ถ้ามีสวนผลไม้ที่สามารถหยิบเท่าไหร่ก็ได้จริง นั่นเท่ากับว่าคนทั้งบ้านจะไม่มีวันอดตาย ต่อให้วันใดวันหนึ่งข้างหน้าสถานการณ์บ้านเมืองเลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่ หรือจะถูกพวกทหารแดงข่มเหงรังแกกวาดล้างข้าวของไปอีกกี่ครั้ง บ้านใหญ่ครอบครัวลู่นี้ก็จะไม่อับจนสิ้นไร้ไม้ตอกอีก
“แต่แม่อย่าเพิ่งบอกใครนะคะ พ่อกับพี่ใหญ่พี่รองก็ยังให้รู้ตอนนี้ไม่ได้ค่ะ ถ้าความแตกหรือความลับรั่วไหลล่ะก็ ทางการต้องเอาตัวหนูไปขึ้นแท่นยิงเป้าแน่ ๆ”
“ได้สิลูก แม้จะต้องเอาชีวิตเข้าแลก แม่คนนี้ก็จะปกป้องอิงอิงเอาไว้ให้ได้ ชีวิตแก่ ๆ แม่ไม่เสียดายเลย ขอให้ลูกอยู่ดีมีความสุขก็พอ”
หญิงสูงวัยโผเข้ากอดลู่อิงอิงอีกครั้ง ฝ่ามือหยาบกร้านจากการกรำแดดจับจอบเสียมขุดดินลูบใบหน้าลูกสาวที่เธอเฝ้าทะนุถนอมดังแก้วตาดวงใจ “แม่รักหนูมากนะลูกอิงอิง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แม่จะไม่ยอมให้ใครทำร้ายหนู”
ตามเนื้อหาเดิมในซีรีส์ มารดาของลู่อิงอิงเป็นตัวร้ายอันดับสอง แต่เธอร้ายก็เพราะรักลูกสาว ที่คอยพูดจาถากถางดูหมิ่นน้ำใจผู้คนทั่วไปก็เป็นเพราะไม่อยากให้ใครได้ดีเกินลูกสาวตัวเอง ในตอนนั้นที่ลู่อิงอิงถูกเนรเทศ เธอกำลังจะถูกเจ้าหน้าที่เอาตัวไปขึ้นรถก็ยังร้องไห้ปริ่มจะขาดใจ หากแต่ถูกชาวบ้านรั้งตัวไว้จึงไม่สามารถช่วยลูกสาวได้
เฉินอิงฟ่านเป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้งตั้งแต่เกิด ไม่มีพ่อแม่ให้ความรัก ถ้าเวลานั้น แม่ของเฉินอิงฟ่านรักลูกสาวได้สักครึ่งหนึ่งของแม่อย่างจ้าวเยี่ยจิน เฉินอิงฟ่านก็คงไม่ต้องถูกส่งไปสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ลงเอยด้วยการกลายเป็นสมาชิกแก๊งมาเฟียหวาเป่ยและจบชีวิตอย่างน่าอนาถและโดดเดี่ยวแบบนั้นหรอก
เช้าวันต่อมา
ลู่อิงอิงตื่นแต่เช้าตรู่ หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ตรงดิ่งไปยังห้องครัวซึ่งอยู่ทางด้านหลังของตัวบ้าน
พี่สะใภ้ทั้งสองง่วนอยู่หน้าเตาฟืน ครั้นพอเห็นน้องสามีเดินเข้ามาก็อดทักทายด้วยความประหลาดใจไม่ได้ เพราะปกติแล้วลู่อิงอิงเป็นคนเกียจคร้านชนิดหาตัวจับยาก ต้องรอจนสายโด่งตะวันส่องถึงก้นจึงจะยอมลุกจากเตียง
“น้องสาว ทำไมวันนี้ตื่นเช้าจังล่ะ”
“ทุกวันไม่เคยตื่นเวลานี้เลยนะ เป็นอะไรหรือเปล่า”
ลู่อิงอิงไม่ตอบคำถาม หากกลับชะโงกขอดูสิ่งที่สองสะใภ้ของบ้านลู่กำลังใช้กระบวยไม้เคี่ยวให้งวดอย่างขะมักเขม้น มันเป็นน้ำต้มข้าวที่ใสจะแทบจะใช้ส่องหน้าแทนกระจกได้ คิ้วเรียวขมวดมุ่นไม่พึงใจนัก ไหนจะอีกด้านหนึ่งที่พี่สะใภ้รองกำลังหั่นผักดองจานเล็ก ๆ อยู่ แบบนี้เรียกว่าอาหารคนได้ที่ไหนกัน
“พวกพี่สะใภ้ทำอะไรกันคะ”
“ข้าวต้มกับหินเกลือ มีผักดอง แล้วก็กำลังจะผัดดอกกุยช่ายจ้ะ” สะใภ้ใหญ่ตอบน้องสามีอย่างงุนงง
ถึงแม้ลู่อิงอิงจะไม่เคยช่วยงานในครัว แต่ถึงขั้นไม่รู้วิธีการต้มหินเกลือก็นับว่าเกินไป “ถ้าหิวก็ไปนั่งรอก่อน มื้อเช้าใกล้เสร็จแล้ว เดี๋ยวพวกฉันยกไปให้” สะใภ้รองเห็นว่าน้องสามีมองอาหารไม่วางตาก็คิดว่าคงจะหิว จึงพูดขึ้นเพราะไม่อยากให้เธอเกะกะอยู่ในครัว
ยังไม่ทันที่ใครจะได้ทำสิ่งใดต่อ น้องสาวคนสุดท้องของบ้านก็ตักข้าวสารที่เหลืออยู่ก้นถังเทลงหม้อไปอีกหลายถ้วย มิหนำซ้ำยังเอาเนื้อตากแห้งใส่ลงในผัดดอกกุยช่ายอีก
“น้องสาว ทำแบบนี้ไม่ได้นะ!”
สองสะใภ้ร้องห้ามเสียงหลง วัตถุดิบทำอาหารแต่ละอย่างได้มายากเย็นแสนเข็ญ จะกินจะใช้ต้องประหยัดให้มากที่สุด จะทำอาหารให้ทุกคนกินอิ่มตามใจชอบไม่ได้เด็ดขาด ขืนยกออกไป แม่สามีจะต้องดุด่าพวกเธอจนหูชาเป็นแน่ แต่ลู่อิงอิงกลับไม่ยี่หระกับท่าทางร้อนรนจะเป็นจะตายของเหล่าภรรยาพี่ชายเลยแม้แต่น้อย
“ฉันบอกว่าได้ก็คือได้ พี่สะใภ้ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ”
ถึงแม้น้องเล็กผู้เป็นที่รักของคนบ้านใหญ่ครอบครัวลู่จะพูดเช่นนั้น สองสะใภ้ก็ยังอกสั่นขวัญแขวนเมื่อเห็นอีกฝ่ายทั้งใส่ข้าว ใส่เนื้อ ใส่เครื่องปรุงรสและน้ำมันไม่ยั้ง ทั้งที่วัตถุดิบมีจำกัดและต้องใช้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องเจ็ดชีวิตไปอีกหลายวันกว่าจะได้รับปันอาหารอีกก็สิ้นเดือน
“กว่าจะเบิกคูปองอาหารได้อีกหนก็ตั้งเจ็ดแปดวันไม่ใช่หรือ”
“นั่นสิ... ทำยังไงดี มีหวังแม่สามีคงได้ตีเราสองคนจนตายแน่!”
แต่ผิดคาด เพราะนอกจากลู่หวังเหว่ยและจ้าวเยี่ยจินจะไม่ดุด่าว่ากล่าวสองสะใภ้แล้ว ทุกคนยังร่วมโต๊ะกินมื้อเช้าอย่างเอร็ดอร่อยจนแทบไม่มีใครเงยหน้าขึ้นจากชามข้าวเลย
ข้าวขาวขัดสีเมล็ดอวบต้มร้อน ๆ กับน้ำข้น ๆ กินกับผัดดอกกุยช่ายกรุบกรอบเพิ่มรสชาติเข้มข้นด้วยเนื้อเค็มตากแห้ง ตบท้ายด้วยน้ำแกงไข่กับผักใบเขียวซดคล่องคอ ส่วนหินเกลือน่ะหรือ ลู่อิงอิงคว่ำหม้อเททิ้งไปตั้งนานแล้ว
ทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่าต้องมัธยัสถ์อดออมเรื่องอาหารการกิน ถึงขนาดที่จะกวาดวัตถุดิบจนเกือบเกลี้ยงครัวมาทุ่มทำกับข้าวมื้อเดียวถือเป็นความสิ้นคิดที่ไม่อาจให้อภัยได้ แต่พอได้กลิ่นข้าวกลิ่นเนื้อสัตว์ ได้ลิ้มรสเครื่องปรุงและน้ำมันที่กลมกล่อมมากกว่าดูดหินต้มน้ำเกลือประทังหิว ทุกคนในครอบครัวลู่ก็ยากที่จะอดใจไหว
“ต่อไปนี้ ฉันจะเป็นคนทำอาหารเองทุกมื้อ” หญิงสาวประกาศกร้าวกลางโต๊ะอาหารอีกครั้ง ก่อนจะหันไปมองสมาชิกในครอบครัวทุกคนเผื่อว่าจะมีเสียงค้าน “ไม่มีใครขัดข้องอะไรใช่ไหมคะ”
“จะดีหรือครับแม่”
พี่ชายคนโตเอ่ยเสียงแผ่ว แน่นอนว่ากับข้าวที่น้องเล็กทำนั้นอร่อยมาก แต่เมื่อคิดว่ามันสิ้นเปลืองเกินไป เขาก็เริ่มหวั่นใจ
“อิงอิงของพวกเราเป็นเด็กมีน้ำใจ ปล่อยน้องจัดการเรื่องนี้ไปเถอะ อย่าเอาไปพูดข้างนอกว่าบ้านเรากินอิ่มกว่าใครก็พอ”
จ้าวเยี่ยจินพูดตัดบทเพียงเท่านั้น คนอื่นก็ไม่กล้าถามอะไรให้มากความอีก แม้จะยังไม่เข้าใจอะไรเลยก็ตาม
ลู่อิงอิงกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ลำพัง หลังจากที่รู้ว่าลูกพลับ ลูกท้อ อิงเถา ฉ่าวเหมยถือเป็นสินค้าชั้นสูงราคาแพง เพราะยุคนี้มีสิ่งที่เรียกว่าตลาดมืด ผลไม้สดเป็นของมีค่าซึ่งซื้อง่ายขายคล่อง ถ้าเธอสามารถเข้าไปในตลาดมืดได้ก็แปลว่าเธอสามารถแลกเอาข้าวสารและวัตถุดิบทำอาหารดี ๆ อย่างอื่นกลับมาบ้านให้ทุกคนอิ่มท้องทุกวันได้แน่
การเดินทางออกจากหมู่บ้านไปยังตัวเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยรถรับส่งของทางการซึ่งมีเพียงวันละสามรอบเพราะเป็นหมู่บ้านค่อนข้างใหญ่ ประกอบด้วยห้าคอมมูน บรรดากลุ่มคนที่มารอขึ้นรถก็มักเป็นเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน นักเรียนมัธยมปลายที่ต้องเข้าไปเรียนในเมือง อาจมีชาวบ้านแรงงานทั่วไปที่จำเป็นต้องไปเยี่ยมญาติหรือทำธุระติดต่อราชการบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่แล้ว จะมีก็เพียงหญิงสาวท่าทางดื้อรั้นคนเดียวที่ไม่ใช่ขาประจำสำหรับจุดรอรถของหมู่บ้านแห่งนี้
ลู่อิงอิงรับเอาถุงผ้าที่พี่ชายช่วยถือมาคล้องไหล่แล้วกอดไว้แน่น ก่อนจะขึ้นไปหาที่นั่งบนรถประจำทางสนิมเขรอะ เธอแค่นำผลไม้บางส่วนที่ไม่ช้ำง่ายใส่ถุงผ้ามา หากไม่ถืออะไรติดมือเข้าเมืองแล้วนำข้าวปลาอาหารกลับบ้านคงมีคนสงสัยแน่ ๆ หิ้วถุงผ้าใบใหญ่ไปแบบนี้จะได้ไม่มีใครสงสัย
“แน่ใจแล้วเหรอว่าจะไม่ให้พวกพี่ไปด้วย?”
“นั่นสิ ให้พี่รองตามไปด้วยดีกว่า เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวไปต่างที่ต่างถิ่น ยังไงมันก็อันตรายอยู่นะ”
อยู่ ๆ น้องสาวคนเล็กก็มาบอกว่าจะเข้าเมือง แทนที่พ่อแม่จะห้ามปรามก็สั่งให้พี่ชายสองคนมาส่งที่จุดจอดรถประจำทาง แล้วให้มารอรับกลับตอนเย็นเท่านั้น ร้อยวันพันปีลู่อิงอิงเคยอยากเข้าเมืองที่ไหนกัน
แม้ว่าจะเย่อหยิ่งและอยากได้คนรวย ๆ คนมีอำนาจมาเป็นสามี แต่หากให้เธอออกไปแสวงหานอกหมู่บ้านกลับขี้กลัวไม่กล้าออกไปเอง พอถามว่าไปทำอะไรก็ไม่ยอมบอก มิหนำซ้ำยังไม่ยอมให้ดูของในถุงผ้าที่สะพายอยู่อีกด้วย
“ไม่ต้องหรอก พี่ใหญ่กับพี่รองไปทำงานเถอะค่ะ” หญิงสาวตอบพลางโบกมือไล่คนมาส่ง ดูเหมือนว่าจะใกล้ถึงเวลารถประจำทางออกจากจุดจอดแล้ว
พี่ชายสองคนได้แต่มองหน้ากัน พวกเขาตงิดใจสงสัยตั้งแต่เรื่องที่น้องสาวแบ่งเนื้อเค็มตากแห้งให้ภรรยาเมื่อเย็นวานนี้แล้ว ไหนจะเรื่องที่ประกาศว่าทุกคนในบ้านต้องกินอิ่มท้องลามมาถึงอาหารมื้อเช้าแสนอร่อย
ถ้าให้พูดตามตรง พวกเขารู้สึกเหมือนลู่อิงอิงเปลี่ยนนิสัยไปเป็นคนละคนภายในชั่วข้ามคืน พอคิดว่าเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนร่างสลับวิญญาณอะไรหรือเปล่าก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไร้สาระ ผีสางวิญญาณมีจริงที่ไหน ขืนพูดออกไปมีหวังพวกทหารแดงได้รีบมาจับไปยิงทิ้งแน่