บทนำ
“บายจ้ะ”
หนึ่งฤทัยยิ้มพลางโบกไม้โบกมือหลังจากส่งพิมพ์นาราขึ้นรถกลับไปก่อนโดยไร้ท่าทางอาลัยอาวรณ์ ทั้งคู่ไม่เคยแสดงอาการใกล้ชิดเกินงามต่อสายตาคนอื่น แม้จะดูสนิทชิดเชื้อกว่าปกติอย่างไรก็เหมือนเพื่อนที่สนิทกันมากทั่วไป
เมื่ออยู่ตามลำพังหญิงสาวก็ถอนหายใจยาวกับเหตุบังเอิญในลิตฟ์เมื่อครู่ เธอไม่ได้คิดทำอะไรประเจิดประเจ้อแต่พิมพ์นาราต้องการลาอย่างลึกซึ้งแล้วโอบเธอเข้าไปจูบ หนึ่งฤทัยรู้สึกว่าพักหลังมานี้อีกฝ่ายไม่ค่อยแคร์แล้วหากจะเป็นข่าวขึ้นมา ทว่าเธอมีปัญหาแน่ ในเมื่อบิดามารดาของเธออยากให้แต่งงานและพยายามพาไปดูตัวบ่อยครั้ง แอบกังวลอยู่เหมือนกันว่ากล้องในลิฟต์คงจับภาพได้ แถมยังไม่แน่ใจว่าผู้หญิงที่มากับ ‘ผู้ชายคนนั้น’ จำพิมพ์นาราได้หรือไม่
ผู้ชายที่รติยาแนะนำว่าชื่อ ‘อามิน’
หากเรื่องของตนกับพิมพ์นาราแดงออกไปมีหวังเธอถูกพ่อแม่จับใส่ตะกร้าล้างน้ำแต่งงานกับผู้ชายที่ฐานะทางสังคมดีพอกันสักคนแน่
“คงไม่ซวยขนาดนั้นมั้งขวัญเอ๊ย”
เธอบอกตัวเองแล้วขับรถที่พนักงานโรงแรมขับมาให้ออกไป โดยไม่รู้ตัวว่ามีรถเคลื่อนตามตนมา
คอนโดของหนึ่งฤทัยอยู่ไกลจากโรงแรมพอสมควรเพราะไม่อยากนัดพิมพ์นาราใกล้บริเวณที่อยู่และทำงาน แต่ช่วงดึกก็ขับรถไม่นานนัก เมื่อรถของหญิงสาวเลี้ยวเข้าคอนโด รถคันที่ตามมาก็ขับเลยไปเล็กน้อยก่อนจะหยุด หนึ่งในคนที่อยู่ภายในรายงานทันที
“คอนโดเธอไกลจากโรงแรมมากครับ เราไม่อยากทำอะไรระหว่างทางให้เป็นที่สังเกต แต่ก็เข้าไปในคอนโดไม่ได้”
‘รีบหาทางจัดการให้เงียบที่สุด ก่อนคุณอามินจะเดินทางลงใต้’
ปลายสายสั่งมาเสียงเรียบ
“ครับ”
ร่างระหงในชุดสูทสีเดียวกันดูทะมัดทะแมงออกจากที่ทำงานของตนซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าหรู มีสำนักงานอยู่ในตึกใหญ่ใจกลางเมืองซึ่งเป็นตึกที่แยกออกมาจากห้างสรรพสินค้าในเครือเดียวกัน ตรงไปยังลานจอดรถ
หนึ่งฤทัยเป็นดีไซน์เนอร์ แม้เป็นแบรนด์ของผู้เป็นอาแต่หญิงสาวก็เข้ามาทำงานด้วยความสามารถของตน และเข้ากับคนในทีมได้ดีไม่มีข้อกังขา เพราะถึงจะมีบุคลิกสาวมั่นแต่เป็นคนที่ค่อนข้างเป็นมิตร ยิ้มง่ายน่าคบหา ไม่มีความเย่อหยิ่งทำตัวเด่นหรูหราเกินใคร
หลังปลดล็อกรถขณะกำลังจะเปิดประตูเข้าไปก็ต้องชะงักเพราะบางอย่างจี้มาที่ด้านหลัง แม้ไม่แรงหากก็รับรู้ได้ว่าเป็นอะไรพร้อมเสียงเข้มราบเรียบด้วยภาษาอังกฤษดังขึ้น
“ขอโทษครับ เชิญมิสมากับเราหน่อย”
คิ้วเรียวสวยขมวดอย่างวิตก ทั้งยังกลั้นหายใจพยายามตั้งสมาธิ ค่อยๆ เลื่อนมือจะสอดเข้าไปในกระเป๋าเพื่อหยิบสเปรย์พริกไทยที่พกติดตัว ก็มีร่างสูงหนาอีกร่างขยับมาประชิดติดตัว มือหนายื่นมากดกระเป๋าเธอไว้อย่างรวดเร็วไม่ให้เธอหยิบของออกมา
“ไม่คุ้มหรอกครับมิส”
หนึ่งฤทัยเหล่มองคนที่คุกคาม เห็นว่าใส่แว่นดำ ไม่ได้ถึงกับปกปิดตัวเองราวมั่นใจว่าจะไม่มีใครรู้เห็น หรือกล้องวงจรปิดจับภาพไม่ได้ แล้วก็ต้องหันไปอีกด้านเพราะรู้สึกได้ว่าคนที่จ่อปลายกระบอกปืนด้านหลังเธอขยับมาขนาบอีกข้าง
“เชิญครับ”
คนเดิมพูดขึ้น
“พวกคุณเป็นใคร อยู่ๆ จะให้ฉันตามไปด้วย”
“เรื่องนั้นไปแล้วมิสก็รู้เองครับ”
“ฉันไม่ไป”
หญิงสาวเสียงแข็งไม่ยอมทำตามที่ใครก็ไม่รู้สั่ง และไม่คิดจะขยับตัวแม้แต่น้อย ในใจคิดว่าหากถูกปล้นก็ยอมให้พวกมันเอาเงินไป แต่หากพวกมันต้องการอย่างอื่นที่มากกว่าทรัพย์สินเธอยอมตาย
“ถ้ามิสไม่ไปโดยดี เราก็ไม่มีทางเลือก”
จบคำพูดแขนของเธอก็ถูกล็อกทันที
“เอ๊ะ? ชะ...”
เสียงหวานเงียบไปก่อนจะมีโอกาสร้องให้ช่วยเพราะปากถูกปิดด้วยผ้าเช็ดหน้า ทั้งยังมีกลิ่นฉุดจัด เธอกลั้นหายใจทว่าเพราะตัวถูกรวบยกขึ้นจากผู้ชายสองคนพาไปขึ้นรถตู้คันใหญ่ที่จอดข้างกัน ทำให้ต้องพยายามดิ้นรนแล้วก็ยิ่งต้องหอบหายใจในที่สุด เพียงไม่กี่อึดใจร่างระหงก็ถูกพาไปนั่งในรถได้อย่างง่าย ตามด้วยประตูเลื่อนปิดฉับรวดเร็ว
สติของหนึ่งฤทัยค่อยๆ พร่าเลือน สำนึกสุดท้ายเต็มไปด้วยความมึนงง
พวกเขาเป็นใคร ทำไมต้องมาจับตัวเธอ เป็นโจรต่างชาติ? แก๊งค้ายาหรือ?