้วยเพราะร่างกายของหม่อมฉันถูกฝ่าบาทเคี่ยวกรำถึง 7 วัน 7 คืน จนระบมไปหมดทั้งกาย เพียงแค่เดินจากตำหนักไป่เหอมาที่ตำหนักเฉียนชิงก็นับว่ายากแล้ว”
เมื่อจบคำ ไฟริษยากองใหญ่ก็ดูเหมือนจะพวยพุ่งจนท่วมท้นตำหนักเฉียนชิง มีเพียงเฟิงอี๋ฮองเฮาเท่านั้นที่ยังคงมองนางอย่างเฉยชาประดุจก้อนน้ำแข็งท่ามกลางกองไฟ
“นำตั่งนั่งให้ฟางเหรินกุ้ยเฟย”
ฮองเฮาสั่งเสียงเรียบ เมื่อขันทีนำตั่งมาให้กุ้ยเฟยแล้ว ฮองเฮาจึงกล่าวกับนางว่า “ลำบากเจ้าแล้ว”
แม้ฮองเฮาจะรู้ว่าฟางเหรินจงใจหยามนางถึงตำหนักเฉียงชิง แต่นางก็ไม่นำพาเรื่องนี้มาใส่ใจมากนัก เพราะสนมที่อยู่ข้างกายฮ่องเต้มีนับพัน ต่อให้นางกำจัดฟางเหรินไปหนึ่งคน ในภายภาคหน้าก็ยังมีสนมที่จะก้าวขึ้นเป็นที่โปรดปรานคนใหม่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ หากนางไล่กำจัดทุกคนชีวิตคงจะเหน็ดเหนื่อยมาก สู้นางเอาเวลาที่ริษยาคนไปอื่นไปบำรุงร่างกายให้เหมาะแก่การตั้งครรภ์ให้ฮ่องเต้มิดีกว่าหรือ เพราะในฐานะฮองเฮานั้น ไม่จำเป็นต้องแย่งเป็นที่โปรดปรานขององค์ฮ่องเต้ พระองค์ก็ต้องเสด็จมาที่ตำหนักเฉียงชิงทุกเดือนตามกฎมณเฑียรบาล
“ขอบพระทัยเพคะ”
เมื่อไม่มีโอกาสได้เห็นใบหน้าโกรธกริ้วเพราะความริษยาของฮองเฮาแล้ว กุ้ยเฟยก็อดเสียดายไม่ได้