บทที่
3
ก้าวแรกสู่วังวน
สิบปี...สิบปีที่ความสูญเสียกัดกินหัวใจของหลินเยว่ราวกับคมเขี้ยวของสัตว์ร้าย นับตั้งแต่วันที่บิดาจากไป โลกทั้งใบของเด็กหญิงเจ็ดขวบก็พลันมืดมิด ความโดดเดี่ยวเย็นเยียบเกาะกุมร่างเล็ก ๆ นั้นแน่นหนา ข่าวลือเรื่อง ‘บุตรีต้องสาป’ ยังคงตามหลอกหลอน แม้จะย้ายออกจากกระท่อมในชายป่ามาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ห่างไกล ความหวาดระแวงและสายตาที่รังเกียจก็ยังคงไม่จางหาย
หลินเยว่เติบโตขึ้นภายใต้เงามืดแห่งความทรงจำและความแค้น นางไม่เคยลืมใบหน้าอันอ่อนโยนของบิดา คำพูดสุดท้ายที่แฝงไว้ด้วยความเป็นห่วง และความเจ็บปวดที่กัดกินชีวิตท่านอย่างช้า ๆ ความทรงจำเหล่านั้นเป็นดั่งเปลวไฟที่คอยโหมกระพือความมุ่งมั่นในการแก้แค้นให้ลุกโชนอยู่เสมอ
นางใช้เวลาทั้งหมดทุ่มเทให้กับการศึกษาตำรายาสมุนไพรเก่าแก่ที่บิดาทิ้งไว้ ตัวอักษรโบราณที่เคยยากจะเข้าใจ บัดนี้กลับกลายเป็นกุญแจสำคัญสู่โลกแห่งความรู้เรื่องยาพิษและสมุนไพร นางจดจำลักษณะ สี กลิ่น รสชาติ และสรรพคุณของพืชแต่ละชนิดอย่างแม่นยำ ทดลองปรุงยาต่าง ๆ อย่างลับ ๆ ในสวนเล็ก ๆ หลังบ้าน สังเกตปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ความรู้เหล่านี้กลายเป็นอาวุธลับที่นางจะใช้ในการแก้แค้น
นอกจากความรู้เรื่องยาแล้ว หลินเยว่ยังฝึกฝนร่างกายอย่างหนัก นางเรียนรู้การต่อสู้ด้วยมือเปล่าจากชายชราลึกลับที่บังเอิญพบเจอระหว่างเดินทางเก็บสมุนไพร
“เจ้าหนู ฝีมือไม่เลวนี่ ฝึกมานานเท่าไหร่แล้ว” ชายชราเอ่ยถามขณะมองหลินเยว่ฝึกซ้อมท่าทางอย่างคล่องแคล่ว
หลินเยว่หยุดการเคลื่อนไหว หันมามองชายชราด้วยความระแวดระวัง “ข้าฝึกเอง ไม่ได้มีใครสอน”
ชายชรายิ้มเล็กน้อย “พรสวรรค์แท้ ๆ แต่การต่อสู้ไม่ได้มีแค่พละกำลังและความเร็ว เจ้าต้องรู้จักการป้องกันตัว การหลบหลีก และการใช้ไหวพริบ”
“ไหวพริบ” หลินเยว่ขมวดคิ้ว
ชายชราเดินเข้ามาใกล้ “ใช่ การอ่านการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ การใช้สภาพแวดล้อมให้เป็นประโยชน์และการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะถอย”
หลินเยว่มองชายชราด้วยความสนใจ “ท่านพอจะสอนข้าได้หรือไม่”
ชายชราหัวเราะเบา ๆ “ข้าเป็นแค่คนแก่ใกล้ตาย จะสอนอะไรเจ้าได้ แต่ถ้าเจ้าอยากเรียนรู้จริง ๆ พรุ่งนี้เช้าตรู่ จงมาที่นี่ ข้าจะสอนสิ่งที่ข้ารู้ให้เจ้า”
ดวงตาของหลินเยว่เป็นประกาย “ขอบคุณท่านมาก ข้าจะมา”
การตัดสินใจเข้าวังหลวงไม่ใช่เรื่องง่าย หลินเยว่รู้ดีว่าสถานที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยอันตรายและการแก่งแย่งชิงอำนาจ แต่ก็เป็นหนทางเดียวที่นางจะสามารถเข้าใกล้เป้าหมายของการแก้แค้นได้ นั่นคือ เสนาบดีตงฟางหลี่ ผู้ที่นางเชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการล่มสลายของครอบครัว
ด้วยความช่วยเหลืออย่างลับ ๆ จากเว่ยจง ผู้ที่เคยเป็นสหายสนิทของบิดา หลินเยว่ได้รับจดหมายแนะนำตัวปลอมและเงินจำนวนหนึ่งเพื่อใช้ในการเดินทาง เว่ยจงเตือนนางด้วยความเป็นห่วงถึงอันตรายในวังหลวง แต่ก็เข้าใจถึงความแค้นที่ฝังลึกในใจของเด็กสาว
การเดินทางสู่เมืองหลวงยาวนานและยากลำบาก หลินเยว่ต้องปลอมตัวเป็นเด็กชายเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกรังแกและเพื่อความปลอดภัย นางทำงานรับจ้างสารพัด ตั้งแต่แบกหามของ ไปจนถึงช่วยงานในโรงเตี๊ยม อดทนต่อความเหนื่อยล้าและความหิวโหย ทุกหยาดเหงื่อและทุกความยากลำบากเป็นเพียงบททดสอบความมุ่งมั่นของนาง
เมื่อเข้าใกล้เมืองหลวง หลินเยว่เปลี่ยนไปอีกครั้ง นางใช้เงินที่เก็บสะสมมาซื้อเสื้อผ้าเนื้อหยาบและแต่งหน้าให้ดูซูบซีด เพื่อให้ดูเหมือนหญิงสาวกำพร้าที่เดินทางมาหางานทำ นางเรียนรู้วิธีการพูดจาและวางตัวอย่างคนต่ำต้อย จากขอทานข้างถนน เพื่อไม่ให้ใครสงสัยในภูมิหลังที่แท้จริงของนาง
นางเดินเข้าไปถามหญิงชราที่กำลังขายผลไม้ “ท่านป้าพอจะทราบหรือไม่ว่าในวังหลวงมีการรับคนทำงานบ้างหรือไม่เจ้าคะ”
หญิงชรามองหลินเยว่ด้วยความสงสาร “เด็กน้อยน่าสงสาร มาจากไหนกัน วังหลวงน่ะหรือ เขามักจะรับคนที่มีเส้นสายหรือไม่ก็คนรู้จักมากกว่านะ”
“แล้วไม่มีโอกาสสำหรับคนนอกอย่างข้าเลยหรือเจ้าคะ ข้าอยากมีงานทำเพื่อเลี้ยงตัวเอง” หลินเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าลง
หญิงชราถอนหายใจ “ก็พอจะมีบ้างแต่ต้องอดทนและทำงานหนักมาก ล่าสุดข้าได้ยินว่าเขากำลังรับคนดูแลสวนสมุนไพร ลองไปถามที่ประตูทางด้านทิศตะวันตกดูสิ อาจจะมีหวัง”
ดวงตาของหลินเยว่เป็นประกายอีกครั้ง “จริงหรือเจ้าคะ ขอบคุณท่านป้ามากนะเจ้าคะ” ก่อนที่นางจะเดินต่อไปเพื่อเข้าไปในวังหลวงให้ได้
นางนั่งลงข้าง ๆ ขอทานชรา “ท่านลุง ท่านอยู่ที่นี่มานานแล้วใช่หรือไม่” พอจะแนะนำข้าได้ไหมว่าคนต่ำต้อยอย่างเราควรจะวางตัวอย่างไรในเมืองนี้”
ขอทานชรามองหลินเยว่ด้วยสายตาที่ผ่านโลกมามาก “เด็กน้อย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการอย่าให้ใครสังเกตเห็นเจ้ามากเกินไป จงทำตัวให้เหมือนเงา เงียบและอย่าเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น”
“เหมือนเงา” หลินเยว่ทวนคำ
“ใช่ จงเรียนรู้ที่จะก้มหน้าหลบสายตา พูดน้อยและทำทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายอย่างเงียบเชียบถ้าเจ้าทำได้เช่นนี้ เจ้าก็อาจจะเอาตัวรอดในเมืองหลวงแห่งนี้ได้”
หลินเยว่พยักหน้าช้า ๆ “ขอบคุณท่านลุงสำหรับคำแนะนำเจ้าค่ะ”
ในที่สุด หลินเยว่ก็มายืนอยู่หน้าประตูเมืองหลวงอันโอ่อ่า ความยิ่งใหญ่ของกำแพงเมืองและทหารยามที่ยืนเฝ้าอย่างแข็งขัน ทำให้หัวใจของนางเต้นแรงด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความตื่นเต้น หวาดระแวง และความมุ่งมั่นอันแรงกล้า นางรู้ว่าการก้าวเข้าไปในวังหลวงเป็นการเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง แต่ความแค้นที่ฝังลึกในใจนั้นแข็งแกร่งกว่าความกลัวใดๆ
นางเดินเข้าไปในเมืองด้วยท่าทีนอบน้อม สอบถามผู้คนถึงโอกาสในการทำงานในวังหลวง จนกระทั่งได้รู้ว่ามีการรับสมัครนางกำนัลดูแลสวนสมุนไพร หลินเยว่ตัดสินใจว่านี่คือโอกาสของนาง แม้จะเป็นตำแหน่งที่ต่ำต้อย แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่นางสามารถแทรกซึมเข้าไปในวังวนอำนาจและเข้าใกล้เป้าหมายของการแก้แค้นได้
นางเข้าพบเจ้าหน้าที่คัดเลือกนางกำนัลด้วยท่าทีอ่อนน้อม
“ชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ มีใครรับรองเจ้าหรือไม่” เจ้าหน้าที่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ข้าชื่อเสี่ยวหลาน อายุสิบเจ็ดปีเจ้าค่ะ ข้า ข้าไม่มีญาติพี่น้อง แต่ท่านเว่ยจงฝากจดหมายมาให้เจ้าค่ะ” หลินเยว่ตอบพลางยื่นจดหมายให้ด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย
เจ้าหน้าที่รับจดหมายไปอ่าน ดวงตาเลื่อนไปตามตัวอักษร “หืมเว่ยจง นานแล้วสินะ (เงยหน้ามองหลินเยว่อีกครั้ง) เจ้าเคยทำงานอะไรมาก่อน”
“ข้าทำงานรับจ้างทั่วไปเจ้าค่ะ ช่วยคนเก็บสมุนไพร ดูแลไร่นาเล็กน้อยข้าอดทนและทำงานหนักได้เจ้าค่ะ” หลินเยว่ตอบด้วยแววตาเศร้าสร้อย
เจ้าหน้าที่พยักหน้าเล็กน้อยอย่างไม่ใส่ใจนัก “ในวังหลวงงานหนักกว่าที่เจ้าเคยทำมากนักนะ เจ้าต้องเชื่อฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามถาม ห้ามสอดรู้สอดเห็น หากทำผิดพลาด โทษทัณฑ์จะหนักหนาสาหัส เจ้าเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะตั้งใจทำงานและเชื่อฟังคำสั่งทุกอย่างเจ้าค่ะ” หลินเยว่รีบตอบ
เจ้าหน้าที่มองอย่างพิจารณาอีกครั้ง “เจ้าดูผอมแห้งแรงน้อย จะไหวหรือกับการดูแลสวนสมุนไพร มันต้องใช้แรงกายมากนะ”
“ข้าแข็งแรงกว่าที่ท่านเห็นนะเจ้าค่ะ ข้าเคยช่วยเก็บสมุนไพรในป่าลึก ยกของหนัก ๆ ก็พอทำได้เจ้าค่ะ ข้าอยากมีงานทำจริง ๆ เจ้าค่ะ" หลินเยว่รีบกล่าวอย่างกระตือรือร้น
เจ้าหน้าที่ถอนหายใจเล็กน้อย “เอาเถอะ ในเมื่อท่านเว่ยจงฝากฝังมา ข้าจะให้โอกาสเจ้าหนึ่งครั้ง ไปรายงานตัวกับซูเจ้ที่สวนสมุนไพรทางด้านหลังตำหนักจินหลง อย่าทำให้ข้าผิดหวังก็แล้วกัน”
“ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ข้าจะทำงานให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ” หลินเยว่โค้งคำนับด้วยความขอบคุณ ก่อนจะเดินตามเจ้าหน้าที่ไปยังส่วนต่างๆ ของวังหลวง
ภายใต้ชื่อใหม่และรูปลักษณ์ที่แสนจะธรรมดา หลินเยว่ได้ก้าวเข้าสู่วังวนแห่งอำนาจแล้ว ความแค้นที่ฝังลึกเป็นแรงผลักดันให้นางอดทนและเรียนรู้ ทุกการกระทำ ทุกคำพูด ทุกการสังเกตการณ์ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของแผนการอันยาวไกล เพื่อรอคอยวันที่ดอกไม้พิษแห่งการแก้แค้นจะเบ่งบานในวังหลวงแห่งนี้
การแทรกซึมเข้าไปในวังหลวงอันเป็นดั่งป้อมปราการนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับเด็กสาวกำพร้าที่ไม่มีญาติมิตรหรือเส้นสายใด ๆ โอกาสเดียวของหลินเยว่คือการปลอมตัวและสมัครเข้าไปทำงานในตำแหน่งที่ต่ำต้อยที่สุด
ด้วยความช่วยเหลืออย่างลับ ๆ จากเว่ยจง ผู้ที่เคยมีความสัมพันธ์อันดีกับคนในวังหลวงมาก่อน หลินเยว่ได้รับโอกาสให้เข้าไปทำงานเป็นนางกำนัลดูแลสวนสมุนไพรในส่วนที่ค่อนข้างห่างไกลจากเขตพระราชฐานชั้นใน เว่ยจงได้มอบจดหมายแนะนำตัวปลอมและสอนวิธีการพูดจาและวางตัวอย่างคนต่ำต้อย เพื่อไม่ให้ใครสงสัยในภูมิหลังที่แท้จริงของนาง
ภายใต้ชื่อใหม่ว่า “เสี่ยวหลาน” หลินเยว่ก้าวเท้าเข้าไปในวังหลวงเป็นครั้งแรก ความยิ่งใหญ่และความหรูหราของสถาปัตยกรรมทำให้นางรู้สึกราวกับอยู่ในโลกอีกใบ เสื้อผ้าอาภรณ์แพรพรรณของผู้คน กลิ่นหอมของเครื่องหอมนานาชนิด และเสียงพูดคุยจอแจที่ดังระงม สร้างความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับชีวิตอันเงียบสงบในป่าใหญ่
สวนสมุนไพรที่เสี่ยวหลานได้รับมอบหมายให้ดูแลนั้นตั้งอยู่ทางด้านหลังของตำหนักแห่งหนึ่ง เป็นพื้นที่ค่อนข้างกว้างขวาง เต็มไปด้วยพืชพรรณนานาชนิด ทั้งที่ใช้ปรุงยาและประดับประดา แม้จะเป็นตำแหน่งที่ไม่สำคัญ แต่ก็เป็นโอกาสให้หลินเยว่ได้ใกล้ชิดกับสมุนไพรต่าง ๆ และสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวภายในวังได้อย่างเงียบเชียบ
นางกำนัลอาวุโสผู้ดูแลสวนสมุนไพรมีชื่อว่า “ซูเจ้” เป็นหญิงวัยกลางคนที่มีใบหน้าถมึงทึงและปากคอเราะร้าย นางจ้องมองเสี่ยวหลานตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร
“นี่หรือเด็กใหม่ที่ท่านเว่ยฝากฝังมา” ซูเจ้ถามด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ
“เจ้าค่ะ ท่านซูเจ้” เสี่ยวหลานก้มหน้าตอบด้วยความนอบน้อม
“เงอะงะเซ่อซ่าก็อย่าให้เห็นนะ สวนสมุนไพรแห่งนี้ต้องได้รับการดูแลอย่างดี หากมีอะไรเสียหาย ข้าจะลงโทษเจ้าอย่างหนัก” ซูเจ้สั่งเสียงเข้ม
“เสี่ยวหลานจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่เจ้าค่ะ” เสี่ยวหลานตอบด้วยความเคารพ
ซูเจ้พยักหน้าเล็กน้อยอย่างไม่ใส่ใจนัก “ตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปดูหน้าที่ของเจ้า”
ตลอดวันที่เสี่ยวหลานเริ่มงาน นางพยายามเรียนรู้งานทุกอย่างอย่างรวดเร็ว จดจำชื่อสมุนไพรแต่ละชนิด วิธีการรดน้ำ พรวนดิน และเก็บเกี่ยว นางทำทุกอย่างด้วยความขยันขันแข็งและเงียบเชียบ พยายามหลีกเลี่ยงการสุงสิงกับนางกำนัลคนอื่น ๆ เพื่อไม่ให้ใครจับสังเกตได้
ในขณะที่ทำงานอยู่ในสวน เสี่ยวหลานก็ไม่ลืมที่จะสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวรอบข้าง นางจดจำใบหน้าของข้ารับใช้และเหล่าขุนนางที่เดินผ่านไปมา จดจำเวลาและเส้นทางที่พวกเขาใช้ รวมถึงบทสนทนาที่นางแอบได้ยิน
เป้าหมายแรกของหลินเยว่คือ เสนาบดีตงฟางหลี่ นางรู้ว่าเขาเป็นขุนนางผู้มีอำนาจและมักจะเข้ามาในวังหลวงเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้ นางต้องหาโอกาสเข้าใกล้เขาและสืบหาหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องของเขากับการล่มสลายของครอบครัวนาง
หลายวันผ่านไป เสี่ยวหลานยังคงทำงานอย่างเงียบ ๆ และอดทน นางเรียนรู้ชีวิตในวังหลวงอย่างรวดเร็ว สังคมที่เต็มไปด้วยการแบ่งชนชั้น การประจบสอพลอ และการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น นางเห็นนางกำนัลบางคนพยายามเอาใจเหล่าขุนนางเพื่อหวังความก้าวหน้า และเห็นข้ารับใช้บางคนถูกลงโทษอย่างรุนแรงเพียงเพราะความผิดพลาดเล็กน้อย
วันหนึ่งขณะที่เสี่ยวหลานกำลังรดน้ำต้นไม้ในส่วนที่ค่อนข้างร่มรื่น นางสังเกตเห็นร่างสูงสง่าในชุดขุนนางสีม่วงเข้มเดินเข้ามาในสวน สมองของนางทำงานอย่างรวดเร็ว นางได้ยินนางกำนัลเรียกชื่อของเขาผู้นั้น เสนาบดีตงฟางหลี่ เป้าหมายแรกของการแก้แค้นของนาง
หัวใจของหลินเยว่เต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและความโกรธแค้น นางรีบก้มหน้าลงต่ำ ทำทีเป็นสนใจต้นไม้ตรงหน้า
ตงฟางหลี่เดินชมสวนอย่างสบายอารมณ์ พร้อมกับพูดคุยกับขันทีคนสนิทข้างกาย
“ดอกไม้ในสวนนี้ช่างงดงามยิ่งนัก ฝีมือของคนดูแลคงไม่เลว” เสียงทุ้มนุ่มของเขาดังขึ้น
“เป็นฝีมือของนางกำนัลใหม่พ่ะย่ะค่ะ ท่านเสนาบดี นางชื่อเสี่ยวหลาน” ขันทีตอบ
ตงฟางหลี่หยุดเดิน หันมามองไปยังร่างเล็กที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความสนใจ
“เด็กใหม่หรือ เงียบขรึมดีนี่” เขากล่าวพลางเดินเข้าไปใกล้
หลินเยว่รู้สึกตัวว่าถูกจับจ้อง นางพยายามควบคุมความสั่นเทาในร่างกายและค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น มองเสนาบดีด้วยสายตาที่แสดงออกถึงความนอบน้อมและความหวาดกลัว
“ทำความเคารพท่านเสนาบดีเจ้าค่ะ” เสี่ยวหลานกล่าวเสียงเบา
ตงฟางหลี่จ้องมองใบหน้าของนางอย่างพิจารณา ดวงตาคมกริบราวกับจะทะลุทะลวงเข้าไปในจิตใจของนาง
“เจ้าชื่อเสี่ยวหลาน” เขาถามนางด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม
“เจ้าค่ะ ท่านเสนาบดี”
“หน้าตาคุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน” ตงฟางหลี่พึมพำกับตัวเอง
หัวใจของหลินเยว่เต้นระส่ำ นางพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมา
“คงเป็นเพราะท่านเสนาบดีเคยเสด็จมาที่สวนแห่งนี้กระหม่อม” ขันทีรีบกล่าวแทรก
ตงฟางหลี่พยักหน้าช้า ๆ ราวกับคล้อยตาม “อาจจะเป็นเช่นนั้นเจ้าดูแลต้นไม้พวกนี้ดี ๆ ล่ะ หากมีอะไรผิดพลาด เจ้าจะถูกลงโทษอย่างหนัก”
“เสี่ยวหลานจะจดจำไว้เจ้าค่ะ” เสี่ยวหลานตอบด้วยความเคารพ
ตงฟางหลี่หันหลังเดินจากไปพร้อมกับขันที หลินเยว่ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมไปทั่วแผ่นหลัง การเผชิญหน้าครั้งแรกกับเป้าหมายของการแก้แค้นนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความหวาดหวั่น
‘หน้าตาของข้าคงเหมือนคนที่ท่านทำให้ต้องจากข้าไปสินะ ถึงได้รู้สึกคุ้นเคย’ หลินเยว่คิดในใจ นางรู้ว่าการเข้าใกล้ตงฟางหลี่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นางจะไม่ยอมแพ้ นางจะใช้ความอดทนและความสามารถทั้งหมดที่มี เพื่อสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของเขา รวบรวมหลักฐาน และรอคอยโอกาสที่จะลงมือชำระแค้น
ก้าวแรกของหลินเยว่สู่วังวนแห่งอำนาจได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แม้จะเป็นเพียงตำแหน่งที่ต่ำต้อย แต่นางก็จะใช้สถานที่แห่งนี้เป็นฐานที่มั่นในการแก้แค้น รอคอยวันที่ดอกไม้พิษที่นางซ่อนไว้จะเบ่งบานและส่งกลิ่นหอมหวานแห่งการชำระแค้นให้ศัตรูได้ลิ้มลอง