บทที่ 1 บุตรีต้องสาป
บทที่
1
บุตรีต้องสาป
แสงตะวันยามเช้ารอดผ่านรอยแตกบนบานหน้าต่างไม้เก่าคร่ำคร่า สาดส่องลงบนร่างเล็กของเด็กหญิงที่ขดตัวอยู่บนฟูกฟางบางๆ หลินเยว่ในวัยเพียงเจ็ดหนาว ผิวพรรณซีดเซียว ดวงตากลมโตกลับฉายแววขุ่นเคืองระคนหวาดระแวง เสียงซุบซิบน่ารังเกียจที่ดังแว่วมาจากนอกกระท่อมหลังเล็กในชายป่า ยังคงก้องอยู่ในหูของเธอไม่จางหาย
“นั่นไง บุตรีต้องสาป”
“จริงหรือ ช่างน่ากลัวนัก ว่ากันว่านางนำความอัปมงคลมาสู่หมู่บ้าน”
“อย่าเข้าใกล้เชียวนะ ใครเข้าใกล้อาจจะโชคร้ายไปด้วย”
หลินเยว่ กำมือแน่น เล็บจิกลงบนฝ่ามือเล็ก ๆ จนเกิดรอยแดง เธอชินชากับคำพูดเหล่านี้เสียแล้ว นับตั้งแต่วันที่มารดาจากไปอย่างกะทันหันด้วยอาการประหลาด และบิดาผู้เป็นที่รักก็ล้มป่วยลงอย่างทรุดโทรม ข่าวลือเรื่อง ‘บุตรีต้องสาป’ ก็แพร่กระจายราวกับไฟลามทุ่ง ชาวบ้านที่เคยยิ้มแย้มให้กลับกลายเป็นหวาดระแวง รังเกียจ และพยายามกีดกันสองพ่อลูกออกจากสังคม
“เยว่เอ๋อร์” เสียงแหบพร่าของบิดาดังมาจากมุมหนึ่งของกระท่อม หลินชานนอนอยู่บนเตียงไม้เก่า ๆ ใบหน้าซูบผอม ดวงตาเศร้าสร้อยมองมาที่บุตรีด้วยความรักและเป็นห่วง
“ท่านพ่อ” หลินเยว่รีบลุกขึ้นคลานเข่าเข้าไปหาบิดา จับมือสากกร้านของท่านไว้แน่น “ท่านรู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่”
หลินชานส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง ไอแห้ง ๆ กระแทกออกมาจากลำคอ “พ่อไม่เป็นไรมาก เจ้าเองก็ดูแลตัวเองด้วยนะลูก อย่าออกไปข้างนอกบ่อยนักเลย”
“แต่ท่านพ่อต้องการยา” หลินเยว่เสียงสั่นเครือ ยาที่หมอเฒ่าในหมู่บ้านสั่งจ่ายนั้นมีราคาสูงลิ่ว เงินทองที่บิดาเคยเก็บหอมรอมริบไว้ก็ร่อยหรอลงทุกวัน การออกไปเก็บสมุนไพรในป่าลึกเพียงลำพังจึงเป็นทางเลือกเดียวที่เธอพอจะทำได้ แม้จะรู้ว่าต้องเผชิญกับสายตาและคำพูดที่แสนเจ็บปวดจากผู้คน
“ไม่ต้องห่วงพ่อหรอกเยว่เอ๋อร์ พ่อทนได้” หลินชานยกมืออีกข้างขึ้นลูบศีรษะบุตรีเบา ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสาร “เจ้าเป็นเด็กดีอย่าเก็บคำพูดเหล่านั้นมาใส่ใจเลยนะ มันไม่จริง”
“แต่” หลินเยว่เม้มปากแน่น ความน้อยใจและเสียใจจุกอยู่ที่อก เหตุใดกัน เหตุใดพวกเขาถึงต้องถูกปฏิบัติราวกับเป็นเสนียดจัญไร เพียงเพราะมารดาจากไปอย่างลึกลับ และบิดากำลังทรมานจากอาการป่วยที่ไม่ทราบสาเหตุ
ตั้งแต่เล็กจนโต หลินเยว่เป็นเด็กช่างสังเกต เธอจดจำรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อย่างแม่นยำ กลิ่นของดอกไม้แต่ละชนิด ร่องรอยของสัตว์ป่าบนพื้นดิน แม้กระทั่งสีหน้าและท่าทางของผู้คนที่เปลี่ยนไปเมื่อมองมาที่เธอ เธอสังเกตเห็นความผิดปกติในการจากไปของมารดา กลิ่นคาวแปลกประหลาดที่ลอยคลุ้งในห้องก่อนที่ท่านจะสิ้นลม และสีม่วงช้ำที่ปรากฏบนเรียวแขนขาวซีด
และความผิดปกติเหล่านั้นก็ยังคงเกิดขึ้นกับบิดา อาการป่วยของท่านทรุดลงอย่างรวดเร็ว ผิวหนังเริ่มมีผื่นแดงจ้ำ ๆ ขึ้นมา และลมหายใจก็เริ่มติดขัด หลินเยว่แอบได้ยินหมอเฒ่าคุยกับชาวบ้านด้วยน้ำเสียงวิตกกังวล
“อาการเช่นนี้ข้าไม่เคยพบมาก่อน เหมือนถูกพิษร้าย”
คำว่า ‘พิษ’ ก้องอยู่ในหัวของหลินเยว่ราวกับเสียงฟ้าผ่า ความทรงจำเกี่ยวกับสีม่วงช้ำบนแขนของมารดาหวนกลับมาอีกครั้ง ความสงสัยเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างชัดเจนในความคิดเล็ก ๆ ของเธอ
‘ไม่ใช่ความอัปมงคล ไม่ใช่โชคร้าย แต่เป็นพิษ’
ตั้งแต่นั้นมา หลินเยว่เริ่มสนใจสมุนไพรต่าง ๆ ในป่าอย่างจริงจัง เธอจดจำลักษณะของพืชแต่ละชนิด กลิ่น รสชาติ และสรรพคุณต่างๆ อย่างละเอียด เธอแอบศึกษาตำรายาสมุนไพรเก่าๆ ที่บิดาเคยเก็บไว้ แม้ตัวหนังสือจะยากเกินกว่าเด็กเจ็ดขวบจะเข้าใจได้ทั้งหมด แต่ความกระหายใคร่รู้และความมุ่งมั่นที่จะช่วยบิดาผลักดันให้เธอพยายามอย่างไม่ย่อท้อ
วันหนึ่ง ขณะที่หลินเยว่กำลังเก็บสมุนไพรอยู่ใกล้ลำธาร เธอสังเกตเห็นรอยเท้าแปลก ๆ บนพื้นดิน รอยเท้าเล็กละเอียดคล้ายรอยเท้าของสัตว์ แต่กลับมีนิ้วเรียวยาวผิดปกติ เด็กหญิงตัวน้อยซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ มองตามรอยเท้าเหล่านั้นไปด้วยความสงสัย จนกระทั่งสายตาของเธอไปสะดุดกับดอกไม้สีแดงสด ดอกเล็ก ๆ ที่มีกลีบซ้อนกันอย่างงดงาม แต่กลับมีกลิ่นหอมหวานที่แฝงไว้ด้วยความฉุนเล็กน้อย
หลินเยว่จำได้ ดอกไม้ชนิดนี้เคยขึ้นอยู่ในสวนหลังบ้านของพวกเขา มารดาเคยเตือนเธอว่าอย่าเข้าใกล้มัน เพราะมันมีพิษร้ายแรง หากสัมผัสอาจทำให้เกิดผื่นคัน หากกินเข้าไปอาจถึงแก่ชีวิต
‘ดอกไม้พิษ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่’
ความสงสัยนำพาให้หลินเยว่เดินเข้าไปใกล้ดอกไม้นั้นมากขึ้น เธอสังเกตเห็นละอองสีขาวจาง ๆ เกาะอยู่บนกลีบดอก คล้ายผงแป้งละเอียด เด็กหญิงตัวน้อยใช้ปลายนิ้วแตะเบา ๆ แล้วดมกลิ่นอีกครั้ง กลิ่นหอมหวานนั้นช่างคุ้นเคย ราวกับเธอเคยได้กลิ่นมันที่ไหนมาก่อน
ทันใดนั้นเอง ภาพความทรงจำเลือนรางก็ผุดขึ้นในสมองของเธอ ในคืนที่มารดาล้มป่วย เธอจำได้ว่ามีกลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ลอยอยู่ในห้อง กลิ่นที่คล้ายกับกลิ่นของดอกไม้พิษดอกนี้
หัวใจของหลินเยว่เต้นระรัว ความคิดต่าง ๆ วิ่งวนอยู่ในสมองอย่างสับสน หากมารดาของเธอถูกวางยาพิษจริง ๆ แล้วใครกันที่เป็นคนทำ และทำไมบิดาของเธอถึงมีอาการคล้ายคลึงกัน
ความกลัวเริ่มจางหายไป ความโกรธและความมุ่งมั่นที่จะสืบหาความจริงเข้ามาแทนที่ ดวงตากลมโตของเด็กหญิงฉายแววเด็ดเดี่ยว เธอจะไม่ยอมให้ความอยุติธรรมนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวของเธออีกต่อไป
หลินเยว่ตัดสินใจเก็บดอกไม้พิษดอกนั้นไว้ เธอห่อมันด้วยใบไม้แห้งอย่างระมัดระวัง ราวกับมันเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะนำไปสู่ความจริง จากนั้นเธอก็รีบกลับไปยังกระท่อมด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง
เมื่อกลับมาถึงกระท่อม หลินเยว่เห็นหมอเฒ่ากำลังนั่งอยู่ข้างเตียงของบิดา สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียด
“ท่านหมอ อาการของท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง” หลินเยว่ถามด้วยน้ำเสียงวิตก
หมอเฒ่าถอนหายใจยาว “อาการของคุณชายแย่ลงมากนัก ข้าเกรงว่าจะ...” เขาเงียบไป ไม่กล้าเอ่ยคำที่เหลือออกมา
น้ำตาของหลินเยว่คลอเบ้า เธอทรุดตัวลงข้างเตียง จับมือบิดาไว้แน่น ความรู้สึกสิ้นหวังถาโถมเข้ามา
“ท่านพ่อ ท่านต้องไม่เป็นอะไรนะ” เสียงของเธอสั่นเครือ
หลินชานลืมตาขึ้นมองบุตรี แววตาของเขาอ่อนโยนแต่ก็แฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้า “เยว่เอ๋อร์ อย่าร้องไห้ชีวิตเป็นเช่นนี้มีพบก็มีจาก”
“ไม่!!! ท่านพ่อต้องอยู่กับข้า” หลินเยว่ส่ายหน้าอย่างรุนแรง เธอจะไม่ยอมเสียบิดาไปอีกคน เธอต้องทำอะไรสักอย่าง เธอต้องสืบหาความจริงให้ได้
ในขณะนั้นเอง สายตาของหลินเยว่ก็เหลือบไปเห็นถ้วยยาที่วางอยู่ข้างเตียง กลิ่นของยาสมุนไพรที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก แต่ในความคุ้นเคยนั้นกลับมีความผิดปกติบางอย่างแฝงอยู่
เด็กหญิงตัวน้อยค่อย ๆ เอื้อมมือไปหยิบถ้วยยานั้นขึ้นมา เธอสูดดมกลิ่นอย่างละเอียด พลันดวงตาของเธอก็เบิกกว้าง กลิ่นหอมหวานที่แฝงไว้ด้วยความฉุนเล็กน้อย กลิ่นเดียวกับดอกไม้พิษที่เธอเพิ่งเก็บมา
ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวแล่นเข้ามาในความคิดของหลินเยว่อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่ความอัปมงคล ไม่ใช่แค่โชคร้าย แต่เป็นการวางยาพิษ ทั้งมารดาและบิดาของเธอถูกวางยาพิษ
ความโกรธแค้นที่อัดอั้นมานานปะทุขึ้นในใจของเด็กหญิงตัวน้อย ดวงตาของเธอแข็งกร้าวราวกับคมดาบ เธอเงยหน้ามองบิดาที่กำลังนอนหลับใหลด้วยความอ่อนเพลีย ปากเล็ก ๆ เม้มแน่นด้วยความมุ่งมั่น
“ข้าจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนี้อีกต่อไป ข้าจะสืบหาความจริง ข้าจะลากตัวคนที่ทำร้ายครอบครัวของข้าออกมาลงโทษให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”
ในค่ำคืนนั้นเอง เด็กหญิงที่ถูกตราหน้าว่าเป็น ‘บุตรีต้องสาป’ ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต ดวงตาเล็ก ๆ ของเธอมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว ราวกับเปลวเพลิงเล็ก ๆ ที่พร้อมจะลุกโชนขึ้นเพื่อเผาผลาญความอยุติธรรมที่เธอและครอบครัวต้องเผชิญ ความสามารถในการสังเกตอันเฉียบแหลมและความเฉลียวฉลาดที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปลักษณ์ที่อ่อนเยาว์ จะเป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้กับเงามืดที่ปกคลุมชีวิตของเธอ